ในประเทศ
เริ่มนับหนึ่ง “ครม.อนุทิน 2” เป็นที่เรียบร้อย
หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสให้ข้อคิดว่าการทำงานของรัฐบาลจะส่งผลหลายอย่าง
1. คือผลต่อ “ประชาชน” ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข
2. คือผลต่อ “ประชาธิปไตย” ที่ต้องงอกงามไพบูลย์ด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง
3. คือ “ประเทศชาติ” ต้องทำให้มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนมั่นคง
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าเป็นข้อคิดที่คณะรัฐมนตรีทุกคนน้อมนำมาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติหน้าที่
ก่อนที่นายอนุทินนำคณะรัฐมนตรีใหม่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เป็นอันแล้วเสร็จการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสมบูรณ์ตามกลไกรัฐธรรมนูญ
เป็นการเข้ามารับตำแหน่งที่ยากลำบากมิใช่น้อย เพราะเข้ามาในภาวะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเราจะได้เห็นราคาน้ำมันดีเซล 1 ลิตร ราคาเกิน 50 บาท ผลจากเหตุปะทุขึ้นของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง
เริ่มต้นไม่ค่อยสวย ดูจากบรรยากาศความนิยมประชาชนที่จะให้ความเชื่อมั่นศรัทธา-ให้โอกาสรัฐบาลทำหน้าที่ต่อ ต่างกับรัฐบาลอื่นช่วงแรกๆ หลังเลือกตั้ง
ต้องยอมรับว่า ความนิยมจากประชาชนต่อรัฐบาลในวันนี้ นับวันยิ่งลดลงทุกที
เพราะแม้จะยังไม่มีอำนาจเต็มโดยสมบูรณ์ แต่รัฐบาลอนุทินก็เป็นรัฐบาลที่ถือครองอำนาจต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีก่อน มีอำนาจในการบริหารสถานการณ์สำคัญแล้วหลายครั้ง แต่ก็สร้างความผิดหวังมาแล้วหลายหน
ตั้งแต่การสื่อสารผิดพลาดในกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา จนต้องออกมาขอโทษ, ต่อเนื่องมาด้วยการบริหารเหตุอุทกภัยภาคใต้โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการบูรณาการช่วยเหลือ มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จนต้องออกมาขอโทษต่อความผิดพลาด
ล่าสุด คือสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน
ประเทศประสบปัญหามาแล้วมากกว่า 1 เดือน จากการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดหลายประการของรัฐบาล ที่สุดนายกฯ ก็ต้องนำคณะผู้บริหารออกมาแถลงข่าวขอโทษอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดด้านการสื่อสารและการทำความเข้าใจ เช่น การประกาศตรึงราคาน้ำมันล่วงหน้าจนก่อให้เกิดความพยายามในการกักตุนน้ำมัน ด้านประชาชนก็เกิดอาการตระหนกจนเกิดความวุ่นวายทั้งบ้านเมือง ความชุลมุนลากยาวเกือบ 1 เดือน
ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดจากการตั้งรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่มีหุ้นใหญ่ในบริษัทพลังงานมาเป็นผู้บริหารสูงสุดแก้ไขปัญหาวิกฤต แต่ก็ไม่สามารถใช้อำนาจบริหารวิกฤตให้เบาบางลงได้ จนก่อให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อคำถามดังมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดนายกฯ ต้องออกคำสั่งเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบคนใหม่
ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่น ซึ่งแม้เวลาจะทอดยาวมานาน ก็ยังไม่ได้รับการชี้แจงอย่างโปร่งใส, ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่ผู้คนถามไถ่ ก็มักไม่ได้รับการตอบที่ชัดเจน
ซ้ำร้าย จู่ๆ ยังมาประกาศขึ้นราคาน้ำมันแบบพุ่งพรวดจนผู้คนเกิดภาวะช็อก พ่อค้าแม่ขายผู้บริโภคจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน
มาตรการตรึงราคาสินค้าก็จับต้องไม่ได้ มาตรการลดค่าครองชีพก็ยังมองไม่เห็น คนไทยอยู่ในสภาวะคอปริ่มน้ำ ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจเดิมที่กดทับเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือน, การไร้เงินฝาก, ปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง คนตกงาน
ตลอดระยะเวลาที่เกิดสงครามจนราคาน้ำมันพุ่ง แม้รัฐบาลจะผิดพลาดด้านการประเมินสถานการณ์จนก่อให้เกิดช่องว่างการแสวงหาผลประโยชน์จากคนบางกลุ่ม แต่ที่น่าสนใจคือตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจรัฐไม่สามารถตามหา “ไอ้โม่ง” ที่หาประโยชน์จากวิกฤตราคาพลังงานโลกออกมารับผิดชอบได้เลย
