ผีขวัญ บูรพกษัตริย์ แห่งเมืองพระนคร สถิตในรูปปฏิมาแห่งลัทธิเทวราช
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ในบทความชิ้นสำคัญที่ชื่อ “La destination funéraire des grands monuments khmers” (อาจแปลชื่อบทความแบบตรงตัวได้ว่า ปราสาทเขมรที่ใหญ่โตโอ่อ่าสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการพิธีศพ) ซึ่งเขียนขึ้นโดยปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ผู้ชำนัญการอ่านจารึกภาษาต่างๆ ในอุษาคเนย์อย่าง ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès, พ.ศ.2429-2512) นั้น ได้กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของกษัตริย์แห่งเมืองพระนคร และเมืองพระนครหลวง (นครธม) ใน “ลัทธิเทวราช” ว่าเกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายในการสร้างปราสาทขนาดใหญ่โตต่างๆ เอาไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างมาก
แถมยังชวนให้นึกถึงประเพณีความเชื่อต่างๆ ของภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่ยังคงเห็นได้แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้อีกต่างหาก
ดังนั้น ถึงบทความชิ้นดังกล่าวจะถูกตีพิมพ์ขึ้นตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2483 หรือเมื่อ 86 ปีก่อน ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นข้อเขียนเก่าเก็บเป็นอย่างมาก (ก็มากเสียจนเฉียดๆ จะเขียนมาครบหนึ่งศตวรรษแล้วเลยทีเดียว) แต่ก็ยังควรค่าที่จะนำมาย่อยสรุปความให้อ่านกันในที่นี้
ในบทความชิ้นนี้ เซเดส์ ได้ระบุถึงหน้าที่ของปราสาทเขมร ที่เกี่ยวข้องกับลัทธิเทวราชว่า สร้างขึ้นเพื่อเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีบรมศพของกษัตริย์ที่เมืองพระนคร และนครธม
ดังนั้น เซเดส์จึงได้เรียก “ปราสาท” ตามจุดมุ่งหมายของการสร้างด้วยการผูกคำศัพท์ขึ้นเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “temple funéraire” คือ “ศาสนสถานสำหรับพิธีศพ”
แต่เซเดส์ไม่ได้เห็นว่า ปราสาทเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นเพียงสุสานของกษัตริย์เท่านั้น เพราะท่านอธิบายว่า เป็นที่ประทับบน “สรวงสวรรค์” ของ “แก่นแท้ของกษัตริย์” (royal essence) ผู้สร้างปราสาทเหล่านี้ หลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์ลงไปแล้ว และได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้า อันเป็นรูปเคารพประธานภายในปราสาทด้วยต่างหาก
อะไรที่เรียกว่า “แก่นแท้ของกษัตริย์” นั้น บางทีเซเดส์ก็เรียกว่า “กายละเอียด” (subtle self) โดยใช้เรียกแทนกลุ่มคำศัพท์ภาษาสันสกฤต ในจารึกของกัมพูชา ซึ่งประกอบไปด้วยคำศัพท์หลายคำ โดยบางคำยังมีความหมายค่อนข้างคลุมเครือ ได้แก่ คำว่า “ปุณยะ” กับ “ธรรมะ” เพราะในจารึกของกัมพูชา ได้ใช้ทั้ง 2 คำดังกล่าว ในความหมายอีก 2 อย่างด้วย ได้แก่ การใช้ตามความหมายอย่างที่ใช้กันโดยทั่วไปในภาษาสันสกฤต ส่วนความหมายอีกอย่างนั้น หมายถึงได้ทั้งวัตถุ ความศรัทธา หรือศาสนสถาน ก็ได้
แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีคำศัพท์อีก 2 คำ ที่หมายถึง “แก่นแท้ของกษัตริย์” หรือ “กายละเอียด” ของพระองค์ ด้วยเหมือนกัน ได้แก่ “พระภูบาลภาพ” และ “สูกมษฺานฺตราตฺมัน” โดยคำหลังนั้นอาจแปลเป็นไทยตรงตัวได้ว่า “วิญญาณที่สุขุม” แต่ในจารึกกัมพูชา หมายถึง อะไรบางอย่างของกษัตริย์ที่เข้าไปสถิตอยู่ในรูปปฏิมา ไม่ว่าจะเป็น ศิวลึงค์, เทวรูปของพระนารายณ์ หรือพระพุทธรูป ที่ถูกสถาปนาขึ้นในพิธีกรรมเฉพาะของลัทธิเทวราช ซึ่งประดิษฐานเป็นองค์ประธานภายในปราสาทอย่างชัดเจน
และอะไรที่เข้าไปสถิตอยู่ในรูปปฏิมาเหล่านี้ คือสิ่งที่แปลเป็นภาษาปัจจุบัน (หมายถึง ปัจจุบันในยุคของเซเดส์) ว่า “แก่นแท้ของกษัตริย์” หรือ “กายละเอียด” นั้น ก็ควรที่จะเป็น “พลังชีวิต” (life power/life force)

https://angkordatabase.asia/authors/george-coed%C3%A8s
ในบทความของเซเดส์ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของ “พลังชีวิต” แต่ขอให้สังเกตว่า ปราชญ์อย่างเซเดส์รู้แน่ว่าอะไรที่ในจารึกเรียกว่า “ปุณยะ” “ธรรมะ” “พระภูบาลภาพ” และ “สูกมษฺานฺตราตฺมัน” นั้นแตกต่างจากแนวคิดเรื่อง “วิญญาณ” ที่มาจากอินเดีย
ดังนั้น เขาจึงไม่แปลกลุ่มคำศัพท์เหล่านี้ว่า “วิญญาณ” หรือ “อาตมัน” แต่เลือกที่แปลว่า “กายละเอียด” หรือ “แก่นแท้ของกษัตริย์”
ในที่นี้ผมจึงต้องอธิบายถึงความหมายของพลังชีวิต ให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน
แนวคิดเรื่อง “พลังชีวิต” ปรากฏอยู่ในประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งก็ย่อมมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัฒนธรรม
เช่น พลังชีวิตที่เรียกว่า มานา (mana) ของชาวโพลินีเซียน (Polynesian) ที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะแปซิฟิก ชาวเมารี ในนิวซีแลนด์ และชนพื้นเมืองฮาวาย หรือมานิตู (manitou) ของชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าอัลกอนควิน (algonquin) ที่เคยอาศัยกระจายอยู่ทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ฯลฯ
แต่โดยภาพรวมแล้ว พลังชีวิตนั้น หมายถึงแนวคิดเฉพาะทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับพลังของชีวิต เป็นพลังงานที่ทำให้ชีวิตดำเนินไปได้โดยปกติ หรือพลังทางจิตวิญญาณที่ค้ำจุนสิ่งมีชีวิต และเชื่อมโยงพวกมันเข้ากับจักรวาลที่กว้างใหญ่กว่า
“พลังชีวิต” ไม่ใช่ตัวของ “ชีวิต” เอง แต่เป็นพลังที่กระตุ้นชีวิต ให้มีกำลังวังชาพอที่จะดำเนินต่อไปได้
ในวัฒนธรรมโบราณหลากหลายวัฒนธรรม อะไรที่เรียกว่าชีวิตนั้น จึงประกอบขึ้นจากวัตถุ และพลังหลายอย่าง เช่น กายเนื้อ ชะตาชีวิต วาสนา เงา ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นมาจนกลายเป็นชีวิต
ในแต่ละสังคมวัฒนธรรม เช่น พวกอินเดียนแดงบางกลุ่มจะเชื่อว่า พลังชีวิตของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนหนึ่งสถิตอยู่ในร่างกายของตนเอง แต่อีก 3 ส่วน เป็น “เงา” ที่กระจายออกไปอยู่ตามตามที่ต่างๆ เป็นต้น
ดังนั้น “พลังชีวิต” จึงแตกต่างจากแนวคิดเรื่อง “วิญญาณ” ในความหมายอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
เพราะตามความเชื่อโดยทั่วไปของศาสนาใหญ่ทั้งหลายอันเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันแล้ว หากดวงวิญญาณดับสูญ ชีวิตก็ย่อมล่วงลับตามไปด้วย
ตรงข้ามกับพลังชีวิตที่หากมอดดับลง (หรือในบางวัฒนธรรมก็อาจจะหนีหายไป เช่น กลุ่มชาวไต-ไท) ชีวิตยังไม่ได้ถึงที่สิ้นสุด เพียงแต่จะไม่มีพลังในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไปโดยปกติสุข จึงต้องหาทางฟื้นคืนพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ (หรือเรียกคืน/ตามหาพลังชีวิตกลับเข้าสู่ร่างกาย อย่างเช่น การเรียกขวัญ เป็นต้น) เพื่อให้ชีวิตกลับมาเป็นปกติสุข และสามารถดำเนินต่อไปได้
ในกรณีโลกของกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า ไต-ไท นั้น มีคำศัพท์เรียก “พลังชีวิต” ว่า “ขวัญ” ในขณะที่ในภาษาเขมรเรียก “พฺรลึง” (??????, อ่านว่า โปฺร-ลึง หรือ ปฺรัว-ลึง) ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่ในจารึกกัมพูชาโบราณเรียกว่า “ปุณยะ” “ธรรมะ” “พระภูบาลภาพ” และ “สูกมษฺานฺตราตฺมัน” โดยเป็นการแปลคำศัพท์พื้นเมืองของตนเอง ให้กลายเป็นภาษาสันสกฤตเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ และใช้ในพิธีกรรมนั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้เซเดส์ได้อ้างถึงหลักฐานสำคัญ ที่ได้ถูกบันทึกเป็นข้อความภาษาสันสกฤตในจารึกจากปราสาทบันเตียกเด็ย (ไทยเรียก บันทายกุฎี) ซึ่งตั้งอยู่ในเขต จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา มาใช้เป็นหลักฐานยืนยัน ดังที่เซเดส์ได้แปลข้อความในจารึกตอนหนึ่งออกมาว่า
“โดยปรารถนาให้อารักขาแก่ ‘ธรฺม’ (คือ ธรรม-ผู้เขียน) ของตน อันผนวกรวมและสถิตอยู่ในรูปพระเป็นเจ้าทั้งปวงนี้”
ข้อความจากจารึกข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในกัมพูชาโบราณมีธรรมเนียมพิธีในการผนวกรวมเอา “พลังชีวิต” เข้าไปสถิตไว้ในรูปปฏิมา แต่ข้อความข้างต้นยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดในพิธีกรรมดังกล่าวมากนัก
เซเดส์จึงได้ยกข้อความอีกตอนหนึ่งในจารึกอีกหลักหนึ่ง ซึ่งพบที่ปราสาทแปรรูป ในบริเวณเมืองพระนคร จ.เสียมราฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่ชัดเจนกว่า แต่ก็มีความซับซ้อนในการแปลความเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยมีข้อความเป็นโศลกภาษาสันสกฤต ดังนี้
“ยมาภฺยุเปตา นิยมาภิรามา ราเมว สา สตฺยวตะ ปฺริยาสฺตุ หตฺตานฺธทฤษฺฏิรฺ ทฺทธตี ธฤติรฺ วฺโว ยศฺศรีเร มม ธรฺมชีวํ”
โศลกภาษาสันสกฤตในจารึกจากปราสาทแปรรูปนี้ ถูกเขียนขึ้นโดยมีกลวิธีทางวรรณศิลป์ ในการประพันธ์บทร้อยกรองสันสกฤตแบบที่เรียกว่า “ศเลษะ” คือ การเล่นคำพ้องรูป ที่มีความหมายต่างกัน หรือการใช้คำที่มีความหมายสองชั้น โดยถือเป็น “อลังการ” (คือ เครื่องประดับบทประพันธ์) ที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของกวีผู้แต่งบทบทประพันธ์
ดังนั้น ความหมายของข้อความข้างต้นจึงแปลความหมายออกได้เป็น 2 ชั้น (Double Entendre) ดังที่เซเดส์ได้ใช้วิธีการแปลความหมายทั้ง 2 ชั้นนี้ ซ้อนทับกันในคำแปลโศลกดังกล่าว แต่แยกความหมายของคำพ้องรูปออกจากกันด้วยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งมีความซับซ้อน และยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยคำศัพท์ และชื่อเฉพาะต่างๆ เหล่านั้น
ในที่นี้ผมจึงได้สรุปความหมายจากคำแปลโศลกในจารึกดังกล่าวของเซเดส์ โดยจำแนกเนื้อหาของความหมายออกจากกันเป็น 2 ชุดความหมาย เพื่อให้เข้าใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
โดยชุดความหมายแรก จะแปลโดยไม่อ้างอิงกับชื่อของบุคคลตามปรัมปราคติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะแปลความได้ดังนี้
“ขอให้ความตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว (ธฤติ, พ้องรูปกับพระนามของ นางธฤติ มเหสีแห่งพระธรรม) ของพระองค์ จงเป็นผู้ปฏิบัติตามหน้าที่อันพึงมี งดงามหมดจดด้วยการเคารพต่อข้อห้าม (ยม, พ้องรูปกับ พระยม ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า พระธรรม ซึ่งก็พ้องรูปต่อ ธรรม คือพลังชีวิต) และตั้งมั่นในจารีตศีลธรรม (นิยม) เป็นผู้ประทานดวงตาแห่งปัญญาอันรู้แจ้งเพื่อขจัดความเขลา และทำนุบำรุงหลักธรรม (ธรฺม) ให้ฟื้นคืนชีวิต และเจริญรุ่งเรือง จงบังเกิดขึ้นและสถิตอยู่ในกายแห่งเกียรติยศ (ยศศรีระ) ของข้า”
แต่หากจะแปลโดยยึดตามปรัมปราคติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ข้อความเดียวกันนี้จะมีความหมายแตกต่างออกไปว่า
“ขอให้ความเด็ดเดี่ยว (ธฤติ/นางธฤติ) ของพระองค์ จงเป็นดั่งพระมเหสีแห่งพระสัตยวัต (คือ พระนางสาวิตรี) ผู้เลอโฉม ผู้ย่างกรายเข้าใกล้พระยม พระนางผู้มีเสน่ห์น่าเลื่อมใสจากการประพฤติตามข้อวัตรปฏิบัติเป็นผู้ประทานดวงตาและการมองเห็นให้แก่พระราชาผู้มืดบอด (หมายถึง พระเจ้าทยุมัตเสน ผู้เป็นพระบิดาของพระสัตยวัต) และเป็นผู้ชุบชีวิตให้แก่พระสวามีของนาง จงประสาทชีพให้แก่ ‘ธรฺม’ และสถิตอยู่ในกายแห่งเกียรติยศของข้า”
ชื่อของบุคคลในปรัมปราคติที่ปรากฏในข้อความจากจารึกหลักนี้ มีที่มาจากเรื่องแทรกในมหากาพย์อย่าง “มหาภารตะ” ตอน “สาวิตรีอุปาขยาน” ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึง พระนางสาวิตรี ซึ่งใช้ความเพียร ศีล และปัญญา เดินตาม “พระยม” (หรือที่มีพระนามอีกอย่างว่า “พระธรรม”) ไปจนสามารถทูลขอชีวิตของ พระสัตยวัต (หลายครั้งเรียก พระสัตยวาน) สามีของนางให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ รวมถึงขอให้ พระเจ้าทยุมัตเสน ซึ่งเป็นพระสัสสุระ (พ่อสามี) ที่ดวงตาหมองมืดและสูญเสียอาณาจักร ให้กลับมามองเห็นและได้บ้านเมืองกลับคืนมาอีกด้วย
เซเดส์ได้ระบุต่อไปว่า หากพิจารณาถึงข้อความก่อนหน้าโศลกสันสกฤตส่วนที่คัดมานี้ ในจารึกหลักเดิม ก็จะเห็นได้ว่า ผู้สถาปนาจารึกคือ พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1487-1511) กำลังร้องขอให้ทายาทของพระองค์ “สงวน ‘ธรรม’ อันประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้” ดังนั้น ความในส่วนนี้จึงมีความหมายในทำนองที่ว่า
“ต่อไปในภายภาคหน้า ให้ทายาทตั้งอยู่ในจารีตศีลธรรม (นิยม) และร้องขอต่อพระยม ผู้เป็นราชาแห่งความตาย เพื่อที่จะได้ทำพิธีเบิกพระเนตร (ล้อกันกับที่นางสาวิตรีขอให้พระยมช่วยให้พระเจ้าทยุมัตเสนตาหายบอด) แล้วประสาทชีพให้แก่ ‘ธรรม’ อันสถิตอยู่ใน ‘ยศศรีระ’ (คือรูปปฏิมา อันเป็นร่างเสมือน [substituted body] ที่สถิตหลังสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2) คือกายแห่งพระเกียรติยศของพระองค์”
หากจะว่ากันตามข้อสันนิษฐานของเซเดส์ข้างต้นแล้ว กษัตริย์แห่งเมืองพระนครทั้งหลาย จึงได้ประกอบพิธีในลัทธิเทวราช เพื่อให้ “พลังชีวิต” (ไม่ว่าในจารึกจะเรียกด้วยศัพท์คำไหนก็แล้วแต่) ได้ไปสถิตเป็น “บูรพกษัตริย์” คือ “ผีขวัญ” อยู่ในรูปปฏิมาในพิธีกรรม ที่ถูกเรียกว่า “ยศศรีระ” หลังจากที่สิ้นพระชนม์ลงไปนั่นเอง
และถึงแม้ว่ากระทั่งในปัจจุบันนี้ ความเห็นเรื่อง “ลัทธิเทวราช” นี้จะยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าคืออะไรแน่ แต่ข้อมูลจากจารึกที่เซเดส์ได้ค้นคว้า และแปลความเอาไว้นี้ ก็ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เป็นร่องรอยหลักฐานของพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างร่างเสมือนไว้ใช้ประดิษฐานพลังชีวิต หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ขวัญ หลังจากที่กษัตริย์ได้สิ้นพระชนม์ลงไปแล้ว ไม่ว่าจะพิธีกรรมและความเชื่อนี้จะเกี่ยวข้องกับลัทธิเทวราชเป็นการเฉพาะอย่างที่เซเดส์เสนอไว้หรือไม่ก็ตาม
