bg-single

สภาวิชาการโอลิมเปีย กลุ่มสนทนาเล็กๆ ของไอน์สไตน์ในวัยหนุ่ม

07.11.2026

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะผู้เปลี่ยนแปลงความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับความเข้าใจต่อเอกภพ แต่ก่อนที่จะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้นั้น อัจฉริยภาพของเขาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่ผ่านการบ่มเพาะทางปัญญามาระยะหนึ่ง

ในช่วงปี ค.ศ.1896-1900 ไอน์สไตน์ศึกษาฟิสิกส์จากซูริกโพลีเทคนิค ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส หรือเอเทฮา (ETH) เขาสำเร็จการศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรสำหรับการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปี ค.ศ.1900 หลังจากนั้นก็สมัครงานเป็นผู้ช่วยวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ

ไอน์สไตน์ทำงานเป็นครูชั่วคราวที่เมืองวินเทอร์ทูร์ (Winterthur) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ค.ศ.1901 จากนั้นก็ย้ายไปสอนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองชัฟเฮาเซิน (Schaffhausen) ในเดือนกันยายน ค.ศ.1901

เดือนธันวาคม ค.ศ. 1901 ไอน์สไตน์สมัครงานที่สำนักงานสิทธิบัตรแห่งสหพันธรัฐสวิสในกรุงเบิร์น โดยได้รับความช่วยเหลือจากมาร์เซล กรอสส์มันน์ (Marcel Grossmann) อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เอเทฮา

เพื่อหารายได้ระหว่างรอวันที่อาจได้เริ่มงาน ไอน์สไตน์จึงลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ โดยระบุว่ารับสอนพิเศษวิชาฟิสิกส์และคณิตศาตร์ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นคือ Anzeiger der Stadt Bern เป็นหนังสือพิมพ์ประจำเมืองเบิร์น โฆษณาของเขาอยู่ในหมวดประกาศเบ็ดเตล็ด ผมนำภาพมาฝากไว้ด้วย คำแปลมีดังนี้

เบ็ดเตล็ด

บทเรียนส่วนตัวในวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์

สำหรับนักศึกษาและนักเรียน

สอนอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดโดย

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ผู้ได้รับประกาศนียบัตรครูผู้สอนเฉพาะทางจากโพลีเทคนิคแห่งสหพันธรัฐ

บ้านเลขที่ 32 ถนนเกเรคทิกส์กัสเชอ ชั้น 1

ทดลองเรียนฟรี

พูดง่ายๆ คือ ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์เคยคิดจะเป็นติวเตอร์ฟิสิกส์ โดยมีกลยุทธ์การตลาดคือ ‘ทดลองเรียนฟรี’!

โฆษณารับสอนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ของไอน์สไตน์
ในหนังสือพิมพ์ Anzeiger der Stadt Bern
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1902

ที่มา : https://de.wikipedia.org/wiki/Datei:Albert_Einstein_Anzeige_1902.jpg

หนึ่งในคนที่สนใจโฆษณาของไอน์สไตน์คือ เมาริส โซโลวีเนอ (Maurice Solovine) ชายหนุ่มชาวโรมาเนียผู้กำลังศึกษาปรัชญา เขาต้องการเรียนฟิสิกส์กับไอน์สไตน์ เนื่องจากกำลังลังเลว่าควรอุทิศเวลาให้กับวิทยาศาสตร์มากกว่าปรัชญาหรือไม่

ในการพบกันครั้งแรก ไอน์สไตน์พูดคุยกับโซโลวีเนอค่อนข้างนาน ทั้งสองแลกเปลี่ยนทัศนะกันและนัดพบกันอีกครั้งในวันถัดไป เมื่อพบกันอีกครั้งก็ยังคงสนทนาต่อจากวันก่อน จนลืมเรื่องการเรียนฟิสิกส์ที่เป็นความตั้งใจเริ่มแรกไปเสียสนิท

