โรงพยาบาลอานันทมหิดล (1) สถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8 และโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของไทย
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
โรงพยาบาลอานันทมหิดล (1)
สถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8
และโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของไทย
โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของไทยจัดตั้งขึ้นที่ศิริราช พ.ศ.2433 ข้อมูลนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป
แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า โรงเรียนแพทย์แห่งที่สองจัดตั้งขึ้นที่ไหนและเมื่อไร
ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคือ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ.2490
แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของไทยเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี
โรงพยาบาลอานันทมหิดลเป็นโรงพยาบาลที่สำคัญมาก เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และงานสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยมในยุคเปลี่ยนผ่านทางการแพทย์แบบสมัยใหม่ในสังคมไทย
แต่น่าเสียดายที่แทบไม่มีใครทราบ เช่นกรณีประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น ที่แทบไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งคนในวงการแพทย์ด้วยกันเอง
ส่วนตัวได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ละครั้งก็ยิ่งเห็นถึงความสำคัญของโรงพยาบาลแห่งนี้
และครั้งล่าสุดเมื่อราว 1 เดือนที่ผ่านมาก็ได้ไปเยี่ยมชมอีกครั้งและได้รับการต้อนรับพร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายจากทางโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พล.ต.ประเจษฎ์ เรืองกาญจนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน พร้อมทั้งคณะแพทย์อีกหลายท่าน
จนทำให้อยากเขียนถึงโรงพยาบาลอย่างจริงจังสักครั้ง

ที่มาภาพ : โรงพยาบาลอานันทมหิดล
หลังการปฏิวัติ 2475 นโยบายด้านสาธารณสุขถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากของรัฐบาลคณะราษฎร มีความพยายามที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นให้ครบทุกจังหวัด รวมถึงสถานีอนามัยในทุกอำเภอ
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว จังหวัดลพบุรีถือเป็นพื้นที่เป้าหมายแห่งแรกๆ ของนโยบายนี้ เพราะเป็นเมืองที่ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางทางการทหาร ตามแนวคิดของหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ขณะนั้น
แนวคิดนี้จะทำให้เกิดการขยายเมืองขึ้นมหาศาลที่ตามมาด้วยการเข้ามาอยู่อาศัยของผู้คนเป็นจำนวนมากจนทำให้การสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
ดังนั้น เมื่อ พ.ศ.2479 ในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงได้ตัดสินใจก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นที่ลพบุรีในบริเวณเขาสามยอด พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาเมืองในด้านอื่นๆ
ในการจัดสร้างครั้งนี้ได้มีการขอพระราชทานเงินสนับสนุนจากรัชกาลที่ 8 เป็นจำนวนเงินหนึ่งแสนบาท ซึ่งได้รับพระบรมราชานุมัติจนสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการได้เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2481

ที่มาภาพ : โรงพยาบาลอานันทมหิดล
น่าสนใจว่า โรงพยาบาลแห่งนี้เมื่อแรกเริ่ม รัฐบาลตั้งใจจะตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลมหิดล” โดยมีการทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตผ่านคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการตอบจดหมายกลับเนื้อความไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ตามเหตุผลที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา 19 เมษายน พ.ศ. 2480 ความตอนหนึ่งว่า
“…แต่ในการที่จะสร้างโรงพยาบาลนี้ เป็นทำนองบอกบุญเรี่ยไรและขอพระราชทานขนานนามว่า “โรงพยาบาลมหิดล” นั้น ดูรู้สึกว่าจะยังไม่สู้เหมาะ เพราะจะไม่เป็นการเชิดชูพระเกียรติยศแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่าที่ควร เพราะสมเด็จพระราชบิดาได้ทรงบำเพ็ญพระกุศลในทางรักษาพยาบาลบันเทาความเจ็บไข้ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนอยู่แล้ว ทั้งก็ได้มีอนุสาวรีย์แห่งพระเมตตาคุณ ดั่งจะเห็นได้ที่โรงพยาบาลศิริราช และที่อื่นๆ…”
จากนั้น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เสนอต่อไปว่า ควรจะใช้ชื่อ “โรงพยาบาลอานันทมหิดล” แทน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
“…เป็นโบราณราชประเพณีสืบมา เมื่อสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้า พระองค์ใดได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติก็มักจะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสถาปนาปูชนียสถานหรือสาธารณสถาน เพื่อเผยแพร่พระบารมีให้ตรึงตราปรากฏแก่ประชาราษฎร ว่ามีพระราชหฤทัยเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาแก่ประชาราษฎรของพระองค์ แต่เดิมๆ มักจะทรงสร้างวัดวาอาราม ดั่งปรากฏเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ครั้นต่อมาในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงละเว้นในอันที่จะทรงบำเพ็ญพระบารมีในทางพระราชกุศลตามขัตติยราชประเพณี แต่ทรงพระอนุสสรณ์คำนึงว่า พระอารามหลวงก็มีเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างสถานการศึกษา สถานการพยาบาล ดั่งเช่นโรงเรียนวชิราวุธและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และวชิรพยาบาล…”
