bg-single

ชิงเมือง แดนเจอรัส

22.05.2026

ในประเทศ

ชิงเมือง แดนเจอรัส

กรณีรถไฟขนส่งสินค้าชนกับรถเมล์จอดคารางรถไฟ นำมาสู่เหตุสลด เป็นการมาประจบกันของปัจจัยลบหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนขับรถไฟเสพยาเสพติด สะท้อนปัญหาบริหารจัดการภายในการรถไฟ

ไม่ว่าจะเป็นการให้รถไฟขนส่งสินค้าวิ่งผ่ากลางเมืองกลางวันแสกๆ ราวกับประเทศเราไม่มีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์

ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถเมล์ (และผู้ขับขี่จำนวนมาก) ที่ฝ่าฝืนสัญญาณห้ามจอดบนรางรถไฟ จนเป็นวัฒนธรรมปกติ

ไม่ว่าจะเป็นระบบกั้นทางรถไฟที่ทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ ราวกับไทยเป็นประเทศไร้งบประมาณ ขาดซึ่งการศึกษาผลิตนวัตกรรมเทคโนโลยีใดๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ยอมให้มีการละเมิดวินัยจราจรจนเป็นเรื่องปกติ

ทั้งหมด โคจรมาพบกัน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ประเมินความสูญเสียมิได้ ตอกย้ำว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองอันตรายที่พร้อมจะพรากชีวิตผู้คนในเมืองอยู่เสมอ

เหตุการณ์ดังกล่าวยังมาประจบกับ “สถานการณ์ทางการเมือง” เพราะกรุงเทพฯ กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่พอดี

ส่งผลให้สนามเลือกตั้งรอบนี้ ถูกตั้งคำถามเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตความปลอดภัยของประชาชนชาวกรุงเทพฯ มากขึ้นโดยปริยาย

3 วันก่อนหมดวาระ สัปดาห์นี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้ฤกษ์ยื่นใบลาออกจากเก้าอี้พ่อเมืองเป็นที่เรียบร้อย เป็นการเปิดฉากศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างไม่เป็นทางการ

ต่างกับการเลือกตั้งครั้งก่อน สนาม กทม.รอบนี้ดูไม่คึกคักเท่าที่ควร หลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือบรรดาตัวผู้สมัครเสนอตัวเข้ามาเป็นพ่อเมืองที่อยู่ในเลเวลโดดเด่นพอเป็นคู่แข่งกันได้บ้าง ก็มีแค่ 3 คน

ประกอบด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในนามอิสระ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน และ อนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์

เป็นดังผลสำรวจ “นิด้าโพล” เมื่อ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชี้ว่า คนกรุงส่วนใหญ่มองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ไม่น่าตื่นเต้น เพราะคาดเดาผลผู้ชนะได้ล่วงหน้า

มาเฉลยเหตุผลที่ไม่น่าตื่นเต้น ดูจากผลโพลของ “สวนดุสิตโพล” สอบถามคนกรุงว่าใครจะชนะศึกเลือกตั้ง ร้อยละ 56.70 เห็นตรงกันว่า ชัชชาติจะนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ ต่ออีกสมัย คะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 คือ ดร.โจ แบบขาดลอย

นั่นคือไม่ว่าจะวัดกันด้วยมิติใด ทิศทางทางการเมืองวันนี้แทบจะเห็นตรงกันแล้วว่า ชัชชาติ น่าจะได้นั่งเก้าอี้พ่อเมืองต่อ

1.ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ ติดดินเข้าถึงง่าย มีความเป็นมนุษย์สูง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สามารถพึ่งพาอาศัยได้ เมื่อชาวกรุงมีปัญหา ซึ่งภาพลักษณ์ผู้ว่าฯ เช่นนี้หาได้ยากในอดีต

2. นโยบายรากฝอยของชัชชาติ ประสบความสำเร็จมากพอสมควร สำหรับประชาชนคนกรุงเทพฯ ถือว่าจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการลอกท่อรอบกรุง จนทำให้ข่าวฝนตกน้ำท่วมน้ำรอระบายเป็นเวลานานในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับการบริหารงานในอดีตที่ฝนตกทีไร กรุงเทพฯ กลายเป็นคลองข้ามคืนข้ามวัน

3. ชัชชาติสร้างระบบการแก้ปัญหาที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยเฉพาะ ทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมืองและบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนผ่าน LINE Chatbot ที่คนกรุงเทพฯ ได้ลองใช้บริการจริง และปัญหาส่วนใหญ่คลี่คลายได้จริงเป็นครั้งแรก

4. แม้จะเคยเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แต่ชัชชาติวางสถานะตัวเองดีกับการเมืองระดับชาติ ในความหมายก็คือ ชัชชาติสามารถทำงานได้กับทุกฝ่าย ทำงานกับพรรคฝ่ายก้าวหน้าก็ได้ ขณะที่รัฐบาลของกลุ่มอำนาจเดิม ก็สามารถร่วมทำงานได้โดยไม่มีติดขัด

5. เลือกตั้งรอบนี้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย 2 พรรคหลักรัฐบาล ไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค ทำให้คู่แข่งของชัชชาติ เหลือเพียงพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ทั้งสองพรรคก็พ่ายแพ้ชัชชาติขาดลอย

6. โดยประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่กรุงเทพฯ มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หากไม่มีความผิดพลาดอะไรใหญ่หลวง คนกรุงเทพฯ มักเลือกผู้ว่าฯ คนเดิมต่ออีกสมัย เพราะคนกรุงให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง

ที่สำคัญโจทย์ของเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในมุมมองของคนกรุงก็เป็นเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับงานเทศบาล เช่น น้ำท่วมขัง ขยะ สายไฟ ทางเดินเท้า

เมื่อไม่มีอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดใหญ่หลวงจากชัชชาติ วิเคราะห์จากข้อเปรียบเทียบในอดีต จึงหนีไม่พ้นข้อสรุปว่า ชัชชาติน่าจะได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ ต่อ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่คึกคัก ผู้สมัครโหรงเหรง พรรคใหญ่ยังไม่กล้าส่งผู้สมัครลงเลย

แต่ชัชชาติก็มีความท้าทายมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

1. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงข้าราชการ กทม.ยังอยู่ในระดับหน่วยงานที่ขึ้นชื่อเรื่องส่วย แม้จะพยายามแก้ปัญหาแล้ว แต่ก็ดูจะไม่ได้ผล มีรายงานการพบปัญหาทุจริตเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งยังไม่เห็นการพยายามแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

2. ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของชัชชาติ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหา “รากฝอย” จนประชาชนสัมผัสได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า กทม.มี “ปัญหารากแก้ว” อีกมากที่ผ่านมาถูกซุกไว้ใต้พรม ซุกไว้ได้ภายใต้การจัดอีเวนต์จนหลงลืมรากฐานของปัญหา

หลายเรื่องไม่ถูกหยิบขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่อยากก่อให้เกิดประเด็นความขัดแย้ง หรือประเด็นทางการเมือง

นี่ก็เป็นความท้าทายชุดนโยบายหาเสียงใหม่ของทีมชัชชาติรอบนี้ว่าจะขายอะไรมากกว่านโยบายรากฝอย

3. ปัญหาการไร้การสนับสนุนจาก ส.ก.อย่างเป็นระบบ เพราะการลงสมัครแบบอิสระ พร้อมโชว์ทีมงานบริหารมืออาชีพจนชนะเลือกตั้งสำเร็จ แต่ 4 ปีที่ผ่านมา ชัชชาติประสบปัญหาถูก ส.ก.บางกลุ่มเตะสกัดการทำงาน ทำให้หลายเรื่องขับเคลื่อนล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน

นี่คือตัวอย่างความท้าทายของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ขณะที่ความท้าทายของค่ายส้มผู้ท้าชิง ที่รอบนี้ส่ง โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ขึ้นชก ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

พรรคส้มรู้ดีว่าจะชนะชัชชาติเป็นไปได้ยากมาก แต่จะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเช่นที่พรรคใหญ่อื่นๆ ทำ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะพรรคส้มเพิ่งชนะเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 33 เขตของ กทม.มาหมาดๆ

