บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (41)
ถอนตัว
วันที่ 11 มีนาคม 2515 เวลาประมาณ 14.30 น. ทุกหน่วยที่ซำทองถอนตัว บางหน่วยลัดเลาะไปตามลำน้ำงึมเข้าสู่ล่องแจ้ง บางหน่วยถอนตัวไปตามแนวถนนขึ้นสกายไลน์ ส่วนบีซี 610 ยังคงตั้งรับด้านใต้อยู่หน่วยเดียวเพื่อควบคุมเส้นทางซำทอง-ล่องแจ้ง ช่วงกลางคืน B-52 ได้ทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายใกล้ๆ สกายไลน์และซำทองหลายเที่ยวบิน เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แผ่นดินสั่นสะเทือน
สันเนินด้านเหนือและด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซำทองถูกข้าศึกยึดได้เด็ดขาดและส่งกำลังเข้าโจมตีต่อบีซี 610 ทางด้านใต้ของเมืองซำทองที่ควบคุมเส้นทางซำทอง-ล่องแจ้ง โดยนำรถถังเข้าปฏิบัติการด้วย
เวลา 16.30 น. รถถังและรถสายพานลำเลียงพล 3 คันบริเวณสนามบินซำทองวิ่งตรงเข้าโจมตีบีซี 610 แต่ก็ถูกยิงทำลายด้วยเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง M-72 ทำให้รถสายพานลำเลียงพลไฟไหม้เสียหาย 2 คัน อีกคันวิ่งหลบหนีไปได้ ประมาณ 17.30 น. บีซี 610 จึงตัดสินใจถอนตัว ทหารเวียดนามเหนือจึงเข้ายึดเมือง ซำทองได้ในที่สุด
สรุปการสูญเสียของทหารเสือพรานในการรบที่ซำทองประมาณ 557 นาย ซึ่งรวมทั้งเสียชีวิตและสูญหายจากการรบซึ่งบางส่วนตกเป็นเชลย บาดเจ็บส่งกลับสายแพทย์ 217 นาย เป็นการสูญเสียกำลังพลทหารเสือพรานจำนวนมากเช่นเดียวกับการรบเมื่อปลายธันวาคม 2514 ซึ่งสามารถจำแนกตามหน่วย ดังนี้
บีซี 606 ยอดเดิม 371 นาย สูญเสีย 225 นาย คงเหลือ 146 นาย
บีซี 607 ยอดเดิม 382 นาย สูญเสีย 151 นาย คงเหลือ 231 นาย
บีซี 608 ยอดเดิม 399 นาย สูญเสีย 137 นาย คงเหลือ 262 นาย
บีซี 610 ยอดเดิม 364 นาย สูญเสีย 44 นาย คงเหลือ 320 นาย
ทหารเสือพรานถูกจับเป็นเชลยอย่างเป็นกลุ่มก้อนอีกครั้งและเป็นครั้งสุดท้ายในสมรภูมิลับลาวแห่งนี้

เมืองซำทอง LS 20
บี 52 อีกครั้ง
หลังจากสามารถยึดเมืองซำทองคืนได้จากทหารเสือพรานไทยแล้ว ฝ่ายเวียดนามเหนือก็ปรับกำลังเตรียมเข้าตีเมืองล่องแจ้งอีกครั้งหนึ่งด้วยการส่งกำลังเข้ายึดสกายไลน์ การสู้รบกลับมารุนแรงอีกครั้งหนึ่ง โดยฝ่ายเวียดนามสามารถรุกคืบหน้าได้ตามลำดับโดยเฉพาะบนพื้นที่สูงข่มบนสกายไลน์ สถานการณ์ของฝ่ายไทยและพันธมิตรจึงตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งหนึ่งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อกลางมกราคมที่ผ่านมา แต่แล้วฝ่ายเวียดนามเหนือก็ทำความผิดพลาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ตามบันทึกของ “ภูสิน”
“หลังเที่ยงคืน 28/29 มีนาคม เครื่องบินบี 52 ทิ้งระเบิด ‘ปูพรม’ ในหุบซำทอง บนแนวสกายไลน์ ตามร่องเขา และต่อเนื่องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไปถึงภูผาไซ บ้านหินตั้ง ได้ยินเสียงปืนเล็กเหมือนมีการปะทะดังจากบีซี 604 ตรวจสอบไปได้ความว่า ข้าศึกเข้ามาตีโฉบฉวยเพียงเล็กน้อย เลิกปะทะแล้ว ฝ่ายเราก็ไม่ได้จัดกำลังออกติดตามไป”
การทิ้งระเบิดจาก B-52 ตามบันทึกของ “ภูสิน” ครั้งนี้ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ฝ่ายเวียดนามเหนืออีกครั้งหนึ่งดังที่เคยปรากฏมาแล้วเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2515
