bg-single

กำเนิดระบบทุนนิยมกับระบบตลาดที่เป็นข้อบังคับเชิงโครงสร้าง (3)

08.08.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

เมื่อเที่ยงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ผมไปพิธีฌาปนกิจ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด ที่วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ประทับใจที่ได้พบเห็นเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์ รวมทั้งเพื่อนบ้านของอาจารย์มากหน้าหลายตาอย่างอบอุ่น

ผมเกือบได้ทำโครงการวิจัยใหญ่ร่วมกับ อ.กุลลดา ในการพบกันครั้งแรกในการประชุมสัมมนานานาชาติไทยศึกษาปี 2539 ที่เชียงใหม่ แต่ก็พับไปกระทั่งมาพบอาจารย์อีกครั้งกับงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกจากสำนักบุรพาคดีและแอฟริกันศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่โด่งดังในพากย์ไทยว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย (ฟ้าเดียวกัน, 2662)

เพื่อเป็นการรำลึกและไว้อาลัยแด่การจากไปของอาจารย์ ผมจะนำงานสำคัญของอาจารย์กุลลดามาแนะนำในบทความนี้ในส่วนที่เกี่ยวพันกัน
นั่นคือ กำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว

เล่มที่ผมจะนำมาอภิปรายในวันนี้คือ วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส ในกระแสเศรษฐกิจโลกจากระบบฟิวดัลถึงการปฏิวัติ (ฟ้าเดียวกัน, 2561)

ในบทวิจารณ์หนังสือของเอลเลน เมคซินส์-วูด เรื่องกำเนิดระบบทุนนิยมในครั้งก่อนนี้ ผมสรุปข้อค้นพบสำคัญของเอลเลน เมคซินส์-วูด นักลัทธิมาร์กซ์คนล่าสุด ในการเสนอทฤษฎีว่าด้วยกำเนิดระบบทุนนิยมว่าไม่ได้ดำเนินไปตามที่นักลัทธิมาร์กซ์อาวุโสและนักปฏิวัติแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้เคยเสนอไว้อย่างท้าทายยิ่ง

ความรับรู้เก่านี้คือทฤษฎีกำเนิดระบบทุนนิยมว่ามาจากการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นหลัก ส่วนปัจจัยอื่นทางเศรษฐกิจทำให้ชนชั้นพ่อค้าเล็กและกลางเติบใหญ่ การค้าทางไกลหรือการเพิ่มของประชากรในเมืองเป็นข้อรอง

ทั้งหมดนี้เอลเลน เมคซินส์-วูด วิพากษ์ว่าไม่เป็นจริงตามหลักฐานข้อมูลที่ได้ศึกษามา

เอลเลน เมคซินส์-วูด สร้างมโนทัศน์การเกิดระบบทุนนิยมขึ้นมาจากการศึกษาอย่างลงลึกในพัฒนาการของสังคมอังกฤษในศตวรรษที่ 16-18 ซึ่งเป็นระยะของการเปลี่ยนผ่านจากระบบฟิวดัลมาสู่ระบบทุนนิยม โดยเปรียบเทียบกับสังคมอื่นในยุโรปเช่นฝรั่งเศสและดัตช์ที่เป็นคู่แข่งในการสถาปนาระบบทุนนิยมที่ขับเคี่ยวกันมามากที่สุด

กล่าวได้ว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ของเธอนั้นมาจากหลักฐานอังกฤษเป็นหลัก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นกำเนิดระบบทุนในอังกฤษมากกว่าในประเทศอื่นๆ ได้

ถ้าเช่นนั้นเราจะยอมรับแนวคิดและทฤษฎีของเธอได้หรือ มันก็จะไม่ต่างไปจากจุดอ่อนของนักลัทธิมาร์กซ์อาวุโสที่เธอวิพากษ์ว่าเป็นการศึกษาที่เอายุโรปเป็นศูนย์กลางหรือ
แน่นอน ผู้เขียนย่อมตระหนักถึงจุดอ่อนนี้ การวิเคราะห์ของเอลเลน เมคซินส์-วูด จึงไม่เหมือนกับของนักลัทธิมาร์กซ์อาวุโสก่อนหน้านี้คือ เธอตระหนักว่าการศึกษาและสร้างบทสรุปการเกิดระบบทุนนิยมในประเทศเดียวคืออังกฤษของเธอนั้นก็ไม่อาจสรุปได้ว่าการศึกษานี้คือคำตอบสำหรับการทำความเข้าใจในกำเนิดของระบบทุนนิยมในประเทศอื่นๆ ได้
แต่ที่เธอตั้งใจทำการศึกษาเฉพาะอังกฤษนั้น ประการแรก ผมเดาว่าเพราะองค์ประกอบและโครงสร้างไปถึงความสัมพันธ์โดยเฉพาะในเรื่องระบบทรัพย์สินในประวัติศาสตร์นั้น มีให้เห็นและค้นคว้าในอังกฤษมากกว่าที่อื่นๆ ในยุโรป

ประการที่สอง มาร์กซ์เองก็อาศัยข้อมูลหลักฐานทางเศรษฐกิจของอังกฤษในระยะเวลานั้นเป็นหลักในการค้นคว้าและวิเคราะห์เขียนเรื่องทุนออกมาได้

การเดินในเส้นทางเดียวกันกับมาร์กซ์ ทำให้เธอสามารถมองเห็นและยึดกุมรายละเอียดหลักฐานต่างๆ ที่มีให้ศึกษามากกว่าสมัยที่มาร์กซ์ลงมือศึกษา

กระทั่งทำให้เธอสามารถอธิบายแทนมาร์กซ์ได้ว่า มโนทัศน์และหลักคิดที่เป็นนามธรรม (รูปธรรมที่สังเคราะห์ในขั้นสุดท้าย) นั้นในความเป็นจริงสามารถอธิบายให้เข้าใจอย่างธรรมดาและง่ายกว่าแบบนามธรรมของมาร์กซ์ได้

ข้อสรุปที่มาเป็นสมมุติฐานในมโนทัศน์ว่าด้วยกำเนิดระบบทุนนิยมของเอลเลน เมคซินส์-วูด ได้แก่

ข้อแรก ระบบทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามธรรมชาติที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ระบบที่ต้องเกิดจากการทำการค้าแลกเปลี่ยนของคนในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก
อรรถาธิบายของหนังสือเล่มนี้ให้ความเข้าใจใหม่ว่า การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่เหตุหลักในการสร้างการเกิดระบบทุนนิยมต่อมา

ผู้เขียนจึงอธิบายอย่างละเอียดถึงความแตกต่างระหว่าง “การปฏิวัติกระฎุมพี” (bourgeois revolution) กับ “การปฏิวัตินายทุน” ว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไหนรองรับคำอ้างนี้เลย

การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 บรรดาผู้นำก็ไม่ใช่พวกนายทุน แม้ว่าผลทางการเมืองเศรษฐกิจต่อมาจะนำไปสู่การขยายระบบทุนนิยมก็ตาม

การปฏิวัติอังกฤษอันรุ่งโรจน์ก็ไม่ใช่พวกกระฎุมพีหรือนายทุน แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ตามมาก็นำไปสู่การเติบใหญ่ของระบบทุนนิยม
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ผู้เขียนตอบว่า เพราะในสองประเทศนั้นมีรากเหง้าของความสัมพันธ์ทางการผลิตและทางชนชั้นที่ได้สร้างแบบแผนการปฏิบัติที่เป็นคุณต่อการพัฒนาระบบทุนนิยมในเวลาต่อมาเมื่อสภาพการเมืองเปลี่ยน

นั่นคือมโนทัศน์ว่าด้วยกำเนิดระบบทุนของเอลเลน เมคซินส์-วูด ว่าเป็นผลผลิตของของกฎการเคลื่อนไหว ที่ในตัวมันเองมีลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ขององค์ประกอบและปัจจัยที่นำไปสู่การขยายตัวของระบบทุนนิยม มาถึงจุดที่ถือได้ว่าเป็นสิ่งสากลทั่วไปในทุกวันนี้ แทนที่จะไปหาว่าชนชั้นกรรมกรหรือนายทุนออกมาเคลื่อนไหวในการต่อสู้คัดค้านระบบศักดินา

หนังสือเล่มนี้เสนอว่าเราควรหันไปหา “แรงขับเคลื่อนที่เฉพาะเจาะจงอย่างยิ่งในการสะสมทุนและการทำกำไรสูงสุด” คือการหาสัมพันธ์ทางการผลิตในระยะเปลี่ยนผ่านว่าดำรงและทำงานกันอย่างไร

เธอยกกรณีศึกษาในอังกฤษเพื่อรองรับการค้นพบแรงขับเคลื่อนเฉพาะนี้

ผลคือ พบว่าอังกฤษมีภูมิหลังที่แปลกและแตกต่างจากยุโรปอื่นๆ ที่สำคัญคือ มีระบอบการปกครองที่เป็นเอกภาพรวมศูนย์ ไม่เหมือนประเทศภายใต้ระบบฟิวดัลที่อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจมักถูกแบ่งแยกเป็นส่วนๆ มากกว่าที่ใด

ชนชั้นเจ้าที่ดินอังกฤษเป็นเจ้าของที่ดินอย่างเต็มที่

ในขณะที่อำนาจทางเศรษฐกิจกระจายมายังเจ้าที่ดินและชาวนารวย ไม่รวมศูนย์ในอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว

ตรงนี้เองที่หนังสือของ อ.กุลลดา เรื่องวิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศสฯ ช่วยได้มาก

เพราะอธิบายอย่างละเอียดถึงวัตรปฏิบัติของกษัตริย์และเจ้าที่ดินไปถึงชาวนาในสองประเทศได้อย่างดี ว่าแต่ละฝ่ายใช้วิธีการและความคิดอะไรไปต่อรองและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์สูงสุด

เอลเลน เมคซินส์-วูด ไม่ได้เล่าประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ หากแต่มุ่งไปอธิบายถึงกฎทั่วไปที่กำกับและทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปในแนวทางของระบบนายทุน (ยังไม่เป็นระบบทุนนิยม) คือยึดกุมกฎกติกาที่มากับตลาด แทนที่จะมาจากความต้องการทางอัตวิสัยของชนชั้นปกครองฝ่ายเดียว มโนทัศน์สำคัญในการเข้าใจความเป็นมาของระบบทุนนิยมจึงได้แก่ระบบตลาด

เธอแบ่งระบบตลาดออกเป็นสองประเภท ประเภทแรก คือตลาดที่ให้โอกาสทุกคนในการค้าขาย

ประเภทที่สอง คือตลาดที่มีกลไกและเป็นข้อบังคับจำเป็นเชิงโครงสร้างของมัน (imperative) อันหลังนี้คือระบบตลาดที่นำไปสู่กำเนิดระบบทุนนิยมที่เรารู้จัก

โดยทั่วไป นักประวัติศาสตร์มักบรรยายสภาพการเปลี่ยนแปลงจากระบบฟิวดัลหรือศักดินามาสู่ระบบทุนว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบบผลิตแบบเลี้ยงตัวเองมาสู่เศรษฐกิจเงิน
ตราหรือตลาด แต่ไม่ได้มองเห็นลักษณะเด่นของระบบตลาดใหม่ว่าตรงข้ามกับตลาดแบบเก่าอย่างไร

ภายใต้ระบบตลาดที่มี “ข้อบังคับจำเป็นเชิงโครงสร้าง” (imperative) อันเป็นความจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ สภาพการณ์นี้ทำให้การจัดการกับชนชั้นชาวนาและทาสกสิกร (ไพร่) ไม่ต้องอาศัยสิ่งที่มาร์กซ์เรียกว่า “การบังคับนอกเหนือเศรษฐกิจ” เพราะทั้งเจ้าที่ดินและชาวนาทั้งที่เป็นไพร่และอิสระหันไปหากลไกของตลาดในการดำเนินชีวิตและการทำงาน มากกว่าการอาศัยอำนาจไปบังคับเอากับชาวนาและไพร่ อันเป็นลักษณะเฉพาะของการขูดรีดแบบฟิวดัลหรือศักดินาของตนมากที่สุด

ระบบตลาดแบบใหม่นี้จึงมีจุดหมายในการผลักดันให้เกิดการแข่งขัน เกิดการสร้างผลิตภาพ การสะสมทุนและการสร้างกำไรสูงสุด

สภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ก็คือระบบตลาดในระบบทุนนิยมนั่นเอง

ที่อัศจรรย์ยิ่งคือ ผู้เขียนอธิบายถึงประสิทธิภาพของระบบตลาดแบบทุนที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอังกฤษว่า ความสำเร็จก็ไม่ได้มาจากการต่อสู้ทางการเมืองเป็นด้านหลัก หากแต่มาจากปัจจัยภายในของเจ้าที่ดินและชาวนาอังกฤษเอง

ในขณะที่เจ้าที่ดินมองหาลู่ทางในการเอาประโยชน์จากชาวนาให้ได้มากที่สุดด้วยการปรับปรุงระบบที่ดิน ส่วนผู้เช่าก็ต้องยกระดับฝีมือในการผลิตของตน

ผู้เขียนเสนอว่า สิ่งที่ชนชั้นเจ้าที่ดินอังกฤษมีคือจริยธรรมของการทำมาหากิน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “การพัฒนา”(development) ซึ่งไม่เหมือนปัจจุบันนี้ หากแต่หมายความว่า การลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าต่อสังคมถือว่าชอบธรรมและดีขึ้น แปลกมากที่คตินี้รวมถึงการที่สนับสนุนระบบทาสผิวดำในอาณานิคมโลกใหม่ ในการผลิตในไร่ก็เป็นความชอบธรรมด้วย การใช้นโยบาย “ล้อมรั้วที่ดิน” (enclosure) โบดำอันโด่งดังก็ถือเป็นความชอบธรรมด้วยเช่นกัน

สังเกตว่า ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธการต่อสู้และใช้กำลังในการกดขี่ขูดรีดต่อชาวนาและไพร่ในระยะเวลาดังกล่าว

เพียงแต่เอลเลน เมคซินส์-วูด ไม่เน้นด้านที่เป็นความรุนแรงและไร้มนุษยธรรมว่านี่แหละคือมูลเหตุของการนำไปสู่การเกิดระบบทุน

ตรงกันข้าม เธอบอกว่าหากปราศจากระบบตลาดแบบทุนที่กำลังแตกหน่อขึ้นมา การเปลี่ยนรัฐบาลและผู้ปกครองก็ไม่แน่ว่าจะนำไปสู่การสถาปนาระบบทุนนิยมขึ้นได้จริงในอังกฤษ (ยังมีต่อ)

เชิงอรรถ
1 ผู้แปลหนังสือ “กำเนิดทุนนิยม : มุมมองจากช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวขึ้น” 2569. แปลคำว่า imperative ว่า “คำสั่ง” ซึ่งผมคิดว่าไม่ตรงกับความหมายเดิมของผู้เขียน จึงเสนอว่า ใช้ “ข้อบังคับจำเป็นเชิงโครงสร้าง” จะเหมาะสมกว่า เพราะในระบบตลาดแบบทุนนั้นไม่ได้อาศัยการบังคับด้วยอำนาจอื่นที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ เหมือนกับเราไปทำงานทุกวัน แม้ไม่ชอบแต่ก็ต้องไปเพราะระบบมันบังคับเงียบๆ แต่ไม่ใช่เพราะมีใครคอยถือปืนบังคับเราอยู่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’