ยังมีนายทุนขนส่งลำเลียงน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากภาวะวิกฤต บ้างก็กักตุนเพื่อผลกำไร บ้างก็ลักลอบไปขายต่างประเทศ มีเพียงการจับกุมรายวันเท่านั้น ไม่เห็นการจัดการกับ “ไอ้โม่ง” ดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นระบบ จนเวลาล่วงเลยมานานก็ยังจับมือใครดมไม่ได้
ที่รัฐบาลขยับแล้วหลังผ่านไปนานนับเดือนคือการส่งนายกเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานออกมาบี้ไปที่โรงกลั่นน้ำมันเพื่อขอให้ค่าการกลั่นเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะที่นายอนุทินก็ทำได้เพียงแถลงขอให้เอกชนออกมาตรการทำงานจากบ้าน และขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันประหยัดพลังงาน หันมาใช้รถสาธารณะ
ก็ต้องรอดูว่าหลังรัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้ว จะแสดงออกทางนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างราคาพลังงานอื่นหรือไม่จากนี้
แต่เมื่อดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องนามธรรม ยังไม่เห็นการประกาศการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมมากนัก นั่นแปลว่า คนไทยยังหวังกับรัฐบาลได้ไม่เต็มที่
เพราะส่วนใหญ่ของนโยบายที่รัฐบาลแถลง ส่วนใหญ่คือเรื่องเก่าเล่าใหม่ อยู่ในคำประกาศของ ครม.อนุทิน 1 มาแล้ว
จะมีเพิ่มมาใหม่ก็เช่นเรื่องเลิกทหารเกณฑ์เปลี่ยนเป็นทหารอาสา, การยกเลิกเอ็มโอยู 44 และการทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน
ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเรื่องวิกฤตพลังงานที่จับต้องได้ก็ยังไม่มี นโยบายลดค่าครองชีพเรื่องการเดินทางขนส่งของประชาชนก็ยังไม่ปรากฏ
แม้รัฐบาลใหม่ค่ายสีน้ำเงินจะพยายามผลักดันบทบาทของ 3 รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการคนนอกเพื่อลบภาพความเป็น ครม.โควต้าบ้านใหญ่ เพิ่มความเป็นมืออาชีพ
รัฐมนตรีคนนอกก็พยายามดึงคนเก่งเข้ามาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นข่าว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ดึงตัว “สันติธาร เสถียรไทย” นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัล อดีตบอร์ด กนง. มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ไม่ว่าจะเป็น สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คนปัจจุบัน ที่ดึงตัวปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มานั่งตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ” ในรัฐบาลอนุทิน 2
แต่จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ปัญหาความโปร่งใสและไอ้โม่งหาประโยชน์จากวิกฤต เริ่มบั่นทอนความเชื่อมั่น บรรดา “เทคโนแครตมือโปร” ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน ไปเป็นที่เรียบร้อย
4 ปีจากนี้จึงท้าทายบรรดา “เทคโนแครตมือโปร” ว่าจะสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์นำพาประเทศไทยภายใต้รัฐบาลสีน้ำเงิน เดินทางไปจนถึงฝั่งฝันได้หรือไม่
ขณะที่โครงสร้างของรัฐบาลใหม่เอง ต้องยอมรับว่าแม้หน้าตาของหลายคนจะเป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องมาจากชุดเก่า แต่ก็มีอีกหลายคนที่เป็นคนรุ่นใหม่สืบทอดตำแหน่งทางการเมือง ได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” จำนวนไม่น้อย
แก๊ง ครม.ลูกเทพฯ หรือ ครม.ลูกบังเกิดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ที่เติบโตมากับความรู้ชุดใหม่ อาจจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็เติบโตมากับโครงสร้างการเมืองเก่า หากสามารถพลิกวิกฤตรอบนี้เปลี่ยนเป็นโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะลดแรงกดดันทางการเมืองจากประชาชนได้ในอนาคต
แต่ถ้ายังทำงานการเมืองแบบเดิม แช่แข็งการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องสนองความต้องการใดๆ นอกจากการเมืองในมุ้ง ครม.ลูกเทพก็จะกลายเป็นเชื้อเพลิงเร่งปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาลชั้นดีในอนาคต