“…ด้วยอนุสสรณ์คำนึงถึงพฤติการณ์และราชประเพณีดั่งกล่าวแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึ่งรำลึกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาได้สองปีแล้ว ยังมิได้มีโอกาสที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการใหญ่…แก่ปวงประชาราษฎรให้เป็นที่ประจักษ์ตามขัตติยราชประเพณี…คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึ่งพร้อมกันเห็นว่าน่าจะฉวยโอกาสนี้ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการเผยแพร่พระบารมีตามขัตติยราชประเพณี สมควรพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้ได้สร้างโรงพยาบาลขึ้นที่จังหวัดลพบุรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระคลังข้างที่จ่ายเงินพระราชทานเพื่อการนี้ เป็นจำนวนหนึ่งแสนบาท และพระราชทานนามว่า ‘โรงพยาบาลอานันทมหิดล’…”
จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดว่า โรงพยาบาลอานันทมหิดลมีสถานะพิเศษทางความหมายต่อรัชกาลที่ 8 ในแบบที่ไม่ต่างกันมากนักจากสถานะของโรงเรียนวชิราวุธที่มีต่อรัชกาลที่ 6
และทำให้เราอาจกล่าวได้ว่า โรงพยาบาลอานันทมหิดล คือ สถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8
ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของโรงพยาบาลยังไม่หมดแค่นี้ ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า โรงพยาบาลแห่งนี้คือโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทย
เมื่อ พ.ศ.2482 หลวงพิบูลสงครามซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเห็นว่าประเทศไทยยังขาดแพทย์อีกจำนวนมาก ซึ่งโรงเรียนแพทย์ที่ศิริราชเพียงแห่งเดียวไม่เพียงพอต่อการผลิตแพทย์ได้ทันต่อความต้องการ ประกอบกับสภาวะสงครามที่เริ่มส่อแนวโน้มว่าจะคืบคลานมาถึงประเทศในอีกไม่นาน ยิ่งทำให้ความต้องการแพทย์น่าจะสูงมากขึ้นในไม่ช้า
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบกจัดตั้ง “โรงเรียนเสนารักษ์” เพื่อผลิตนายแพทย์ทหารขึ้น ณ โรงพยาบาลอานันทมหิดล โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกจัดทำเป็นโครงการ 7 ปี มีเป้าหมายรับนักเรียนแพทย์ 4 รุ่น รุ่นละ 120 คน โดยคาดหวังว่าเมื่อสำเร็จโครงการนี้จะสามารถผลิตแพทย์ได้อย่างน้อย 400 คน
โรงเรียนแพทย์เปิดรับสมัครนักเรียนปีแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2483 อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น ประกอบกับประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัวภายหลังการยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่นในปลายปี พ.ศ.2484 ทำให้การผลิตแพทย์ที่นี่ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และสุดท้ายสามารถผลิตแพทย์ออกมาได้เพียงแค่ 167 คนเท่านั้น
แต่ถึงแม้โครงการนี้จะไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งต้องล้มเลิกโรงเรียนแพทย์ไปในที่สุด แต่โรงพยาบาลอานันทมหิดลก็ถือว่าเป็นหมุดหมายหนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์โรงเรียนแพทย์ของประเทศไทย
ความพิเศษประการสุดท้าย (ที่พิเศษที่สุดในทัศนะผม) ก็คือ สถาปัตยกรรมยุคแรกในโรงพยาบาลที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2480 ที่ยังเหลือรอดมาถึงปัจจุบันหลายหลัง ที่สำคัญคือ ตึกอำนวยการ ตึกศัลยกรรม ตึกพยาธิวิทยา และตึกปฏิบัติการแพทย์
อาคารทั้งหมดถูกออกแบบขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคคณะราษฎร เต็มไปด้วยกลิ่นอายของงานสถาปัตยกรรมแนว Art Deco ที่มีองค์ประกอบการออกแบบบางอย่างที่ล้ำสมัยกว่าอาคารเป็นจำนวนมากที่สร้างขึ้นในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกแบบพื้นที่ภายในบางอาคารเป็นการออกแบบที่สะท้อนให้เราเห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีการก่อสร้างตลอดจนองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แบบสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น
ในบางองค์ประกอบเป็นการออกแบบที่น่าตื่นเต้นและสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ห่างไกล เช่น ลพบุรี เมื่อ 80 กว่าปีก่อน
การออกแบบดังกล่าวไม่เพียงแค่ยืนยันสถานะการเป็นสถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8 เพียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสถานะและความสำคัญของเมืองลพบุรี ณ เวลานั้นที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคณะราษฎร ทั้งการเป็นศูนย์กลางทางทหาร และเมืองหลวงสำรองหากจำเป็นในสภาวะสงคราม
การทำความเข้าใจโรงพยาบาลอานันทมหิดลภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์ของยุคสมัยดังกล่าวไม่อาจแยกขาดได้จากการพิจารณาการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล
ซึ่งในตอนต่อไปเราจะขยับเข้าไปพิจารณาในรายละเอียดทางกายภาพของสถาปัตยกรรมมากขึ้น เพื่อวิเคราะห์การออกแบบและการจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารว่าทำหน้าที่ตอบสนองต่อองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่
และสะท้อนความทะเยอทะยานของรัฐบาลคณะราษฎร (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม) ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีอย่างไร