ทั้งคู่ถูกชะตากันมาก และในวันหนึ่งหลังจากนั้น ไอน์สไตน์ก็พูดกับโซโลวีเนอว่า

“ผมไม่จำเป็นต้องสอนฟิสิกส์ให้คุณแล้ว การอภิปรายปัญหาที่พวกเรากำลังพบเจออยู่ในฟิสิกส์ทุกวันนี้น่าสนใจกว่ามาก คุณอยากมาหาผมเมื่อไรก็ได้ ผมยินดีที่ได้พูดคุยกับคุณ”

แล้วโซโลวีเนอก็กลับมาอีก ไอน์สไตน์ได้พบคนที่จะสนทนาด้วยแล้ว แต่กลับไม่ได้ลูกศิษย์ที่พร้อมจะจ่ายค่าเรียนแม้แต่คนเดียว!

วันหนึ่ง โซโลวีเนอได้เสนอให้อ่านงานของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แล้วนำมาอภิปรายกัน ไอน์สไตน์เห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา คอนราด ฮาบิชต์ (Conrad Habicht) นักคณิตศาสตร์ซึ่งไอน์สไตน์รู้จักระหว่างอยู่ที่เมืองชัฟเฮาเซิน ได้เดินทางมายังกรุงเบิร์น และเข้าร่วมกิจกรรมการอ่านและการอภิปรายดังกล่าว

ชายหนุ่มทั้งสามตั้งชื่อการพบปะกันนี้ว่า Akademie Olympia หรือ ‘สภาวิชาการโอลิมเปีย (Olympia Academy)’ ชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนบรรดาสมาคมวิชาการที่ดูสูงส่ง การพูดคุยบางครั้งดำเนินต่อไปจนถึงช่วงค่ำ และบางครั้งก็ลากยาวจนถึงรุ่งเช้า

การพบปะมักเกิดขึ้น ณ ที่พักของไอน์สไตน์ในกรุงเบิร์น คอนราด ฮาบิชต์ ได้มอบตำแหน่งประธานสภาให้แก่ไอน์สไตน์ โดยมีชื่อตำแหน่งแบบเต็มยศว่า ‘อัลแบร์ท ริตเทอร์ ฟอน ชไตส์ไบน์ ประธานสภาโอลิมเปีย’ (Albert Ritter von Stei?bein, Pr?sident der Akademie Olympia)

ไอน์สไตน์ต้องการให้การประชุมเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน แต่เนื่องจากทั้งสามไม่ได้มีฐานะดีนัก อาหารจึงเรียบง่ายและราคาถูก เช่น ไส้กรอก ชีสกรูแยร์ ผลไม้ และน้ำชา

หลังอาหารเย็น แก๊งวิชาการเล็กๆ นี้จะอ่านและอภิปรายงานที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่ บางคืนพวกเขาอาจอ่านได้เพียงหน้าเดียว (หรือน้อยกว่านั้น) แต่ข้อความในหน้าดังกล่าวจะได้รับการอภิปรายอย่างละเอียดลึกซึ้ง บางครั้งก็กินเวลาหลายวัน

ผลก็คือ การอ่านและวิพากษ์หนังสือแต่ละเล่มมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งหลายเดือน

ในหนังสือ Letters to Solovine 1906-1955 เมาริส โซโลวีเนอ เล่าถึงเอกสารที่พวกเขาอ่านและร่วมกันอภิปรายไว้ในคำนำ ผมขอคัดตัวอย่างมาบางส่วนดังนี้

ผลงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผัสสะและกลศาสตร์ของแอนสท์ มัค (Ernst Mach)

ผลงานเกี่ยวกับตรรกศาสตร์ของจอห์น สจวร์ต มิลล์ (John Stuart Mill)

ตำราว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ของเดวิด ฮูม (David Hume)

ผลงานเกี่ยวกับจริยศาสตร์ของบารุค สปิโนซา (Baruch Spinoza)

บันทึกความทรงจำและการบรรยายของแฮร์มันน์ ฟอน เฮล์มฮ็อลทซ์ (Hermann von Helmholtz)

หนังสือเรื่องวิทยาศาสตร์กับสมมุติฐานของอ็องรี ปวงกาเร (Henri Poincar?)