เบื้องต้น รัฐบาลหนู 2 ต้องเจอความท้าทาย 3 ระยะ
1. คือความท้าทายระยะสั้นจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งวันนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จในการประคองสถานการณ์นัก
2. ความท้าทายระยะกลางคือ การแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ การกระตุ้นการพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุน การรักษาสภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานไม่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลก
3. ความท้าทายระยะยาวคือ ความท้าทายทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหารากฐานสำคัญของประเทศ ที่ส่งผลต่อปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่าง
ต้องไม่ลืมว่าประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน แสดงเจตจำนงชัดเจน ให้ไฟเขียวสภานิติบัญญัติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพร้อมที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับมรดกรัฐประหาร
หากรัฐบาลภูมิใจไทยจะพยายามเหยียบความต้องการนี้ปิดไว้ใต้พรม อาจทำได้ในระยะสั้น เพราะคนมองเห็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขก่อน แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็จะปะทุขึ้นมากดดันรัฐบาลได้ในอนาคต หากรัฐบาลมีท่าทีไม่ตอบสนอง ความเข้มข้นของระดับความขัดแย้งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
แม้รัฐบาลภูมิใจไทยจะประสบความสำเร็จในการเล่นเกมตามกติการัฐธรรมนูญปี 2560 เข้ายึดกุมอำนาจรัฐสำเร็จ จนผงาดเป็นทั้งประมุขฝ่ายบริหาร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งยังมีองค์กรตรวจสอบที่ให้คำตัดสินเป็นคุณอยู่เสมอ ขณะที่ฝ่ายค้านถูกนิติสงครามรุมกระทำอย่างหนัก
แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้จะชนะ ส.ส.เขต แต่ค่ายสีน้ำเงินก็พ่ายแพ้ในการเมืองเชิงกระแส พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งแบบป๊อปปูลาร์โหวตจากศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา คะแนนเลือกพรรคตามหลังค่ายสีส้มหลายล้านคะแนน การเดินหน้าของรัฐบาลจากนี้จึงไม่ง่าย
คนจำนวนมากมองรัฐบาลนายอนุทินไม่ต่างกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (จะต่างกันอย่างเดียวก็คือ นายอนุทินไม่ปิดคอมเมนต์เวลาโพสต์เฟซบุ๊ก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์จะปิดไม่ให้แสดงความเห็น)
สถานะของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินดูจะพึ่งพิงอยู่กับกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่าพึ่งพิงอยู่กับศรัทธาประชาชน และนี่ก็คือปัญหา เพราะการอ้างอิงความชอบธรรมจากกฎหมายและสถาบันการเมืองเป็นหลัก จะทำให้รัฐบาลดำรงอยู่ได้อย่างติดขัดเต็มไปด้วยอุปสรรคเพราะไร้การยินยอมยอมรับจากประชาชน ประเทศก็จะไม่ก้าวหน้าในระยะยาว
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดก็คือการครองอำนาจกว่า 1 ทษวรรษที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์นี้เอง
แต่ถ้ารัฐบาลตั้งใจที่จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ก็ต้องเริ่มจากการฟังเสียงประชาชน เคารพเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน กล้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎหมายและการเมืองเก่าที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนา
แน่นอนว่าการเริ่มต้นแก้ปัญหาประเทศจากต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ง่าย แต่หากยังเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่ประชาชนลดการยอมรับ หมดความเชื่อมั่น จนต้นทุนทางการเมืองตกต่ำ
หากเกิดวิกฤตการบริหารประเทศขึ้นในอนาคต ก็เตรียมนับถอยหลังได้เลย
ดังนั้น จึงต้องกลับไปที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
พร้อมกันนั้นคือต้องทำให้ประชาธิปไตยงอกงามในวิถีทางที่ถูกต้อง
เพราะถ้าคุณภาพชีวิตประชาชนดี ระบอบประชาธิปไตยดี ประเทศก็จะพัฒนาอย่างก้าวหน้า มั่นคง
