ในประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
เริ่มจาก “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน ให้ไปศึกษาการเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์”
เบื้องต้นมอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว และนำมาปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า “โครงการแลนด์บริดจ์” เป็นเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ มีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะมีเสียงจากฝ่ายที่สนับสนุน เห็นด้วยให้ดำเนินการ และเสียงต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าสร้างผลกระทบมากกว่าเกิดผลดี
โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า “โครงการแลนด์บริดจ์” มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากจะยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างรายได้ สร้างอาชีพ
ขณะที่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่า โครงการดังกล่าว มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผลกระทบต่อชุมชนและสิทธิ การเวนคืนที่ดิน รวมทั้งมลพิษและสิ่งแวดล้อม ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด “รัฐบาลอนุทิน” จึงเร่งรีบผลักดัน “โครงการแลนด์บริดจ์” ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา รวมทั้งไม่ใช่นโยบายเรือธงที่ชูหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
แต่เหตุใดกลับกลายเป็นเรื่องแรกๆ ที่รัฐบาลออกมาเดินหน้าเร่งผลักดันเต็มที่
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกมาเปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” สำรวจประชาชนในภาคใต้ 14 จังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนภาคใต้ต่อโครงการแลนด์บริดจ์
โดยเมื่อถามถึงการเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการ
เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ร้อยละ 34.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก
จากผลโพลดังกล่าว โดยเฉพาะความเข้าใจของประชาชนว่า “เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการ” สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนอาจจะยังไม่ทราบรายละเอียดที่เป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการมากเท่าใดนัก
ด้วยเหตุนี้ ทางทีมโฆษกรัฐบาล โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า “นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น พร้อมกับระบุด้วยว่า ทางนายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง”
“เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เดิมให้นายพิพัฒน์ดูแล แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยออกมาระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะตั้ง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการ
โดยจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์
และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูเรื่องความสะดวก และดูภาพรวมให้เกิดความคุ้มค่า
โดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน
ส่วนความห่วงใยว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะเอื้อประโยชน์ให้นายทุนนั้น “นายกฯ หนู” ระบุว่า
“เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วยังไม่เห็นเอื้อใครสักที 7-8 ปี ก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอา มีแต่ขัดใจเขา มีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น เรื่องเอื้อเอาพวกเอาพ้องเอาเพื่อนฝูง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ ส.ส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว”
และช่วงค่ำวันที่ 5 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ และสอดคล้องกับสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบขนส่งทางทะเล
โดยบอร์ดชุดนี้ มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ
ขณะที่กรรมการเป็นตัวแทนจากหลายภาคส่วน รวมทั้งผู้แทนภาคประชาชน ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการ โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจ คือ
1. ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนา และผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา แนวทางในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
2. รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์
เรียกได้ว่า เป็นโจทย์ใหญ่ที่ “นายกฯ หนู” มอบหมายให้ขุนคลัง “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นผู้ดูแลงานยักษ์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะดูดีกว่าให้นายพิพัฒน์ที่มีภาพด้อยกว่าดูแล โดยนายเอกนิติต้องทำการบ้านตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจาก “นายกฯ” ตามกรอบเวลา 90 วันก่อนที่จะสรุปผลการศึกษา
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ท้วงติง คัดค้าน และต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ แน่นอนว่า เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ท้าทายนายเอกนิติเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นภาระร้อนๆ เปรียบเหมือนหนังหน้าไฟที่นายเอกนิติต้องใช้ภาพรัฐมนตรีคนนอกที่ดูไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนมาขับเคลื่อน
ฉะนั้น หลังจากนี้ คงต้องรอดูว่าผลการศึกษาของคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร
และท้ายที่สุด การเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” จะได้ไปต่อ หรือต้องหยุดชะลอโครงการไว้ก่อน คงต้องรอลุ้นกัน
