Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (1)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
เมษายน 2019 Oliver Vince, Glen Gowers และ John-Henry Charles สามหนุ่มเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เล่นสกีลากเลื่อนสัมภาระฝ่าทุ่งน้ำแข็ง Vatnaj?kull ของไอซ์แลนด์ เป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร ตามรอยคณะสำรวจของนักศึกษาเคมบริดจ์เมื่อปี 1932 บนยอดเนินใกล้จุดตั้งแคมป์ของคณะรุ่นปู่
พวกเขาพบกระป๋องใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้กองหิน ข้างในคือโน้ตลายมือที่คณะปี 1932 ทิ้งไว้ และไม่เคยมีใครเปิดอ่านมา 87 ปี
แต่ภารกิจที่ทั้งสามตั้งใจมาทำจริงๆ อยู่ในกล่องท้ายเลื่อน
พวกเขาอยากเป็นทีมแรกที่ถอดรหัสดีเอ็นเอจุลินทรีย์กลางทุ่งน้ำแข็งด้วยไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล้วนๆ ตลอด 18 วัน
ไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีอินเตอร์เน็ต มีเพียงเต็นท์หนึ่งหลัง แผงโซลาร์เซลล์พับได้ และเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมแบบพกพาของ Oxford Nanopore ที่ตัวอ่านดีเอ็นเอมีขนาดเท่าสมาร์ตโฟน Gowers ต้องห้อยมันไว้ที่คอใต้เสื้อและกอดนอนในถุงนอนทุกคืนไม่ให้แข็ง
ดินจากหุบเขาน้ำพุร้อนที่พวกเขาเก็บมาถอดรหัสในเต็นท์ให้ผลน่าทึ่งไม่แพ้โน้ตในกระป๋อง
กว่าครึ่งของดีเอ็นเอที่อ่านได้ไม่ตรงกับอะไรเลยในฐานข้อมูลพันธุกรรมของโลก
ราวกับหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วพบว่าเขียนด้วยภาษาที่ยังไม่เคยมีใครบันทึกไว้
เจ็ดปีให้หลัง Gowers กับ Vince คือผู้ร่วมก่อตั้ง Basecamp Research บริษัทไบโอเทคมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Cr. Peach nom
ตอนก่อนเราคุยกันเรื่อง “หุ่นยนต์นักวิจัย” ที่มีเอไอคิดสมมุติฐาน วางแผนการทดลอง และสั่งแขนกลลงมือทำเองครบวงจร แต่เอไอจะฉลาดได้แค่ไหนก็ขึ้นกับว่ามันได้อ่านอะไรมาบ้าง
ความลับของ Basecamp จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเอไอ แต่อยู่ที่ “หนังสือ” ที่ใช้สอนเอไอ และหนังสือพวกนั้นฝังอยู่ในดิน น้ำ และน้ำแข็งของประเทศที่เคยถูก “ปล้นชิงทางชีวภาพ” มาแล้วหลายรอบ
นี่จึงเป็นเรื่องของสตาร์ตอัพที่เดิมพันว่า ทางเดียวที่จะได้อ่านข้อมูลพันธุกรรมของทั้งโลก คือต้องจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของอย่างเป็นธรรมตั้งแต่วันแรก
ข้อมูลพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกเปรียบเหมือนห้องสมุดขนาดยักษ์ แต่มนุษย์เราเอาแต่อ่านหนังสือเล่มเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา
ทีม Basecamp วิเคราะห์ Sequence Read Archive คลังสาธารณะที่นักวิจัยทั่วโลกนำข้อมูลดิบจากเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมไปฝากไว้ แล้วพบว่า 68% ของข้อมูลมาจากสิ่งมีชีวิตเพียง 5 สปีชีส์ เกินครึ่งเป็นดีเอ็นเอของมนุษย์เราเอง และ 70% ถูกส่งมาจากเพียง 10 ประเทศ
ส่วนชั้นหนังสือของสิ่งมีชีวิตอีกมหาศาลตามป่าเขา ทะเลทราย มหาสมุทร และธารน้ำแข็งยังแทบไม่มีใครแตะ
กฎเกณฑ์ที่ตำราชีววิทยาบอกว่า “เป็นจริงสำหรับทุกชีวิตบนโลก” รวมถึงโมเดลเอไอด้านชีววิทยาที่เราใช้กันอยู่ จึงมาจากหนังสือเพียงไม่กี่ชั้นของห้องสมุดทั้งหลัง

Cr. Peach nom
Gowers กับ Vince ตั้ง Basecamp ขึ้นมาเพื่ออ่านชั้นหนังสือที่เหลือเหล่านั้น
เป้าหมายปลายทางคือยาและการรักษาสมัยใหม่ ทั้งการแก้ไขยีน เซลล์บำบัด และยาปฏิชีวนะชนิดใหม่
ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างจากสตาร์ตอัพไบโอเทคอีกนับร้อย แต่เบื้องหลังการรักษาเหล่านี้คือเครื่องมือระดับโมเลกุลอย่าง CRISPR ที่เป็นเสมือนกรรไกรตัดแก้ตัวสะกดบนรหัสจีโนมทีละคำ และเอนไซม์อีกตระกูลที่ชื่อ recombinase เครื่องมือแทรกหน้ากระดาษทั้งหน้าเข้าไปในจีโนม
เครื่องมือพวกนี้ถ้าไม่ได้หยิบมาจากธรรมชาติโดยตรงก็ดัดแปลงจากของที่ธรรมชาติมีอยู่ และต่อให้ใช้เอไอออกแบบใหม่หมด เอไอก็ต้องไปเรียนแบบแผนจากธรรมชาติมาก่อนอยู่ดี
ที่เอไออย่าง ChatGPT, Claude หรือ Gemini ใช้ภาษามนุษย์ได้คล่องแคล่วก็เพราะมันได้อ่านแทบทุกอย่างที่มนุษย์เคยเขียนไว้ ทั้งหนังสือและเว็บเพจนับไม่ถ้วน ตรงกันข้ามกับเอไอด้านชีววิทยา ซึ่งกว่า 80% ถูกเทรนจากฐานข้อมูลโปรตีนชุดเดียวกัน (UniRef) ที่โตปีละไม่ถึง 10% เหมือนนักเรียนทั้งรุ่นอ่านตำราจากชั้นเดียวกัน แล้วชั้นนั้นก็แทบไม่มีหนังสือใหม่มาเติม
Basecamp จึงสร้างห้องสมุดของตัวเองชื่อ BaseData แล้วให้เอไอที่ตั้งชื่อว่า EDEN เข้าไปอ่าน
EDEN รุ่นปัจจุบันเป็นโมเดลขนาด 2.8 หมื่นล้านพารามิเตอร์ (ปุ่มปรับจูนภายในโมเดล) เรียนจากตัวอักษรดีเอ็นเอ 9.7 ล้านล้านตัว ของยีนราวหนึ่งหมื่นล้านยีนจากสิ่งมีชีวิตกว่าหนึ่งล้านสปีชีส์ที่ไม่เคยอยู่ในฐานข้อมูลใดมาก่อน บริษัทเคลมว่าคลังนี้ใหญ่กว่าคลังสาธารณะทั้งหมดรวมกันกว่า 10 เท่า
ผลที่บริษัทรายงานคือ เปปไทด์ต้านจุลชีพที่ EDEN ออกแบบ 32 จาก 33 ตัวฆ่าเชื้อดื้อยากลุ่มวิกฤตตามบัญชีขององค์การอนามัยโลกได้ในแล็บ ส่วนเอนไซม์แทรกยีนที่มันออกแบบก็ใช้ใส่ยีนต้านมะเร็งเข้าไปในเซลล์ภูมิคุ้มกันของมนุษย์ จนกำจัดเซลล์มะเร็งในจานทดลองได้กว่า 90%
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นผลในห้องทดลองที่บริษัทรายงานเอง และยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ยังไม่มียาตัวใดเข้าสู่การทดสอบในคน

Cr. Peach nom
มีนาคม 2026 Basecamp ประกาศโครงการ Trillion Gene Atlas ร่วมกับ Anthropic, NVIDIA และบริษัทเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมอีกสองราย ตั้งเป้าขยายห้องสมุดนี้อีกร้อยเท่าให้ครอบคลุมกว่า 100 ล้านสปีชีส์ และจะต่อ EDEN เข้ากับ Claude ให้เอไอที่พูดภาษามนุษย์ “สั่งงาน” เอไอที่อ่านภาษาดีเอ็นเอ เข้าใกล้หุ่นยนต์นักวิจัยในตอนก่อนไปอีกก้าว
หนังสือในห้องสมุดของ Basecamp มาจากความร่วมมือกับนักวิจัยและรัฐบาลในกว่า 30 ประเทศ ครบทั้ง 7 ทวีป
คำถามน่าสนใจที่ตามมาคือ Basecamp ไปเจรจาอย่างไรถึงได้เครือข่ายความร่วมมือกว้างขนาดนี้?
