bg-single

วิกฤตศรัทธา ‘ป.ป.ช.-กกต.’ เมื่อบรรทัดฐาน ถูกตั้งคำถามจากประชาชน

01.05.2026

ในประเทศ

ต้องยอมรับว่า ประชาชนและสังคมค่อนข้างคาดหวังว่า “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ จะทำหน้าที่ด้วยความอิสระ โปร่งใส มีความเป็นกลาง เป็นธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลแทรกแซงกระบวนการทำงาน

“กรรมการองค์กรอิสระ” โดยเฉพาะบุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้หากจะต้องถูกจับตาบทบาทการทำหน้าที่มากเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายคนนั้นถูกเชื่อมโยงว่าเป็น “สายตรงสีน้ำเงิน”

ฉะนั้น หากองค์กรอิสระ สามารถทำงานและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ยึดหลักกฎหมาย เป็นกลาง เที่ยงธรรม และโปร่งใส สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกัน

และช่วยสลัดข้อกล่าวหาต่างๆ เหล่านี้ให้หลุดพ้นออกไปได้

แต่ทว่า ล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. หนึ่งในองค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่ป้องกัน ปราบปราม ตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากประชาชนครั้งใหญ่

เมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหา “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

ซึ่งมติดังกล่าวนี้สวนทางกับมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ซึ่งมีคำวินิจฉัยกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณียังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น เป็นการกระทำต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี มาตรา 4(1)

โดยจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่ปรากฏ ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ประชาชน สังคม นักวิชาการ รวมทั้งบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาคดีกับองค์กร ป.ป.ช.ว่า เหตุใดจึงมีมติสวนทางกับศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันทุกองค์กร

อีกทั้งเมื่อเทียบกับคดีของอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลดูจะแตกต่างกันมาก ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลฎีกา กล่าวหาอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมเสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และศาลประทับรับฟ้องคดีเรียบร้อยแล้ว

แต่ทว่าคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทาง ป.ป.ช.กลับมีมติยกคำร้อง ทั้งที่ 2 เรื่องนี้นั้นมีผลคำวินิจฉัยชี้ขาดชัดเจน และผลคำวินิจฉัยย่อมผูกพันทุกองค์กร

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก หากสังคมจะออกมาตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานการพิจารณาตัดสินคดี

เรื่องนี้ ทาง ป.ป.ช.ออกแถลงการณ์ชี้แจงอธิบายรายละเอียดความยาว 5 หน้ากระดาษ กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งเป็น ส.ส.และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง

โดยยกเหตุผลสนับสนุนว่า นายศักดิ์สยามเข้าใจว่าตนเองได้โอนหุ้นไปโดยชอบแล้วตั้งแต่ปี 2561 (ก่อนรับตำแหน่ง) และมีหลักฐานการจดทะเบียนโอนหุ้นทางทะเบียนชัดเจน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย (17 มกราคม 2567) นายศักดิ์สยามได้ฟ้องร้องเพื่อขอคืนหุ้นจนมีการประนีประนอมยอมความ และได้แจ้งขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ให้เป็นปัจจุบันแล้ว เป็นคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ระบุว่ามตินี้ไม่ขัดหรือแย้งกับศาล เนื่องจากพิจารณาคนละฐานความผิด โดยศาลพิจารณาเรื่องความเป็นรัฐมนตรี แต่ ป.ป.ช.พิจารณาเรื่องเจตนาในการยื่นบัญชี

กรณีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำผิดหรือเอื้อประโยชน์ เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่านายศักดิ์สยามใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบท การประมูลเป็นไปตามปกติ

โดย หจก.บุรีเจริญฯ เข้าประมูลงานผ่านระบบ E-bidding ตามปกติ และจำนวนสัญญาที่ได้รับเฉลี่ยต่อปีไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรับตำแหน่ง อำนาจอนุมัติเงินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีโดยตรง

สำหรับกรณีความผิดทางจริยธรรมสำหรับประเด็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นของ ป.ป.ช

มติยกคำร้องของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ ทางพรรคประชาชน (ปชน.) เดินเกมรุกกลับทันที โดยมองว่า “การแถลงข่าวของ ป.ป.ช.เสี่ยงจะเป็นการ “ฟอกขาว” เพราะข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าเป็นการซุกหุ้น

ดังนั้น จึงต้องใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อร้องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้ง “คณะกรรมการไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.” ข้อหาการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อย่างไรก็ตาม กรณีรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 ต้องใช้ 140 เสียง ขณะนี้พรรค ปชน.มีจำนวน 119 คน ต้องหาเพิ่มอีก 21 คน จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยภักดีตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน เบื้องต้นมี ส.ว.แสดงความประสงค์ 10 กว่าคน พร้อมร่วมล่าชื่อเพื่อส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.

อีกหนึ่งองค์กรอิสระต้องเผชิญแรงวิกฤตศรัทธาหนักไม่แพ้ไปกว่ากัน นั่นคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเฉพาะช่วงจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด เรียกได้ว่า กกต.เป็นตำบลกระสุนตก เจอแรงเสียดทานรอบด้าน เสียงก่นด่า วิพากษ์วิจารณ์ สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะความผิดพลาด Human Error จากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกิดความสงสัยและกังขาว่า กระบวนการจัดเลือกตั้งของ กกต.มีความโปร่งใสเป็นธรรมหรือไม่

ส่วนปัญหาใหญ่สุดที่ยิ่งทวีคูณเพิ่มความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)

จะส่งผลทำให้สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนน และทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับได้หรือไม่ กระทั่งเป็นคดีความยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2567 ซึ่งสังคมต่างเฝ้ารอผลการพิจารณาคดีว่า กกต.จะสรุปผลเรื่องนี้ออกมาอย่างไร เนื่องจากคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย

คดีฮั้วเลือก ส.ว. เป็นคดีที่มีรายละเอียดมาก มีความซับซ้อน มีเอกสารพยานหลักฐานมากเกือบ 9 หมื่นหน้า กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการมาจนเรื่องนี้ใกล้ได้ข้อสรุปแล้วว่า คดีนี้ผลสรุปจะเป็นแบบใด ท้ายที่สุดแล้ว กกต.จะปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แบบไม่มีใครผิดตามความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ซึ่งเห็นว่า ไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ คำตอบนี้ คงต้องรอ 7 เสือ กกต.วินิจฉัยชี้ขาด

อย่างไรก็ดี เสียงวิพากษ์ เสียงวิจารณ์ต่างๆ ที่มีต่อองค์กรอิสระ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ขณะนี้ประชาชนเริ่มไม่มีความเชื่อมั่นและอาจเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาและตัดสินคดี ฉะนั้น องค์กรอิสระ โดยเฉพาะ “ป.ป.ช. และ กกต.” ต้องเร่งพิสูจน์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและฟื้นศรัทธาของประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง