เรียน ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวง อว. ศาสตราจารย์ ดร. ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ก่อนอื่นในฐานะชาวมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์เชนอย่างมาก ที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผมเชื่อว่า พวกเราหลายๆ คนในมหาวิทยาลัยก็ดีใจที่กระทรวง อว. จะได้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่มาจากอาจารย์ และเป็นอาจารย์ที่เคยมีตำแหน่งเป็นฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยมาก่อน ซึ่งจะทำให้รัฐมนตรีมีความเข้าใจโดยตรงในเรื่องงานและปัญหาของการอุดมศึกษาไทย

ผมเชื่อเหมือนกับอาจารย์หลายๆ ท่านที่นั่งมองระบบอุดมศึกษาไทยด้วยความเป็นห่วง เพราะตัวชี้วัดหลายตัวเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า อุดมศึกษาไทยมีปัญหาในหลายๆ ด้าน และต้องการความเปลี่ยนแปลง หรือที่เรามักจะพูดกันด้วยเรื่องของ “ปฏิรูปอุดมศึกษา” อันมีนัยถึงการ “ปฏิรูปมหาวิทยาลัย” อยู่เสมอๆ
แต่จนแล้วจนรอด เรื่องเหล่านี้ก็ไม่เคยเกิดได้จริง ไม่ต่างอะไรกับ “การปฏิรูปกองทัพ” ที่เรามักจะมีคำอธิบายติดปากกันว่า “พูดได้ คุยได้ แต่ทำไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าอาจารย์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหิดลมาก่อน คงพอได้มีโอกาสสัมผัสกับปัญหาและเรื่องราวเหล่านี้มาแล้วอย่างเป็นรูปธรรม และอาจสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขข้อขัดข้องบางประการเพื่อที่จะเกิดการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยให้ขยับตัวไปข้างหน้าได้บ้างในท่ามกลางสภาวะของความเปลี่ยนแปลงทั้งของโลกและของสังคมไทยเอง
ผมเชื่อว่า การผลักดันทิศทางอุดมศึกษาไทย จะเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นความท้าทายที่รออาจารย์อยู่ข้างหน้าจากเดิมที่อาจเป็นเพียงเรื่องของการผลักดันมหาวิทยาลัยของอาจารย์เองเท่านั้น แต่นับจากนี้ไป อาจารย์จะมีส่วนโดยตรงในการกำหนด “ทิศทางอุดมศึกษาไทย” หรืออาจจะกล่าวอีกแบบว่า อาจารย์จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนด “ยุทธศาสตร์การศึกษาและวิจัย” ของมหาวิทยาลัยไทยในบริบทมหภาค
แต่อย่างที่อาจารย์ทราบดีว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียน การสอน และการวิจัยเท่านั้น ชีวิตอีกด้านของมหาวิทยาลัยที่มักจะมีการพูดถึงน้อยมากคือ ปัญหา “การบริหารมหาวิทยาลัย” และมิติของมหาวิทยาลัยในด้านนี้ ทำให้หลายครั้งมหาวิทยาลัยกลายเป็น “แดนสนทยา” โดยเฉพาะ มีเรื่อง “ดำมืด” ของพฤติกรรมผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องเช่นนี้มักไม่ค่อยถูกหยิบขึ้นมาเปิดประเด็นในเวทีสาธารณะเท่าใดนัก
ดังนั้น วันนี้จึงอยากขอให้อาจารย์ช่วยมองมหาวิทยาลัยในอีกด้านด้วย นอกเหนือจากการวางน้ำหนักความสนใจอยู่กับเพียงเรื่องการศึกษาและวิจัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากเรียกประเด็นในส่วนนี้ว่า เป็น “ด้านมืดของมหาวิทยาลัย” แต่เนื่องจาก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางแห่งทำเสมือนมหาวิทยาลัยเป็น “บริษัท อธิการ จำกัด” กล่าวคือ อธิการมักถือว่า ตนเองมีอำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัยแบบ “เบ็ดเสร็จ” โดยอิงอยู่กับเพียงกฎและ/หรือระเบียบที่ล้าหลังของมหาวิทยาลัยของตนเท่านั้น และไม่นำพากับปัญหาจริยธรรม และธรรมาภิบาล
ฝ่ายบริหารในมิติเช่นนี้มักมีแนวโน้มทางความคิดที่เชื่อว่า การดำเนินการของมหาวิทยาลัยถึงจะขัดแย้งกับข้อกำหนดและ/หรือแนวทางปฏิบัติของกระทรวง อว. ก็ไม่มีปัญหา ตัวอย่างเช่น อธิการและพวกในกลุ่มนี้จะเชื่อว่า เขาสามารถสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิได้ด้วย “กติกาเก่า” ซึ่งมีอธิการและพวกนั่งเต็มไปหมดในคณะกรรมการสรรหา และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเพียง 1 ท่าน และผลการสรรหาอย่างไร ก็ “ต้องได้” คนที่อธิการพึงพอใจเท่านั้น
