ภาวะวูบไหวหลัง 3 สถาบัน ‘รุก’ เปิด 10 หน่วยงานรัฐรับ ‘สินบน’ รมต.ปรี๊ด- ‘หนู’ หลุดขู่ฟ้อง ‘รบ.’ พลิกเกม ตั้ง กก.ประสานต้านโกง
ในประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระลอกใหญ่ พร้อมกับฉุดคะแนนนิยมทางการเมืองโดยตรง
หลังจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดผลสำรวจภาคเอกชนในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ
จากตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม-10 เมษายน 2569 โดยพบว่าปัญหาคอร์รัปชั่นยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ กกร.ยังเปิดโปง 10 หน่วยงานภาครัฐที่รับสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. กรมควบคุมมลพิษ 2. กรมเจ้าท่า 3. กรมสรรพสามิต 4. กรมสรรพากร
5. กระบวนการยุติธรรม
6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / บริการสาธารณสุข 7. กรมทางหลวง 8. กรมโยธาธิการและผังเมือง 9. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ 10. กรมป่าไม้
ทั้งนี้ พบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะต่อครั้งสูงสุด 102,160 บาท และต่ำสุด 67,500 บาท
สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชั่น คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบราชการมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาคนในสังคมต่างก็ทราบดีว่าขบวนการรีดไถ เก็บส่วยส่งนาย รับเงินใต้โต๊ะ ถือเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และหลายคนก็ยอมจ่ายเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ซื้อตำแหน่ง หรือขยายอำนาจทางการเมือง
หลังจาก กกร.แฉข้อมูลทุจริตคอร์รัปชั่น หน่วยงานรัฐที่โดนพาดพิงก็เต้นผางนั่งไม่ติดเก้าอี้ อธิบดีออกมาแถลงตอบโต้และปฏิเสธกันพัลวัน ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ฯลฯ
โดยยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น มั่นใจในความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ กกร.เปิดเผยรายละเอียดผลสำรวจ วิธีการเก็บข้อมูล และกระบวนการวิเคราะห์ทั้งหมดภายใน 7 วัน
หากผลสอบออกมาว่าไม่มีการคอร์รัปชั่นตามที่ถูกพาดพิง จะพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เพื่อปกป้องขวัญกำลังใจข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน
ตามมาด้วยเหตุปะทะคารมเดือด นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยัวะจัดเดินชนนักข่าว และพูดว่า “รู้จักกูน้อยไป” เพราะไม่พอใจนักข่าวจี้ถามเรื่องไม่ยอมตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษ ก่อนสำนึกผิดให้ทีมงานประสานติดต่อขอโทษนักข่าวคู่กรณี พร้อมอธิบายว่ามองกันคนละมุม
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้กัดกร่อนเสถียรภาพรัฐนาวาสีน้ำเงินจนเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงท่าทีแข็งกร้าว สนับสนุนให้หน่วยงานรัฐฟ้องเอาผิด กกร. ปมกล่าวหารับสินบน เพราะมองว่าผลสำรวจเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ทำให้ประเทศเสียหาย
จนกระทั่งเกิดกระแสตีกลับไปยังนายอนุทิน เพราะแทนที่นายกฯ จะเอาข้อมูลของ กกร. ไปตรวจสอบหน่วยงานรัฐ และเร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับเปิดทางให้หน่วยงานรัฐฟ้องเอาผิดภาคเอกชน ก่อนที่จะกลับลำตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีเรียกประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้างพร้อมกับพลิกเกมรุกกลับด้วย มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (CPI)
ขณะเดียวกัน นายอนุทินขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงาน
ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซัดแรงถึงท่าทีของนายอนุทิน รัฐบาลกลับลำแบบ 180 องศา เรียก กกร.เข้าหารือ เพราะนายกฯ พลั้งปากว่าจะฟ้องปิดปากภาคเอกชน ถือเป็นการแก้เกมที่นายกฯ ทำผิดพลาด
“เมื่อไหร่ก็ตามที่มีนายกฯ เป็นประธาน ประชุมอย่างมากก็ปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงการเอาจริงเอาจังในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งพรรคประชาชนจะผนึกกำลังภาคเอกชนในการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ” รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
ด้านกลุ่มฝ่ายขวาอย่าง นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เริ่มหมดความอดทนเช่นกัน โพสต์ข้อความเรียกร้องไปยังนายอนุทินให้เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
