bg-single

‘ฟูนัน’ กับการเปลี่ยนผ่าน จากผู้นำชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่กษัตริย์ ‘-วรมัน’ ในสมัยประวัติศาสตร์

17.10.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ในหนังสือเรื่อง “Society, Economics, And Politics In Pre-Angkor Cambodia : The 7th-8th Centuries” (สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในกัมพูชา ยุคก่อนเมืองพระนคร ช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-8) ของอเมริกันชนผู้เป็นนักอ่านจารึก ควบตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์กัมพูชาคนสำคัญอย่าง ไมเคิล วิคเกอรี (Michael Vickery, พ.ศ.2474-2560) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2541 นั้น ได้นำเสนอถึงข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ในอุษาคเนย์ ที่ท่านได้มาจากประสบการณ์ในการอ่านศิลาจารึก และเอกสารโบราณจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงเปลี่ยนผ่านจากชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์อย่างน่าสนใจ

ในช่วง 3,000 ปีที่แล้ว ได้มีการพัฒนาชุมชนที่มีขนาดใหญ่กว่าระดับหมู่บ้าน (supravillage communities, หมายถึง เมือง) ซึ่งมีประชากรราว 500-2,000 คน ขึ้นในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือ ประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม

โดยสังคมเริ่มมีการแบ่งชนชั้นจนปรากฏสถานะที่แตกต่างกันอย่างน้อยที่สุดคือระหว่างผู้นำชุมชน กับสามัญชน

ชุมชนที่ตั้งอยู่ตอนในของแผ่นดินมีการค้าขายสินค้าหายากและมีมูลค่าสูงผ่านเส้นทางบก

ในขณะที่ชุมชนชายฝั่งมีการเดินเรือออกไปไกลถึงอินเดีย

องค์กรทางสังคมและการเมืองที่มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่มากกว่าระดับหมู่บ้านแห่งแรก ที่ปรากฏหลักฐานในดินแดนกัมพูชาคือ “ฝูหนาน” (Funan, ในโลกภาษาไทยมักสะกดว่า “ฟูนัน” ตามอย่างการถอดเสียงจากเอกสารฝรั่ง ต่อจากนี้จึงขอสะกดว่า ฟูนัน ตามอย่างที่นิยมกันโดยทั่วไป) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ในเขตประเทศกัมพูชาปัจจุบันหรือพื้นที่รอยต่อกับเวียดนาม

พื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่ที่ว่านี้ ถูกตัดขาดจากที่ราบตอนกลางของกัมพูชาด้วยแนวภูเขา โดยไม่มีเส้นทางแม่น้ำเชื่อมต่อระหว่างที่ราบตอนกลางกับชายฝั่ง ยกเว้นเพียงบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และแม่น้ำบาสักทางฝั่งตะวันออก รวมถึงพื้นที่ที่ทอดยาวเลียบชายฝั่งไปจนถึงบริเวณที่เป็นภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ฟูนันควบคุมชายฝั่ง และปากแม่น้ำ จากที่ราบทางตอนใต้ และตอนกลางของกัมพูชา จัดเป็นสังคมทางทะเลที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างจีน ภูมิภาคอุษาคเนย์ และอินเดีย

ฟูนันจึงอาจไม่ใช่รัฐเอกภาพ หรือแม้แต่จักรวรรดิ แต่เป็นกลุ่มท่าเรือพันธมิตร เช่นเดียวกับศรีวิชัย โดยน่าจะมีเมืองท่าที่สำคัญที่สุดอยู่บนชายฝั่งกัมพูชา หรือเวียดนามที่อยู่ติดกัน

และเนื่องจากขาดแหล่งข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรในท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง ยกเว้นเพียงการพบศิลาจารึกไม่กี่หลัก ที่เขียนขึ้นด้วยภาษาสันสกฤต จึงทำให้ไม่สามารถระบุถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของประชากรลงไปได้อย่างชัดเจน

แต่ส่วนใหญ่แล้วนักวิชาการก็คาดกันว่าอาจจะเป็นชาวเขมร, จาม, มอญ หรือกลุ่มมอญ-เขมรอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงราว พ.ศ.1150 ก็พบหลักฐานของการใช้ภาษาเขมรอย่างแพร่หลาย และการผสมผสานคำศัพท์ออสโตรเนเซียนบางคำในภาษาเขมรโบราณ

แต่ประเด็นที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้เป็นพิเศษก็คือ ฟูนันเป็นสังคมที่มีการแบ่งชนชั้น และบรรดาผู้นำของอาณาจักรฟูนันต่างมีตำแหน่งตามภาษาตระกูลมอญ-เขมรว่า “โปญ” (pon) ซึ่งก็คือ เรื่องที่ผมอยากเก็บความจากหนังสือของวิคเกอรี มาเล่าให้ฟังกันในที่นี้นี่แหละ

“Society, Economics, And Politics In Pre-Angkor Cambodia : The 7th-8th Centuries” — Michael Vickery

กล่าวโดยสรุป อะไรที่เรียกว่า “โปญ” นั้นก็คือ หัวหน้าในการประกอบพิธีกรรม อาจเป็นหัวหน้าตระกูล มีหน้าที่ดูแลบ้านของตระกูล เนื่องจากบ้านก็เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมส่วนหนึ่ง ดังนั้น บ้านจึงมีลักษณะเป็นศาสนสถานในบางแง่มุม

ถือกันว่า “โปญ” สืบเชื้อสายมาจาก “กโปญ” (kpol) คือ “ผีสตรี” ที่ดินเป็นทรัพย์สินของชุมชน และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเป็นความรับผิดชอบของโปญ แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว ตำแหน่งโปญสืบทอดจากผู้ชายไปยังหลานชาย ส่วนบุตรชายของโปญจะได้รับสถานะนั้นก็ต่อเมื่อสืบทอดผ่านทางมารดาจากพี่ชายของเธอเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ชายจึงไม่มีวันที่จะได้รับสืบทอดตำแหน่ง “โปญ” ต่อจากบิดาของตนเองเลย

รูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมนี้เหมาะสมกับชุมชนก่อนยุครัฐสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ค้นพบจากการสำรวจทางโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งโอกาสในการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง และการขยายอาณาเขตมีจำกัด ชุมชนเหล่านั้นอาจถูกแยกออกจากกันด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีทั้งที่ดินที่ครอบครองและที่ดินว่างเปล่า นอกจากนี้ ยังเหมาะสมกับชุมชนปกครองตนเองที่ปรากฏในจารึกเขมรยุค พ.ศ.1150-1250 และอาจมีอยู่มาตั้งแต่สมัยที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว

นอกจากนี้ ยังอาจเหมาะสมเมื่อชุมชนชายฝั่งเริ่มมีส่วนร่วมในการค้าทางทะเลระหว่างประเทศ หากความมั่งคั่งที่สะสมในลักษณะนั้น ถูกพิจารณาว่า ยังคงอยู่นอกสิทธิพิเศษของโปญ ที่ส่งต่อไปยังหลานชายของเขา และอาจสืบทอดโดยลูกหลานของเขาเอง หรือหากสิ่งแปลกใหม่อันมีค่าที่หาได้จากการค้าทางไกลถือเป็นสินค้าชั้นยอด ซึ่งมีการซื้อขายกันในหมู่หัวหน้าตามกฎที่ได้กำหนดเอาไว้

แต่ก็จะสังเกตได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนักด้วยว่า ระบบลำดับชั้นทางสังคมแบบดั้งเดิมของชาวเขมร ด้วยตำแหน่ง “โปญ” นี้ กลับไม่เอื้อต่อการสะสมที่ดิน หรือการเพิ่มอำนาจเหนือประชากรเลยสักนิด

วิคเกอรีจึงได้เสนอว่า ด้วยเหตุผลอย่างนี้เอง ที่ทำให้ผู้นำบางคนของฟูนัน จึงได้เริ่มใช้ชื่อแบบอินเดียที่มีคำต่อท้ายว่า “-วรมัน” (-varman) นั่นแหละ

ส่วนพระเศียรของประติมากรรมเทวรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ณ พิพิธภัณฑ์ กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลักฐานของการใช้คำเก่าอย่าง “โปญ” อยู่ในช่วงเวลาที่ร่วมสมัยกันกับเมื่อเริ่มมีการใช้คำลงท้ายชื่อว่า “-วรมัน” แล้วด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วิคเกอรีได้ระบุว่า จารึกในยุคหลัง พ.ศ.1150 บ่งชี้ว่า สาเหตุของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการสืบทอดทรัพย์สินที่สั่งสมมาแต่เดิมในสายตระกูลของโปญ เพราะชุมชนแบบที่มี “โปญ” เป็นผู้นำ ซึ่งวิคเกอรีใช้คำว่า “pon-dom” (โปญ-ดอม) เพื่อล้อกันกับ “kingdom” (ราชอาณาจักร) นั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรือกลุ่มชุมชนที่มีประชากรตั้งแต่หลายร้อยคนไปจนถึง 1,000-2,000 คน แล้วรวมตัวกันอาศัยอยู่รอบ หรือใกล้กับแหล่งน้ำ (บางแห่งเป็นสระน้ำที่ขุดขึ้นเอง) และมีการเพาะปลูกข้าวในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคภายในชุมชน

แต่ชุมชนบางแห่งอาจมีโปญหลายคน ซึ่งแต่ละคนอาจเป็นผู้นำของชุมชนย่อยระดับหมู่บ้านเล็กๆ โดยมีโปญคนหนึ่งที่มีสถานะเหนือกว่าคนอื่นๆ

ในภาพรวมของชุมชนขนาดใหญ่เหล่านั้น ประชากรในแต่ละชุมชนแบบ “โปญ-ดอม” มักประกอบกันขึ้นเป็นสายตระกูล หรือกลุ่มเครือญาติที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้าประจำกลุ่ม โดยมีโปญทำหน้าที่เป็นตัวแทน และถือเป็นผู้สืบเชื้อสายของเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย

นอกจากที่ตำแหน่ง “โปญ” จะสืบทอดกันผ่านทางสายมารดา ไปยังบุตรชายของพี่สาว หรือน้องสาวแล้ว ยังมีการจัดลำดับชั้นของโปญ (ซึ่งอาจเป็นลำดับชั้นที่ไม่เป็นทางการ) โดยน่าจะขึ้นอยู่กับความมั่งคั่ง และอิทธิพลทางการเมืองด้วย

ดังนั้น ในช่วงสมัยที่รัฐฟูนันรุ่งเรืองถึงขีดสุด ความมั่งคั่งส่วนใหญ่มาจากการค้าทางทะเล ทำให้ชุมชนแบบ “โปญ-ดอม” ที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งมีบทบาทโดยตรงในการค้าทางทะเลมากที่สุด และผู้นำ หรือ “โปญ” ของชุมชนเหล่านี้ก็ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “กษัตริย์” โดยชาวจีนที่ได้เดินทางเข้ามาเยือน

ดังที่วิคเกอรีได้ยกตัวอย่างว่า ในบันทึกจีนช่วงก่อน พ.ศ.1000 เล็กน้อย ได้ระบุชื่อ “ฟานซื่อหมาน” (เอกสารไทยมักออกเสียงตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษว่า ฟันชิมัน) ว่าเป็นกษัตริย์ของฟูนัน

โดยคำว่า “ฟาน” หรือ “ฟัน” ในที่นี้ก็คือ การออกเสียงคำว่า “โปญ” ในสำเนียงแบบจีนนั่นเอง

เมื่อเข้าสู่ช่วงราว พ.ศ.1150 ในแต่ละชุมชนแบบ “โปญ-ดอม” ได้เกิดชนชั้นปกครองขึ้น ในขณะที่คนอื่นๆ แม้จะเป็นญาติในตระกูลเดียวกัน ก็จะมีสถานะเป็นเพียงผู้น้อย หรือผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยเป็นไปได้มากด้วยว่า น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้าช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐานเป็นศิลาจารึกระบุชัด เหมือนในช่วงหลังเรือนพุทธศักราชดังกล่าวเป็นต้นมา

และการติดต่อกับอินเดียนี่เอง ที่นำมาซึ่งความสนใจในศาสนาใหม่จากอินเดียของกลุ่มชุมชนแบบโปญ-ดอม รวมไปถึงชุมชนอื่นๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันนี้

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ในช่วงระหว่าง พ.ศ.500-1000 ฟูนันจึงได้รับเอาองค์ประกอบของทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธศาสนา มาปรับใช้ให้เข้ากันกับตนเอง บรรดาผู้นำระดับสูงที่มีสถานะเป็นโปญ และอ้างสิทธิ์ในความเป็นกษัตริย์ ต่างรับเอาชื่อ และตำแหน่งแบบอินเดียมาใช้ตั้งแต่ช่วงเรือน พ.ศ.1000 เป็นอย่างน้อย

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงราว พ.ศ.1150 แม้แต่โปญระดับทั่วไป ก็ได้เกิดความนิยมในการใช้ชื่อแบบอินเดียด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัตินี้อาจถือเป็นเรื่องใหม่ในขณะนั้น เนื่องจากยังคงมีการใช้คำพื้นเมืองเขมรอย่าง “โปญ” ปรากฏอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อน พ.ศ.1200 ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

วิคเกอรีได้ระบุลงไปด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอำนาจจากระบบ “โปญ” ไปสู่ระบบ “-วรมัน” ได้เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้เริ่มเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอิศานวรมันที่ 1 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1158-1178) ผู้สร้างเมืองอิศานปุระ ขึ้นที่บริเวณหมู่บ้านสมโบร์เปรยกุก จ.กำปงธม ประเทศกัมพูชา ซึ่งถือเป็นราชธานีแห่งแรก ที่มีการสร้างกลุ่มศาสนสถานขนาดใหญ่ ในวัฒนธรรมกัมพูชาโบราณ แต่ตำแหน่ง “โปญ” ก็ยังคงมีความสำคัญ และปรากฏอยู่ในหลักฐานทางจารึกตลอดมาจนถึงราว พ.ศ.1250 ก่อนที่จะหมดความสำคัญลง จนสูญหายจากประวัติศาสตร์ไปในที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

CYBERBULLYING
ตราสัง (2)
‘บทความ EPR’ สั่นสะเทือนโลกฟิสิกส์ควอนตัม
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (1)
ไม่ต้องตะโกนก็ได้
ออปโตเจเนติกส์ : เทคนิคการคุมสมองด้วยแสง – – (ฉบับประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569 ฉบับที่ 2409) – –
โรคซึมเศร้า หลังมหกรรมกีฬา
การ์ตูน san_d1196
Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (1)
‘ฟูนัน’ กับการเปลี่ยนผ่าน จากผู้นำชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่กษัตริย์ ‘-วรมัน’ ในสมัยประวัติศาสตร์
การ์ตูน โกหน่อง