ผลของการสรรหาด้วยกติกาแบบนี้ มักนำไปสู่ปัญหาธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยอย่างมีนัยสำคัญ หรือที่อาจารย์คงทราบดี พวกเราที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “การผลัดกันเกาหลัง” คือ “อธิการเลือกนายกสภาฯ นายกสภาฯ ก็จะเลือกอธิการ” และยังขยายไปยังอีกส่วนคือ “อธิการเลือกกรรมการสภากรรมการสภาก็เลือกอธิการ” (เพราะกรรมการสภาส่วนหนึ่งต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการ)
ในบางกรณียังขยายไปเกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เช่น อธิการผลักดันให้ภรรยาของนายกสภาฯของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภาฯ ทั้งยังได้รับเครื่องราชฯ จากการดำรงตำแหน่งนี้ มาเป็นกรรมการสภาฯ ของมหาวิทยาลัยตน ซึ่งมีลักษณะของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (CoI) อย่างชัดเจน
กระบวนการเช่นนี้นำไปสู่การเกิดปรากฏการณ์แบบ “เลือกกันไป-เลือกกันมา” เพื่อสมประโยชน์ในการมีตำแหน่งร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอธิการ หรือถ้ามีปัญหา ก็มีหลักประกันว่า“คนของอธิการบดี” จะไม่มีวันผิด จะไม่มีวันถูกลงโทษ เช่น สมมติมีอาจารย์ท่านหนึ่งจบจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา แต่ในปีที่จบรับปริญญา มหาวิทยาลัยแห่งนั้น ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์กรด้านการศึกษาของสหรัฐ แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยในเรื่องคุณวุฒิ ก็สามารถยุติข้อร้องเรียนได้ โดยไม่มีข้อท้วงติงจากทาง สป. อว.
ปัญหาเช่นนี้ในอีกส่วนยังขยายลงมาสู่อีกระดับคือ “อธิการเลือกคณบดี คณบดีก็เลือกอธิการ” เช่น การยอมรับให้กรรมการสรรหาอธิการ สามารถเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดีได้ โดยถือว่าไม่ผิดหลักธรรมาภิบาลเพราะเป็นการสรรหา เสมือนหนึ่งกระบวนการสรรหาคือ “การฟอกตัว” ในเวทีมหาวิทยาลัย หรือเกิดการจ้างคณบดีเกษียณอายุที่มีความใกล้ชิดอธิการ ให้เป็นคณบดีต่อ และทั้งมีการตระเตรียมงบประมาณรองรับล่วงหน้า
ภาวะ “เธอเลือกฉัน-ฉันเลือกเธอ” จึงส่งผลให้กรรมการสภา และคณบดีที่ผ่านการสรรหาแบบ “ผลัดกันเกาหลัง“ เช่นนี้กลายเป็นฐานเสียงของอธิการในการประชุมสภามหาวิทยาลัย อันส่งผลอย่างมีนัยสำคัญให้เกิด“สภาตรายาง” สำหรับรองรับการดำเนินงานของอธิการ
สภาตรายางยังกลายเป็นช่องทางของการหาประโยชน์ของอธิการและพรรคพวกที่ใกล้ชิด หรือใช้เป็นช่องทางในการกลั่นแกล้งผู้ที่เห็นต่างในมหาวิทยาลัย ตลอดรวมถึง ทำให้การสรรหาผู้บริหารระดับคณะกลายเป็น“กระบวนการการเลือกคนใกล้ชิดอธิการ” ด้วยการผลักดันคนที่ทำงานให้อธิการเข้ามารับตำแหน่ง เช่น การส่งผู้ช่วยอธิการเข้ารับการสรรหา โดยมีอธิการเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา หรือใช้เป็นเวทีขัดขวางผู้ที่เห็นต่างหรือผู้ที่ยืนคนละจุดกับอธิการได้รับการสรรหา เพราะถือว่า อธิการมีสิทธิ์ขาดในการชี้ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งเช่นนี้ด้วยเหตุผลว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหาต้องสามารถทำงานกับอธิการได้ เสมือนอธิการมีสิทธิพิเศษในการ “วีโต้”
ดังนั้น อะไรที่อธิการชี้ว่า “ถูก” ก็ต้องถูกตามกันไป หรือเกิดสภาวะ “block votes” ในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ ที่สำคัญในสภามหาวิทยาลัย อีกทั้ง อาการผลัดกันเกาหลังยังสะท้อนถึงการ “ต่างตอบแทน” ในการมีตำแหน่งในโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจนทั้งในระดับสภามหาวิทยาลัย และระดับคณบดี
ฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้แล้ว อยากจะขอฝากอาจารย์ในฐานะ รมว. อว. ท่านใหม่ … ขอความกรุณาอาจารย์ช่วย“ทำความสะอาด” มหาวิทยาลัยสักหน่อย เพื่อสร้าง “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” และอยากเห็น กระทรวง อว. ผลักดันในเรื่องเช่นนี้อย่างจริงจัง ด้วยการยึดมั่นในหลักการของการมีธรรมาภิบาล
สมมติถ้าเกิดปัญหาที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างนายกสภาฯ กับอธิการ ก็ไม่อยากให้ท่านรัฐมนตรีปล่อยให้ สป. อว. ตอบคำถามนายกสภาฯ แบบหนึ่ง แต่ตอบคำถามอธิการไปอีกแบบหนึ่งอย่างรวดเร็ว และตอบอธิการในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับการใช้อำนาจที่ละเมิดหลักธรรมาภิบาล จนเสมือน สป. อว. มีอาการไม่จริงจังกับการสร้างธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย และพร้อมที่ไหลไปกับกลุ่มอำนาจในมหาวิทยาลัย
แน่นอนว่า การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดข่าวลือที่ไม่เป็นมงคลกับผู้มีอำนาจใน สป. อว. ถึงการวิ่งเต้น และล๊อบบี้จากฝ่ายบริหารมหามหาวิทยาลัย และทั้งเรื่องราวเช่นนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของการสร้างภาพในมหาวิทยาลัยว่า “อธิการใหญ่คับฟ้า” เพราะวิ่งเต้นส่วนกลางได้หมด และจะไม่มีใครกล้าร้องเรียนต่อพฤติกรรมที่มีปัญหาในข้อกฎหมาย เพราะมีการสร้างภาพว่า อธิการสามารถ “เคลียร์” ทุกเรื่องที่มีปัญหาได้หมด จนแม้กระทั่งมีข่าวในมหาวิทยาลัยว่า อาจจะมีการนำชื่ออธิการขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่ยังมีคดีค้างคาอยู่ในศาลก็ตาม
ผมตระหนักดีว่า ภาระทางการเมืองของอาจารย์มีความหนักหน่วง เพราะประเทศกำลังประสบวิกฤตขนาดใหญ่จากปัญหาสงครามอิหร่าน แต่ก็อยากขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วย “ชายตามมอง” สักนิดกับปัญหาความไร้จริยธรรมและการละเมิดธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ที่ต้องขอแรงอาจารย์เช่นนี้ เพราะสุดท้ายแล้วมหาวิทยาลัยยังใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน ไม่งบจากบริษัทของครอบครัวอธิการ อีกทั้งการหากินและหาประโยชน์ของอธิการและพรรคพวกใกล้ชิดย่อมไม่ใช่ “ตัวชี้วัด” ที่ดีของการอุดมศึกษาไทย
ผมเชื่อว่า ท่านและพรรคเพื่อไทยที่เคยนำการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมมาแล้วนั้น จะไม่ทอดทิ้งปัญหาความไม่เป็นธรรมในมหาวิทยาลัย และเชื่อมั่นอย่างมากว่า อาจารย์และพรรคเพื่อไทยจะไม่ปล่อยให้เกิด “มหาวิทยพาณิชย์” ที่มหาวิทยาลัยกลายเป็นพื้นที่ให้อธิการและพรรคพวกคนสนิทเข้ามา “หากิน-หาประโยชน์-หาตำแหน่ง” โดยมี สป. อว. ทำหน้าที่เป็นผู้ยืนดูเฉยๆ และไม่สนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทยให้รุดหน้าไปในท่ามกลางสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก และทั้งเชื่อว่า อาจารย์จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง“มหาวิทยาลัยโปร่งใส” อันจะเป็นรากฐานของการสร้างมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งในอนาคต เพราะต่อให้มหาวิทยาลัยมีหน้าฉากดีเพียงใด แต่การบริหารเต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส ไร้ธรรมาภิบาล และการใช้อำนาจอย่างเกินเลยขอบเขตแล้ว มหาวิทยาลัยนั้นก็เป็นเพียง “ด้านมืด” ของการอุดมศึกษาไทยเท่านั้นเอง
ปล.: ทราบว่าอาจารย์สนใจเรื่อง “start up” ในมิติทางเศรษฐกิจงานของมหาวิทยาลัย เช่น เรื่องสมุนไพรที่เป็นข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัยไทย แต่ก็อยากขออาจารย์สนใจ “governance start up” ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย คือ อยากเห็น start up ด้านธรรมาภิบาลบ้างครับ มิฉะนั้น งานสมุนไพรจะเป็นเพียง “cosmetic university” และสมุนไพรก็อาจเป็นเพียง “สมุนพิษ” ที่ผู้บริหารเอามา “หลอกขาย” อาจารย์ครับ !
3 เมษายน 2569