โดยระบุว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย (ACT) มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เห็นพ้องกันที่จะผนึกกำลังกันทำงาน
เบื้องต้นทั้ง 3 องค์กรจะเข้าร่วมกับ กกร. เพื่อทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” เนื่องจากวิตกกังวลกับสภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เช่นเดียวกับนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกข้อมูลการสำรวจการทุจริตคอร์รัปชั่นใน 10 หน่วยงานรัฐมาไต่สวนสอบสวน เพื่อเชื่อมโยงไปให้ถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด
ส่วนความเห็นของภาคเอกชนอย่าง ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เชื่อว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้ผลเร็วที่สุดคือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ เนื่องจากไม่เพียงช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน แต่ยังช่วยลดต้นทุน ทั้งของภาครัฐและประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ
นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ นักวิชาการอิสระ จ.นครราชสีมา อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน ระบุว่า ปัจจุบันอันดับสถานการณ์การทุจริตของไทยอยู่ในขั้นที่แย่มาก โดยคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ตกลงมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ได้แค่ 33 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข
สอดรับกับมุมมองของ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เสนอแนะให้รัฐบาลนำเอไอเข้ามาใช้ในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และตรวจสอบความโปร่งใส
ซึ่งต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะความไม่โปร่งใสเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ 1. พฤติกรรมของคน และ 2. กฎระเบียบที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยลดโอกาสในการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง วิจารณ์รัฐบาลนายอนุทินที่ไม่เอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมตั้งคำถามว่านายกฯ และนายสุชาติ ชมกลิ่น จะรับผิดชอบกับภาพลักษณ์ของประเทศอย่างไร
“ทำไมทั่วโลกโดยเฉพาะอารยประเทศ หรือกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พัฒนาแล้วจึงให้ความสำคัญกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะว่าต้นทุนของการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่จ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง มันบันทึกเป็นต้นทุนทางบัญชีไม่ได้”
“มันลดหย่อนภาษีไม่ได้ มันทำอะไรไม่ได้เลย แต่มันเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง มันถ่วงขีดความสามารถในการแข่งขัน คุณอนุทินเขาได้ตระหนักก่อนที่จะพูดไหม ที่บอกว่าถ้าใครเปิดเผยเบาะแสการทุจริต ก็ต้องระวังว่าจะถูกฟ้อง”
“ประเทศต่างๆ ที่เขาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เขาจะต้องมีกฎหมายในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หรือคนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริต เพราะการเปิดโปงหรือการให้เบาะแสมันเสี่ยงมาก”
“ซึ่งทางการเขาก็จะได้ไปสืบ จะได้ไปทลายทั้งรังทั้งขบวนการ ใหญ่แค่ไหนก็ต้องสาวให้เจอ แต่ประเทศเราจับแต่ปลาซิวปลาสร้อย ขายผ้าเอาหน้ารอดไป ตัวใหญ่ก็ยังโกงเหมือนเดิม”
“ผมแปลกใจตั้งแต่ท่าทีของท่านอธิบดีกรมควบคุมมลพิษแล้ว ผมว่า กกร.เขาพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีในลักษณะที่ข่มขู่ และมีท่าทีแข็งขันว่า กกร.จะต้องส่งข้อมูลให้ได้ภายใน 7 วัน ไม่งั้นก็ต้องไปพิสูจน์กันในศาล”
“ส่วนคุณสุชาติก็พูดกับนักข่าวว่ารู้จักกูน้อยไป แล้วประชาชนคนธรรมดาเขาจะกล้าเหรอ ที่จะเปิดโปงเปิดเผย ร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น การขอโทษมันดี ก็ต้องยอมรับว่าอย่างน้อยท่านสุชาติก็สำนึกเร็ว”
“แต่ท่านขอโทษเพราะอะไร กลัวความเสียหายทางการเมือง หรือขอโทษเพราะว่ารู้สึกผิดจริงๆ ถ้ารู้สึกผิดจริงๆ ผมก็อนุโมทนา”
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร วิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลที่วางอำนาจบาตรใหญ่ ขู่ฟ้องร้องภาคเอกชน ถือเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรมอย่างร้ายแรง