ศึกครั้งนี้ของพรรคส้มจึงเป็นศึกบังคับให้ต้องปกป้องศักดิ์ศรี แม้จะสามารถทำงานร่วมกับชัชชาติได้ แต่ก็ต้องสู้ จึงเห็นการเปิดเกมใหม่ เพราะรู้ว่าการปะทะกันตัวต่อตัวของผู้สมัคร สู้ไม่ได้ชนิดคะแนนขาดลอย

รอบนี้พรรคส้มดัน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ซึ่งเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ เน้นพูดน้อย แต่มาพร้อมโปรเจ็กต์เปลี่ยนกรุงเทพฯ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

โชว์ยุทธศาสตร์สร้างกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และนโยบายการบริหารจัดการข้อมูลใหม่ มาปรับประยุกต์ใช้ อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของคนกรุงอย่างเห็นภาพ

มากกว่าชุดนโยบายเปลี่ยนเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน พรรคส้มยังโชว์ทีมงานฝ่ายบริหารเมืองระดับมืออาชีพ มีความชำนาญเฉพาะด้านที่ได้รับการยอมรับ

ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นมวยรอง แต่การเปิดตัวสู้ศึกเลือกตั้ง กทม.ของค่ายสีส้ม ทำให้สนามเลือกตั้งดูคึกคักขึ้นมาก

ซึ่งโจทย์ใหญ่ของค่ายสีส้มวันนี้จนถึงวันเลือกตั้งคือจะทำอย่างไร ให้คนกรุงเชื่อมั่นในเกมที่พรรคส้มพยายามจะเปลี่ยน

ส่วนความท้าทายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตัดสินใจส่ง อนุชา บูรพชัยศรี อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ และเคยเป็นอดีตโฆษกรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้สมัครเลือกตั้งก็น่าสนใจ

เพราะดูจากบริบทการเมืองแล้ว โจทย์ของพรรคพรรคประชาธิปัตย์วันนี้น่าจะหวังรักษาฐานเสียงที่พรรคเคยได้จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมื่อปี 2565 และฐานเสียงคะแนนเลือกพรรคในการเลือกตั้งใหญ่ต้นปีที่ผ่านมาเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า

มากกว่าอยากชนะเลือกตั้งจริงๆ

ขณะที่โจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้งของคน กทม.คือจะใช้โอกาสทางการเมืองครั้งนี้ เปลี่ยนกรุงเทพฯ 4 ปีจากนี้ไปในทิศทางใด

เพราะสำหรับเศรษฐกิจประเทศไทยแล้ว กรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองสำคัญที่เป็นข้อต่อของเศรษฐกิจประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลก

กรุงเทพฯ คือหน้าต่างในการลงทุน การท่องเที่ยว การดึงเม็ดเงินจากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ประเทศไทย

ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่า กรุงเทพฯ ก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาที่ท้าทาย ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ที่รอวันระเบิดออกมากลืนกินชีวิตผู้คน

เหตุการณ์สะพานถล่ม ถนนยุบ คนข้ามทางม้าลายแต่ถูกรถชน คนเดินตกท่อ กระทั่งล่าสุดคือ โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ที่เกิดในกรุงเทพฯ

ล้วนเป็นภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการแก้ไขอีกมาก

บางครั้งการแก้ปัญหาแบบปะผุก็ไม่พอ ต้องรื้อไปที่โครงสร้าง

แต่จะโทษผู้ว่าฯ อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะในสภาวะรัฐรวมศูนย์เช่นประเทศไทย ผู้ว่าฯ กทม.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมายเท่าที่ทำได้

คนกรุงหรือผู้สมัครลงเลือกตั้ง อาจจะใช้วาระเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงเจตจำนงทางการเมืองสำคัญบางอย่าง ผ่านผลการเลือกตั้งหรือการหาเสียงเลือกตั้งได้เหมือนกัน

เพื่อทำให้กรุงเทพฯ หลุดพ้นจาก “เมืองอันตราย”

บางครั้งก็ต้องพูดความจริง บางครั้งก็ต้องรื้อทุกอย่างที่อยู่ใต้พรมออกมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง