จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ฉบับก่อนคุยถึงคำว่า ‘ส่ำสาม’ และ ‘ซ้ำสาม’ ที่ใช้แทนกันได้ เป็นคำด่าหญิงชั่ว ชั่วเพราะมีผัวมาก มีตั้งแต่สองขึ้นไปถึงสามคน ชั่วเพราะมีผัวได้ทั่วถึง ไม่คำนึงความเหมาะสมคู่ควร จะเป็นคนหรือสัตว์ก็ไม่เกี่ยง อีกทั้งชั่วเพราะใจคอโหดเหี้ยม ไร้ความเมตตา ฆ่าได้แม้แต่ผัวของตัวเอง
อย่างไรก็ดี คำนี้ไม่จำกัดเพศ หญิงชายใช้ได้ทั้งนั้น มีทั้ง ‘อีส่ำสาม’ และ ‘อ้ายส่ำสาม’ ใช้ในความหมายโดยรวมว่า เลว ชั่วช้า แต่ละสถานการณ์มีรายละเอียดความเลวต่างๆ กันไป
ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เมียสองของพระไวยไม่ถูกกัน หาเหตุด่ากันตรงๆ ไม่ได้ก็ด่าบ่าวแทน ทันทีที่นางสร้อยฟ้าเห็นพระไวยลงจากเรือนก็ร้องเรียกอีไหมบ่าวของตนเสียงดังลั่น แล้วด่ากระทบไปถึงนางศรีมาลาว่า
“แต่หัวค่ำร่ำกกไปจนสาย ไม่มีอายสอพลอยอตัณหา”
ทั้งยังเปรียบเปรยต่อไปว่ามัวแต่หมกมุ่นกับเรื่องบนเตียงจนบ้านช่องวุ่นวาย
“ลุกบ้างก็เป็นไรที่ในเรือน เมื่อคืนนี้ขันเชื่อนออกหกคว่ำ
ถาดโถโอแตกแหลกระยำ แมวดำที่ไหนไล่กัดกัน
เฝืองฝาหลังคาก็ยับป่น จากหล่นกลอนเลื่อนสะเทือนลั่น
ช่างนอนนิ่งเสียได้ไม่ไล่มัน อ้ายสีจันทน์ม้าลาก็ปล่อยไว้
มันไล่กันรันวิ่งมาโดนเสา เรือนเหย้าแทบจะพังกระทั่งไหว
พรึงพรอดออดอ่อนกระฉ่อนไป น้ำท่าโอ่งไหไหวโครมครืน”
เมื่อนางสร้อยฟ้าทิ้งท้ายว่า ‘พวกอีตื่นตัณหาตาเป็นมัน’ อีไหมรู้ใจนายว่าแกล้งด่ากระทบนางศรีมาลาก็พลอยประสมโรงด้วยอย่างมันปาก พาดพิงเปรียบเปรยพระไวยและศรีมาลากับ ‘ปรากฏการณ์ราหูอมจันทร์’ ว่าใช้เวลานานเกิน
“ฝันว่าพระราหูดูเท่าแขน ฉวยพระจันทร์รันแง้มอมไว้ได้
ลืมตาดูก็ไม่รู้ว่าอะไร ลุกโพลงราวกับไต้เสม็ดตาม
จนหม่อมเรียกหาผวาตื่น ยังสะอื้นด้วยสงสารจันทร์อร่าม
จะขี้คายอย่างไรไม่แจ้งความ ฤๅจะปามไปจนค่ำทำท่วงที”
อีเม้ย บ่าวนางศรีมาลา เมื่อฟังอีไหมเสียดสีนายตนก็ทนไม่ไหว ตอกกลับอีไหมว่า ‘พระราหูที่ไหนเท่าแขนนั่น นายด่าข้าพลอยประสมกัน ฝันอะไรกลางวันไม่เคยพบ’ นางศรีมาลาฟังคำเปรียบเปรยของอีไหมก็เหลืออด เมื่ออีเม้ยออกรับแทนตนผู้เป็นนาย ศรีมาลาจึงฉะอีเม้ยกระทบไปถึงสร้อยฟ้าที่คอยแต่หาเรื่อง
“๏ ศรีมาลาร้องเฮ้ยนางเม้ยรับ มิใช่การวานอย่างับจับประจบ
ทำปากกล้าร่าร้องก้องกระทบ สั่นหรบไปเจียวเจ้าเสาโพงพาง
จะด่าว่าสักเท่าไรทำไมเขา การของเจ้าฤๅจึงร่าเข้ามาขวาง
อีส่ำสามราวกับหนามเที่ยวสะทาง มิใช่การวานอย่าขวางให้เกิดความ”
นางศรีมาลาด่าอีเม้ยว่าทำตัวชั่วช้า เข้ามาขัดขวางราวกับหนามที่สุมใส่สะทางเกะกะทิ่มตำคนอื่น สอดรู้สอดเห็นทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปไหว้วานให้ช่วยทำ อย่ามาขวางให้เกิดทะเลาะวิวาทกัน ‘ส่ำสาม’ ในที่นี้มีความหมายว่า ชั่วช้าคอยสาระแนเรื่องคนอื่นจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา
คําว่า ‘ส่ำสาม’ นอกจากใช้ด่าคนอื่น ใช้ด่าตัวเองก็ได้ ดังที่ขุนช้างเจ็บช้ำอับอายหัวล้านกบาลใสของตนเอง เป็นปมด้อยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ใครๆ พากันหัวเราะเยาะหยันไม่รู้จบ ขุนช้างส่องกระจกทีไร อยากกลั้นใจตายทีนั้น
– “เดินย่องไปส่องกระจกใหญ่ ทุดหัวจังไรเหมือนล่องคี่”
– “ยังโล่งเลี่ยนเตียนกลางอย่างแปลงควาย หัวกูฉิบหายน่าอายใจ”
– “จับกระจกขึ้นชูดูกระบาล เห็นหัวตัวล้านรำคาญใจ
กูแค้นน่าแพ่นลงสักโขก โสโครกไม่เอาแก้วเอาการได้
เกลี้ยงหน้าเกลี้ยงหลังดูจังไร ………………………………………..”
จะเห็นได้ว่าสารพัดคำที่ขุนช้างใช้กับหัวของตัวเอง ตั้งแต่ ‘จังไร’ ‘โสโครก’ ‘ฉิบหาย’ ฯลฯ ความหมายร้ายๆ ทั้งนั้น ความคับแค้นแน่นอกทำให้ขุนช้างก่นด่าตนเองอย่างรุนแรง
“ถ้ารู้ว่าจะล้านแต่กำเนิด กูไม่ปรารถนาเกิดอ้ายส่ำสาม”
คำว่า ‘อ้ายส่ำสาม’ ในที่นี้มีความหมายว่า อ้ายชาติชั่ว เสียชาติเกิด กูไม่น่าเกิดมาอัปลักษณ์อย่างนี้เลย
นอกจากนี้ตอนขุนแผนติดคุก พัศดีให้คนคุกช่วยสร้างกระท่อมให้นางแก้วกิริยาอยู่ ตกดึกขุนแผนสะเดาะโซ่ตรวนขื่อคาที่พันธนาการออก แล้วล่องหนหายตัวออกไปหาเมียที่กระท่อม กกกอดนอนหลับอยู่ด้วยกัน ขณะนั้นพะทำมะรงและยามขานชื่อนักโทษ เรียกชื่อใครก็ขานรับกันหมด ยกเว้นชื่อขุนแผน เรียกซ้ำอีกก็เงียบกริบ ยามเอาไฟส่องดู เห็นแต่โซ่ตรวนกองอยู่ ไม่รู้ขุนแผนอยู่ไหน แยกย้ายกันตามหาทุกหนแห่งก็ไม่พบ
พัศดีนึกขึ้นได้ว่าเมียขุนแผนอยู่ที่หน้าหับเผยก็รีบไปที่นั่น พะทำรงหรือผู้คุมนักโทษเห็นขุนแผนนอนอยู่กับเมียก็เดือดดาล ฉุดกระชากลากตัวขุนแผนออกมาทันที ลองนึกถึงใจขุนแผนเป็นขุนนางมียศถาบรรดาศักดิ์ ถูกหยามเกียรติเช่นนี้มีหรือจะอดใจไหว กระโจนด่าพะทำมะรงด้วยเสียงดังน่ากลัวว่า อ้ายส่ำสามรังแกสารพัด คิดว่าหน้าอย่างกูนี้จะหนีเอ็งหรือ
“ขุนแผนลุกโลดโดดคำราม อ้ายส่ำสามข่มเหงพ่อหนักหนา
ฉุดกระชากลากปล้ำทำนานา หน้ากูนี้จะหนีเอ็งฤๅไร”
คำว่า ‘ส่ำสาม’ ที่ขุนแผนใช้กับพะทำมะรงมีความหมายไม่ต่างจากที่สมเด็จพระพันวษาบริภาษพระท้ายน้ำว่า ‘ชาติส่ำสาม’ หมายถึง อ้ายชาติชั่ว อ้ายขี้ข้า ทำงามหน้า เสียแรงโปรดปรานตั้งให้เป็นพระ ไม่รู้ว่าที่แท้ขี้ขลาดตาขาว หลงไว้ใจให้คุมทหารไป กลับปล่อยให้ลาวจับตัวไปได้ ใจเสาะราวสตรีไม่คิดสู้รบ นี่ถ้าเอ็งไม่ได้ช่วยขุนแผนรบกับพวกลาวละก็ จะสั่งเฆี่ยนและจองจำอย่างสาสมที่ทำให้กูผู้เป็นนายอับอายขายหน้า แม้มิได้ลงโทษแต่ให้ถอดพระท้ายน้ำลงเป็นไพร่เฝ้าประตู จากฐานะสูงส่งกลายเป็นต่ำต้อยในพริบตา
“มีพระสีหนาทประภาษไป เหม่อ้ายท้ายน้ำมึงทำงาม
เสียแรงกูรักใคร่ให้เป็นพระ มิรู้จะขี้ขลาดชาติส่ำสาม
ให้กูหลงไว้ใจในสงคราม จนอ้ายลาวเอาไปล่ามดังผูกลิง
ช่างไม่คิดสู้มันให้พรั่นท้อ ทุดอะไรใจคอเป็นผู้หญิง
ช่างชาติชั่วสิ้นทีอัปรีย์จริง ไปนั่งนิ่งให้มันจับยิ่งอับอาย
ถ้ามิได้ช่วยอ้ายขุนแผนรบ จะจำครบผูกเฆี่ยนเสียสองหวาย
อ้ายคนชั่วชาติข้าขายหน้านาย จงหมายถอดเป็นไพร่ใช้เฝ้าประตู”
ในนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” นอกจากพระเอกของเรื่องจะใช้คำนี้ด่านางผีเสื้อสมุทรว่า ‘อีส่ำสาม’ แล้ว
นางเสาวคนธ์ พระธิดาเจ้าเมืองการะเวก ยังใช้คำนี้ด่านางยุพาผกา ลูกเลี้ยงนางละเวงวัณฬา ตอนที่ปะทะคารมกันไปมาอย่างเจ็บแสบ
นางยุพาผกาด่านางเสาวคนธ์ว่ายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าเป็นสาวปากกล้าแปร๋แปร้น สุดสาครถึงเลี้ยงไม่ไหว นี่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองสักนิด ทำไมถึงเจ็บร้อนแทนและลอบยิงพวกเราเล่า เมื่อวานสุดสาครก็ออกไปหาให้สมอยากแล้ว ตัวเจ้ายังติดใจไม่ยอมกลับ สมกับเป็นพระธิดาเจ้าการะเวกที่อภิเษกอย่างลึกลับเสียนี่กระไร เรื่องรบกันเราหากลัวไม่ นางยุพาผกาเย้ยทิ้งท้ายว่าต่อให้มีปีกก็หนีไม่พ้น มามะ มาอ่อนน้อมยอมแพ้ไหว้เราเสียดีๆ
“แต่ตัวเจ้าเล่าเดี๋ยวนี้อยู่ที่ล้อม ยังไม่ยอมแพ้หรือถือไฉน
ถึงตัวดีมีปีกจะหลีกไป ก็เห็นไม่พ้นมาวันทาเรา”
คำหยามหยันสบประมาทของอีกฝ่ายทำเอานางเสาวคนธ์เลือดขึ้นหน้า ด่ากลับฉับพลัน
” จึงว่าแสนส่ำสามใส่ความเขา
พระเชษฐามาเป็นผัวเพราะมัวเมา มึงอีเจ้ากลเสน่ห์ทำเล่ห์ลวง”
ความหมายคือ อีชาติชั่วสุดสุด ดีแต่ใส่ความ พี่กูมาเป็นผัวมึงเพราะมึงทำเสน่ห์เล่ห์กล หาใช่รักมึงไม่
จาก ‘ซ้ำสาม’ – ‘ส่ำสาม’ ที่ความหมายเริ่มต้นนั้นเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และควงคู่มากับคำว่า ‘แพศยา’ ใช้ด่าผู้หญิงโดยเฉพาะ ขยายขอบเขตการใช้กลายเป็นคำอเนกประสงค์ ด่าได้ทั่วถึงไม่คำนึงเพศ ด่าตั้งแต่นิสัยใจคอ พฤติกรรมการกระทำ ไปจนถึงสภาพที่เห็นและเป็นอยู่
เพื่อเน้นว่าเลวสุดขั้ว ชั่วสุดแสน อัปลักษณ์สุดทนโดยแท้