ผลงานว่าด้วยสมมุติฐานซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นฐานสำหรับเรขาคณิตของแบร์นฮาร์ท รีมันน์ (Bernhard Riemann)

นอกจากงานแนววิชาการลึกๆ แล้ว พวกเขายังอ่านวรรณกรรมด้วย เช่น แอนทิโกเน (Antigone) ซึ่งเป็นบทละครโศกนาฏกรรมกรีกโบราณของโซโฟคลีส (Sophocles) และดอนกิโฆเต้ (Don Quijote) ซึ่งเป็นนวนิยายประชดประชัน ผลงานของมีเกล เด เซบานเตส (Miguel de Cervantes)

จากตัวอย่างรายชื่อผลงานและผู้เขียน น่าจะเห็นได้ชัดว่าสภาวิชาการโอลิมเปียเล็กๆ นี้จริงจังเพียงใด!

ทั้งนี้ พวกเขาก็ไม่ละเลยความสนุกสนาน เช่น ไอน์สไตน์มักบรรเลงไวโอลินสั้นๆ เป็นครั้งคราว

กลุ่มผู้ก่อตั้งสภาวิชาการโอลิมเปีย
จากซ้ายไปขวา : คอนราด ฮาบิชต์, เมาริส โซโลวีเนอ และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ที่มา : https://physicstoday.aip.org/features/albert-einstein-as-a-philosopher-of-science

มีประเด็นหนึ่งที่น่ารู้ด้วย นั่นคือ ‘สภาวิชาการโอลิมเปีย’ แห่งนี้เรียกร้องวินัยเคร่งครัดยิ่ง เพราะครั้งหนึ่งโซโลวีเนอขาดการประชุมเพราะไปฟังคอนเสิร์ตในเมือง แต่ก่อนหน้าจะไปนั้น เขาได้เตรียมอาหารไว้ให้เพื่อนๆ และฝากข้อความเป็นภาษาละตินแปลได้ความว่า

“ขอฝากไข่ต้มสุกแข็งและคำทักทายมาให้”

แต่การขาดประชุมครั้งนี้ทำให้โซโลวีเนอต้องชดใช้ เพราะเย็นวันประชุมที่อพาร์ตเมนต์ของโซโลวีเนอ หลังจากที่ไอน์สไตน์และฮาบิชต์รับประทานอาหารที่โซโลวีเนอเตรียมไว้แล้ว ทั้งคู่ก็แก้เผ็ดโดยย้ายจานชามและเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นมากองไว้บนเตียง แถมไอน์สไตน์ยังสูบกล้องยาสูบและฮาบิชต์สูบซิการ์จนควันอบอวลเต็มห้อง เพราะทั้งคู่รู้ว่าโซโลวีเนอไม่ชอบกลิ่นยาสูบเอามากๆ

ทั้งคู่ยังทิ้งข้อความภาษาละตินไว้แปลได้ว่า

“ขอฝากควันหนาทึบและคำทักทายมาให้”

นอกจากแกนหลักทั้งสามคนแล้ว วงสนทนายังมีแขกมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว เช่น พอล ฮาบิชต์ (Paul Habicht) น้องชายของคอนราด และลูเซียง ชาวาน (Lucien Chavan) ช่างเทคนิคของสำนักงานไปรษณีย์และโทรเลขของสวิตเซอร์แลนด์

โซโลวีเนอยังบันทึกไว้ว่า มีเลฟา มารีช (Mileva Mari?) อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของไอน์สไตน์และภรรยาคนแรกของเขา ก็มานั่งฟังการสนทนาของกลุ่มเพื่อนอย่างตั้งใจ แต่ไม่ได้พูดแสดงความคิดเห็นใดๆ

ถึงแม้ว่า ‘สภาวิชาการโอลิมเปีย’ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1902 จะดำรงอยู่เพียงช่วงเวลาไม่นานนัก เพราะคอนราด ฮาบิชต์ ออกจากกรุงเบิร์นในปี ค.ศ.1904 และเมาริส โซโลวีเนอ ออกจากเมืองในปี ค.ศ.1905 แต่ไอน์สไตน์ยังคงหวนรำลึกถึงสภาแห่งนี้อยู่เสมอ ไอน์สไตน์บอกว่าสภาแห่งนี้มีส่วนส่งเสริมเส้นทางอาชีพทางวิทยาศาสตร์ของเขา

สมาชิกผู้ก่อตั้งทั้งสามยังคงติดต่อกันตลอดชีวิต และ ‘สภาวิชาการโอลิมเปีย’ ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอน์สไตน์

ในหนังสือ Letters to Solovine 1906-1955 หน้า 142 และ 143 มีจดหมายที่ไอน์สไตน์เขียนถึงโซโลวีเนอเมื่อปี ค.ศ.1953 โดยไอน์สไตน์ได้รำลึกถึงสภาวิชาการโอลิมเปีย ดังนี้

“แด่สภาวิชาการโอลิมเปียอันเป็นอมตะ

ตลอดช่วงชีวิตอันสั้นที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ เธอได้มีความสุขกับทุกสิ่งที่กระจ่างชัดและมีเหตุผลด้วยความร่าเริงอย่างไร้เดียงสา สมาชิกได้สร้างเธอขึ้นมาเพื่อเย้ยหยันบรรดาพี่สาวที่แก่กว่าและหยิ่งยโส ฉันได้เรียนรู้และซาบซึ้งอย่างถ่องแท้ว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงความจริงได้อย่างไร ผ่านการเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบที่ดำเนินมายาวนานหลายปี

พวกเราสมาชิกทั้งสามต่างมีชีวิตยืนยาวไม่แพ้กัน แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มงกๆ เงิ่นๆ อยู่บ้าง แต่แสงสว่างอันบริสุทธิ์และสร้างแรงบันดาลใจของเธอก็ยังส่องลงบนเส้นทางชีวิตอันโดดเดี่ยวของพวกเราอยู่ เพราะเธอไม่ได้แก่และหมดรูปไปพร้อมกับพวกเราเหมือนดั่งต้นพืชที่เติบโตจนมีดอกผลและร่วงโรยไป

แด่เธอ เราขอมอบความจริงใจและความภักดีจนกว่าลมหายใจแห่งปัญญาครั้งสุดท้ายจะสิ้นสุดลง!

จากสมาชิกสมทบเพียงคนเดียวที่ยังติดต่อกันอยู่ในขณะนี้

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

พรินซ์ตัน, 3 เมษายน ค.ศ.1953″

เรื่องราวของสภาวิชาการโอลิมเปียทำให้เราเห็นอัจฉริยภาพของไอน์สไตน์ในอีกมุมหนึ่งว่า เบื้องหลังความคิดที่เปลี่ยนโลกไม่ได้มีเพียงแค่มันสมองอันเปรื่องปราด แต่ยังมีการอ่านอย่างลึกซึ้ง การตั้งคำถามแบบจริงจัง ผสมผสานกับการสนทนากับเพื่อนคู่คิดที่สามารถแลกเปลี่ยนทัศนะกันได้ภายใต้บรรยากาศอันรื่นรมย์

นักคิดผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์จึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่อาจค่อยๆ เติบโตขึ้นจากโต๊ะอาหาร หนังสือเล่มสำคัญจำนวนหนึ่ง และบทสนทนาที่ยาวนานข้ามคืนก็เป็นได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พิษรัก รอยกัด และเกมกาม : ชีวิตรัก (ไม่) โรแมนติก ของหมึกบลูไลน์
สภาวิชาการโอลิมเปีย กลุ่มสนทนาเล็กๆ ของไอน์สไตน์ในวัยหนุ่ม
นั่งรถเข็น…ไปญี่ปุ่น (2) | วัฒนธรรมทิปกับคนญี่ปุ่น
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน โกหน่อง
‘ส่ำสาม’
EvolutionaryScale เมื่อเอไอเริ่มอ่านและเขียนภาษาของชีวิต (2)
ตึกแถวโมเดิร์น
จับสัญญาณพรรคการเมือง หนุน-ค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ
ไม่ไกลต้น (1)
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา