จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘ตราสัง’ ยังเกี่ยวกับไสยศาสตร์การทำเสน่ห์ให้ผัวรักผัวหลง

ดังตอนที่เถนขวาดทำพิธีฝังรูปฝังรอยให้พระไวย (ลูกขุนแผนกับนางวันทอง) ชิงชังนางศรีมาลา และหลงใหลนางสร้อยฟ้า โดยใช้ ‘ขี้ผึ้งปากผี’ (ขี้ผึ้งที่ห่อเงินบาทใส่ปากศพ มีสายสิญจน์ผูกโยงสำหรับสัปเหร่อดึงออกมาเป็นค่าจ้าง) ผสมกับ ‘เถ้าพราย’ (ขี้เถ้าที่เชิงตะกอนเผาศพ) ลงเลขยันต์เป่าด้วยอาคม แล้วปั้นเป็นหุ่นขี้ผึ้งรูปพระไวยกับศรีมาลาหันหลังชนกัน ลงชื่อพระไวยและศรีมาลาไว้ที่หุ่นขี้ผึ้งซึ่งถูกปักหนามไว้ทั่วตัว

มัดตราสังลงยันต์พันด้วยใบเต่ารั้ง (เต่าร้าง) แล้วเอาไปฝังไว้ในป่าช้าใหญ่

ข้าวของและกรรมวิธีที่ใช้นอกจากเลวร้าย ยังมีความหมายไปในทางทำให้พลัดพรากชิงชังรังเกียจกัน

“๏ ครานั้นเถนขวาดราชครู พิเคราะห์ดูปรีดิ์เปรมเกษมสานต์

หยิบขี้ผึ้งปากผีมามินาน เอาเถ้าพรายมาประสานประสมพลัน

ลงอักษรเสกซ้อมแล้วย้อมถม เป่าด้วยอาคมแล้วจึงปั้น

เป็นสองรูปวางเรียงไว้เคียงกัน ชักยันต์ลงชื่อศรีมาลา

อิกรูปหนึ่งลงชื่อคือพระไวย เอาหลังติดกันไว้ให้ห่างหน้า

ปักหนามแทงตัวทั่วกายา แล้วผูกตราสังมั่นขนันไว้

ซ้ำลงยันต์พันด้วยใบเต่ารั้ง ให้เณรจิ๋วไปฝังป่าช้าใหญ่” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

หุ่นขี้ผึ้งของพระไวยกับศรีมาลาที่หันหลังชนกัน มีหนามแทงทั่วตัวนั้น ถูกผูกด้วยด้ายดิบที่มัดไว้แน่นหนาอย่างมัดตราสัง คือมัดคอ มัดมือ และเท้าจนครบอย่างมัดศพ

เรื่องทำเสน่ห์คุณไสยมีในนิทานคำกลอนเรื่อง “สิงหไกรภพ” เช่นกัน สุนทรภู่ใช้คำว่า ‘ตราสัง’ หลายครั้งหลายครา นางเทพกินราริษยานางสร้อยสุดาชายาเอกว่าเป็นที่รักของสิงหไกรภพ จึงคบคิดกับนางขินีช่วยกันทำเสน่ห์พระองค์ นางเทพกินรามอบผ้าชุบสรง (ผ้าผลัดอาบน้ำ) ของพระสวามีไปทำพิธี นางขินีเตรียมอุปกรณ์ครบครัน เหาะไปทำพิธีที่ป่าช้าในคืนนั้น

“จัดเครื่องเซ่นเป็นกระทงลงเทียนชัย แล้วเหาะไปป่าช้าในราตรี

เอาผ้านั้นพันติดตะบิดรัด ด้ายดิบมัดเหมือนดังตราสังผี

แล้วเสกปลุกผูกจิตตามพิธี เอาฝังที่หลุมศพดินกลบไว้”

ในที่นี้นางขินีเอาผ้าชุบสรงของสิงหไกรภพมาพัน ‘ของสำคัญ’ บิดรัดไว้ ใช้ด้ายดิบมัดอย่างแน่นหนาเหมือนมัดตราสังศพ ทำพิธีเสร็จก็ฝังไว้ที่หลุมศพในป่าช้า

ต่อมาพราหมณ์เทพจินดาทำพิธีจับเสน่ห์ที่นางเทพกินราทำให้สิงหไกรภพหลงใหล ได้หลักฐานมัดตัวผู้กระทำ ดังนี้

“ถึงป่าช้าหลุมผีที่สำคัญ

ขุดลงไปได้ผ้าผูกตราสัง รูปคนทั้งสองสัมผัสรัดกระสัน

พวกขุนนางต่างเอาผ้ากลับมาพลัน อภิวันท์ทูลความพราหมณ์จินดา

๏ เจ้าพราหมณ์ทำน้ำกรดรดชำระ ผ้าสละหลุดสลายคลายคาถา

เห็นหนังสือชื่อเทพกินรา กับภูษาชุบสรงของทรงธรรม์”

จะเห็นได้ว่า ผ้าผูกตราสัง (ที่ห่อหุ่นขี้ผึ้งคนสองคนกอดรัดกันอยู่ภายใน) หลังจากถูกพราหมณ์เทพจินดาแก้เสน่ห์ได้สำเร็จ โดยรดน้ำศักดิ์สิทธิ์คลายคาถาอาคมของนางขินีจนผ้าผูกตราสังหลุดออกแล้ว สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนคือ ‘หนังสือชื่อเทพกินรา กับผ้าชุบสรงของทรงธรรม์’ (คำว่า ‘หนังสือ’ ในที่นี้คือ ตัวอักษรหรือตัวหนังสือที่เขียนชื่อ เทพกินรา) ต่อมาสิงหไกรภพทรงเรียกพราหมณ์เทพจินดามาเฝ้า พราหมณ์จึงนำหลักฐานดังกล่าวไปด้วย

“จึงจัดแจงผืนผ้าด้ายตราสัง

ชวนเสนีที่เป็นใหญ่เข้าในวัง ตรงขึ้นยังปรางค์รัตน์กระษัตรา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

หลังจากทุกคนทำความเคารพสิงหไกรภพแล้ว ทรงสังเกตเห็นผ้าที่พราหมณ์เทพจินดานำมา

“พระปราศรัยไถ่ถามพราหมณ์จินดา นั่นผืนผ้าริ้วทองของผู้ใด”

พราหมณ์เทพจินดา (ซึ่งทำหน้าที่เสมือนพี่ชายดูแลสิงหไกรภพมาแต่เยาว์วัย) ก็เล่าเรื่องทั้งหมดว่าหลังจากพี่ทำพิธีแล้ว ได้พาเสนาไปที่ป่าช้านอกเมือง ขุดพบหุ่นขี้ผึ้งที่มีชื่อนางเทพกินราและพระนามของพระองค์ห่อด้วยผ้าชุบสรงคาดรัดไว้แน่นด้วยด้ายดิบราวกับตราสังศพอย่างไรอย่างนั้น

“ตั้งพิธีพี่พาเสนาไป ขุดผ้าในป่าช้านอกธานี

มีหนังสือชื่อนางนามพระบาท ด้ายดิบคาดรัดดังตราสังผี

พระฟังคำจำได้สไบนี้ เห็นอยู่ที่อีเทพกินรา

น้อยไปหรือชื่อกูเข้าอยู่ด้วย ให้งงงวยหลงรักเสียหนักหนา”

อย่างไรก็ดี เห็นคำว่า ‘ตราสัง’ ทีไร มักนึกถึง ‘ศพ’ ทีนั้น เพราะเกี่ยวกันแนบแน่น เป็นส่วนหนึ่งของการทำศพจนกลายเป็น ‘ภาพจำ’

อันที่จริง ‘ตราสัง’ ไม่ต้องเกี่ยวกับศพก็ได้ ความหมายก็แค่ ‘มัด’ แต่เป็นวิธีมัดที่มีรูปแบบเฉพาะ ‘มัดอย่างตราสัง’ คือมัดอย่างแน่นหนาเป็นเปลาะๆ มีเงื่อนตายจนร่างกายกระดิกกระเดี้ยไม่ได้

ในวรรณคดีไทย ผู้ที่ถูกมัดตราสังทั้งเป็นคือ ขุนช้างกับนางวันทอง คนที่ลงมือมัดคนทั้งสองมิใช่ใครอื่น คือ ขุนแผนนี่เอง

ดังที่เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เล่าถึงตอนนางเทพทอง นางศรีประจัน และนางสายทองเห็นสภาพของสิ่งที่ถูก ‘เอาผ้าคลุมหุ้มไว้ให้เหมือนผี’ และมี ‘เชือกปอตราสังรุงรังไป’

ลองนึกถึงหัวอกขุนแผนต้องจากบ้านไปทำศึกต่างเมือง กลับมาชีวิตพลิกผัน เจอเมียรักไปอยู่กินกับชายอื่น สองยามจึงบุกเรือนคู่กรณี ร่ายมนต์สะกดคนทั้งบ้านหลับสนิท สะเดาะดาลหน้าต่างห้องนอน พอปีนเข้าไปก็พบภาพบาดตา เห็นนางวันทอง ‘หลับอยู่บนเตียงเคียงข้าง ขุนช้างกอดกลมประสมสอง’ ขุนแผนทั้งแค้นทั้งช้ำ คิดจะทำให้นางวันทองอับอายขายหน้า จึงมัดนางกับขุนช้างโดยใช้ของใกล้มือ

“จึงชักเอาเชือกด้ายที่สายม่าน ถึงงดไว้ไม่ผลาญให้เป็นผี

จะทำให้สมน้ำหน้าอีกาลี เชือกเส้นนี้และจะเล่นมึง

ถีบเข้าให้ชิดติดกัน เชือกกระสันพันเข้าให้นอนขึง

ผูกเป็นเปลาะเปลาะชะเนาะตรึง ปลายเชือกโยนถึงบนหลังคา

เอาผ้าคลุมหุ้มไว้ให้เหมือนผี ทุดอีอัปรีย์สมน้ำหน้า”

ขุนแผนมัดขุนช้างกับนางวันทองนอนขึงไว้ด้วยกันโดยใช้ ‘เชือกด้ายที่สายม่าน’ ผูกอย่างตราสัง คือผูกเป็นเปลาะๆ เป็นตอนๆ แล้วขันบิดเชือกที่ผูกให้ตึงแน่น แล้วจับสองคนแขวนไว้ใช้ผ้าคลุมให้ดูเหมือนศพห้อยลงมา ผลก็คือเมื่อคนทั้งคู่รู้สึกตัวก็พบว่า ‘เชือกมัดรัดตึงอยู่รอบตัว’ ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ‘ด้วยถูกมัดรัดไว้เหมือนผีตาย วันทองยิ่งอายไม่ลืมตา’

ร้ายไปกว่านั้นภาพที่นางสายทองเห็นคือทั้งคู่อยู่ในสภาพ ‘ไม่มีผ้าผ่อนนอนมัดคราง’ ทำเอาพี่เลี้ยงนางวันทองถึงกับ ‘เมินหน้าว่าพลางช่างกระไร’

นอกจากตัวละครในวรรณคดี ในชีวิตจริงคนที่รู้รสชาติของการถูกมัดอย่างตราสังหาใช่คนไทยไม่ เป็นฝรั่งนักมายากลปากแจ๋วที่โอ้อวดสรรพคุณจนเจอดี

ดังจะเห็นได้จากหนังสือเรื่อง “สาส์นสมเด็จ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ไว้ในลายพระหัตถ์ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 ว่า

“๓) ที่พระยาอนุมานฯ เห็นว่าคำว่า ‘ตราสัง’ มาแต่ ‘ตราสาง’ นั้น หม่อมฉันยอมอีกคนหนึ่งว่าของเขาดี น่าจะถูกต้อง เลยนึกถึงความหลังเรื่องหนึ่งพอจะทูลบรรเลงได้ ครั้งหนึ่งมีฝรั่งเข้ามาเล่นกล สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้หาขึ้นไปเล่นถวายทอดพระเนตรที่บางปะอิน เล่น ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมานองค์เดิมที่ในห้องชั้นล่าง ฝรั่งคนนั้นท้าให้คนดูเอาเชือกมัดตัว ว่าถึงมัดอย่างไรๆ ก็จะเอาตัวหลุดออกให้ได้ โปรดให้ตำรวจเป็นผู้มัดสักสองสามคน จะเป็นใครบ้างหม่อมฉันจำไม่ได้ เข้าไปมัดที่ในม่านซึ่งฝรั่งขอให้กั้นไว้ มัดกันอยู่สักครู่หนึ่งเสียงฝรั่งร้องโวยวายไม่ยอมให้มัด แล้วโกรธว่ามัดอย่าง บาเบเรียน ทนไม่ไหว เมื่อตำรวจออกมา คนข้างนอกถามว่าไปมัดอย่างไรฝรั่งจึงไม่ยอมให้มัดต่อไป ตำรวจบอกว่ามัดอย่างตราสัง ฝรั่งเลยยอมแพ้”

ลองนึกสภาพคนที่ถูกมัดอย่างตราสัง สามจุดสำคัญ คือ ทำบ่วงสวมคอ ผูกมือ และเท้าเป็น 3 บ่วง มัดเป็นเปลาะๆ ขันชะเนาะอย่างแน่นหนาชนิดกระดิกตัวไม่ได้ หายใจไม่ออก ดีไม่ดี ‘คนเป็น’ จะกลายเป็น ‘คนตาย’ ฝรั่งที่ถูกมัดจึงโวยวายว่า ‘มัดอย่างป่าเถื่อน ทนไม่ไหว’

ประสิทธิภาพของ ‘ตราสัง’ ฝรั่งที่ว่าแน่ แพ้หมดท่า 555



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

CYBERBULLYING
ตราสัง (2)
‘บทความ EPR’ สั่นสะเทือนโลกฟิสิกส์ควอนตัม
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (1)
ไม่ต้องตะโกนก็ได้
ออปโตเจเนติกส์ : เทคนิคการคุมสมองด้วยแสง – – (ฉบับประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569 ฉบับที่ 2409) – –
โรคซึมเศร้า หลังมหกรรมกีฬา
การ์ตูน san_d1196
Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (1)
‘ฟูนัน’ กับการเปลี่ยนผ่าน จากผู้นำชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่กษัตริย์ ‘-วรมัน’ ในสมัยประวัติศาสตร์
การ์ตูน โกหน่อง