“วันนี้ฝ่ายเราดักฟังการส่งข่าวของข้าศึกได้ว่า จากการทิ้งระเบิดเมื่อคืน (28 มีนาคม 2515) ส่งผลให้ผู้บัญชาการกองพลเสียชีวิต กรม 148 และกรม 174 สูญเสียหนัก ไม่สามารถทำการรบต่อไปได้ จนต้องถอนกลับทุ่งไหหินและเชียงขวางทันที ภารกิจเข้ายึดล่องแจ้งตามเป้าหมายของ ‘CAMPAIGN Z’ ประสบความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง”
ล่องแจ้งกลับสู่ความปลอดภัย
บี 52 : อาวุธที่เปลี่ยนสถานการณ์
ใน CAMPAIGN Z เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress ของสหรัฐได้เข้าปฏิบัติการทิ้งระเบิดปูพรมโจมตีฝ่ายเวียดนามเหนือรวมทั้งสิ้น 3 ครั้งหลัก ซึ่งการโจมตีแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อสถานการณ์รบอย่างเด่นชัด ดังนี้
1. การโจมตีครั้งที่ 1 (5 มกราคม พ.ศ.2515) : เป้าหมายพื้นที่ “ฟาร์มวังเปา” ทางตอนเหนือของแนวสกายไลน์ซึ่งเป็นจุดรวมกำลังพลขนาดใหญ่ของทหารเวียดนามเหนือที่เตรียมบุกเข้าตีกองบัญชาการล่องแจ้ง เครื่องบิน B-52 จำนวน 3 เครื่อง ทิ้งระเบิดขนาด 750 ปอนด์ รวมน้ำหนักระเบิดกว่า 122 ตัน สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่กำลังพลเวียดนามเหนือ จากการดักฟังวิทยุของฝ่ายพันธมิตรพบว่า ฝ่ายเวียดนามเหนือเกิดความตื่นตระหนก หวาดกลัว และสับสนในการสั่งการอย่างมาก การโจมตีนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยบั่นทอนขวัญกำลังใจและลดทอนกำลังรบของทหารเวียดนามเหนือลงอย่างมหาศาล
2. การโจมตีครั้งที่ 2 (13 มกราคม พ.ศ.2515) : เป้าหมายการวางกำลังทหารเวียดนามเหนือบนแนวสกายไลน์และพื้นที่โดยรอบเมืองล่องแจ้ง ฝูงบิน B-52 ปฏิบัติการทิ้งระเบิดแบบปูพรมอีกครั้ง สามารถสกัดกั้นการรุกคืบแบบหน้ากระดานของเวียดนามเหนือบนแนวสกายไลน์ไว้ได้ ทำให้ทหารเสือพรานไทยและทหารม้งที่ตั้งรับอยู่ “แบบหลังชนฝา” สามารถรักษาที่มั่นบนแนวสกายไลน์ต่อไปได้สำเร็จ และทำลายแผนการของเวียดนามเหนือที่ตั้งเป้าจะยึดล่องแจ้งให้ได้ภายในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2515
3. การโจมตีครั้งที่ 3 (คืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2515) : เป้าหมายพื้นที่รอบเมืองล่องแจ้งต่อที่รวมพลขั้นสุดท้ายของทหารเวียดนามเหนือเพื่อเตรียมบุกระลอกสุดท้าย เครื่องบิน B-52 ทิ้งระเบิดปูพรมอย่างรุนแรงในช่วงเที่ยงคืน แรงระเบิดมหาศาล “ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนต่อเนื่องหลายนาทีและเกิดแสงสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า” อำนาจการทำลายล้างนี้ยุติการโจมตีล่องแจ้งของเวียดนามเหนือลงโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้กองทัพเวียดนามเหนือต้องประกาศถอนกำลังออกจากแนวรบทุกด้านและยกเลิกแผนยุทธการ Campaign Z และทำให้ฝ่ายทหารไทยและพันธมิตร ได้รับชัยชนะในการรบครั้งนี้ในที่สุด
ความผิดพลาดของเวียดนามเหนือ
ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของฝ่ายเวียดนามเหนือที่เปิดโอกาสให้กองทัพอากาศสหรัฐ ใช้ B-52 ทิ้งระเบิดปูพรมสร้างความเสียหายอย่างหนักที่สุดจนแผนเข้ายึดเมืองล่องแจ้งต้องล้มเหลวลง
ความผิดพลาดของฝ่ายเวียดนามเหนือในเหตุการณ์นี้สามารถสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ละเลยหลักการ “การกระจายกำลัง” : หัวใจหลักที่ทำให้เวียดนามเหนือรบชนะสหรัฐมาโดยตลอดในสงครามเวียดนามคือ “การกระจายกำลัง” ตามยุทธวิธีการรบแบบกองโจร มีกระจายกำลัง เคลื่อนที่เร็ว และไม่รวมตัวขนาดใหญ่ให้ตกเป็นเป้าหมาย แต่ใน Campaign Z ครั้งนี้ ระหว่างเข้าที่รวมพลเตรียมเข้าตีครั้งสุดท้ายเพื่อยึดเมืองล่องแจ้ง เวียดนามเหนือต้องการเผด็จศึกอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการรบแตกหักตามแบบสงครามประจำการ (Conventional Warfare) รวมกำลังพลหลายพันนายกระจุกตัวรวมกันในหุบเขาแคบๆ กลายเป็นการรวมกำลังขนาดใหญ่ ขณะที่สหรัฐมีเทคโนโลยีค้นหาและกำหนดเป้าหมายที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นเป้าหมายสำหรับการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำและได้ผล
2. มั่นใจในอำนาจ ปตอ. และเครื่องบิน MiG มากเกินไป : ในช่วงต้นของการรบ เวียดนามเหนือประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ ปตอ. และการส่งเครื่องบิน MiG-21 เข้ามาขับไล่เครื่องบินโจมตีขนาดเบาและเฮลิคอปเตอร์ของฝ่ายสหรัฐจนสามารถครองน่านฟ้าทุ่งไหหินได้ในช่วงแรก จึงเชื่อมั่นว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนจะสามารถกดดันไม่ให้เครื่องบินสหรัฐทุกลำบินเข้ามาในพื้นที่ได้ เกิดความประมาทรวมพลขนาดใหญ่ โดยมองข้ามข้อเท็จจริงว่า เครื่องบิน B-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ที่บินสูงกว่า 30,000-40,000 ฟุต (เกือบ 12 กิโลเมตร) เหนือพื้นดินสูงเกินกว่ารัศมีทำการของปืน ปตอ. ภาคพื้นดินเกือบทั้งหมดในสมรภูมินั้นจะยิงถึง
3. ติดกับดักภูมิประเทศ : การรุกคืบเข้ามาลึกถึงแนวสกายไลน์ขอบกระทะแอ่งล่องแจ้งบังคับให้ขบวนส่งกำลังบำรุงและหน่วยรบของเวียดนามเหนือต้องผ่านเส้นทางหุบเขาและไหล่เขาที่แคบชันตามสภาพภูมิประเทศแล้วออกันอยู่ในคอขวดธรรมชาติ การซ่อนพรางก็ทำได้ยากขึ้น นักบินและหน่วยลาดตระเวนทางอากาศของสหรัฐจึงสามารถกำหนดพิกัดภูมิประเทศเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ และเมื่อ B-52 ทิ้งระเบิดลงมา ด้วยลักษณะภูมิประเทศบนสันเขา ทหารเวียดนามเหนือที่อยู่ในหุบเขาก็ไม่มีพื้นที่ให้หลบหนีหรือกระจายกำลังออกไปได้เลย
4. ประเมินความเด็ดขาดของซีไอเอและทหารเสือพรานไทยต่ำกว่าความจริง : เวียดนามเหนือเชื่อว่าหลังจากที่ฐานยิงสนับสนุนทั้ง 6 แห่งของไทยแตกพ่ายรอบทุ่งไหหิน ทหารไทยและกำลังพันธมิตรจะสูญเสียขวัญกำลังใจและถอยกำลังฝั่งไทย แต่ทหารเสือพรานไทยและกองกำลังม้งตัดสินใจปักหลัก “สู้ตายจนวินาทีสุดท้าย” ตรึงแนวรบบนแนวสกายไลน์ไว้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ทัพเวียดนามเหนือต้องชะงักอยู่หน้าพื้นที่ตั้งรับนานเกินไป เปิดโอกาสให้ซีไอเอเรียกฝูงบิน B-52 มาปูพรมสังหารหมู่ภาคพื้นดินได้ทันท่วงที
ความผิดพลาดของเวียดนามเหนือครั้งนี้เกิดจากความสำเร็จในการเข้ายึดทุ่งไหหินแล้วเร่งที่จะเผด็จศึกแบบเบ็ดเสร็จโดยเร็ว จนมองข้ามความล่อแหลมในการรวมกำลังพลขนาดใหญ่ในชัยภูมิที่เป็นรองจากการตรวจการณ์และการโจมตีทางอากาศ ทำให้ต้องสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก จนต้องยกเลิกแผนการเข้ายึดเมืองล่องแจ้งรวมทั้งต้องยกเลิก Campaing Z ไปในที่สุด
โดยที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มิได้เกิดจาก “แผนล่อซื้อ” ของฝ่ายไทยและพันธมิตรแต่อย่างใด
