
“โตโต้” พาผู้เสียหายบุกสภาฯ ร้องกมธ.กม. ขอความเป็นธรรม ปมตร.ซ้อมผู้ชุมนุมหน้า สน.ดินแดง ผู้เสียหาย แฉตร.ยิบ
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ วีโว่ พร้อมนายอรรถสิทธิ์ นุสสะ ผู้เสียหายที่ถูกจับกุมหน้าสน.ดินแดง ในเหตุรำลึกการเสียชีวิตของนายวาฤทธิ์ สมน้อย เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่หน้าสน.ดินแดง เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานกมธ. จากกรณีถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกจับกุมตัว เพื่อขอความเป็นธรรมให้มีการตรวจพฤติกรรมการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมผู้ชุมนุม

โดยนายปิยรัฐ กล่าวว่า จากเหตุการณ์รำลึกถึงนายวาฤทธิ์ ขณะที่มวลชนกำลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งยังไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น มี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามพร้อมโล่และอาวุธ เข้าล้อมจับกุมผู้ที่มาร่วมกิจกรรม แม้กระทั่งร้านค้าก็ถูกยิงเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หนึ่งในนั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่โดยการซ้อมทรมาน ตั้งแต่จับกุมจนถึงเข้าห้องสอบสวนของ สน.ดินแดง มีการบังคับขู่เข็ญไม่ให้พบทนายความและผู้ไว้วางใจตามกฎหมาย มีการกระทำต่อหน้าสื่อมวลชน มีพยานหลักฐานชัดเจน
รวมทั้งมีการบังคับขู่เข็ญเอารหัสโทรศัพท์เพื่อเข้าถึงข้อมูล ล่าสุดผู้เสียหายได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศิริราช และได้รับใบรับรองแพทย์ว่าถูกทำร้ายร่างกายจริง มีบาดแผลบริเวณใบหน้า ลำตัว แขน และรอยฟกช้ำที่ลำคอ ตนขอคำถามและข้อร้องเรียนถึงกมธ.ว่า 1.เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในวันที่เกิดเหตุมีกำลังพลกี่กองร้อย และใครเป็นผู้สั่งการ 2.ผู้สั่งการชุดจับกุมมีใครบ้าง มียศตำแหน่งและสังกัดอะไร และ 3.เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิหรือไม่ในการควบคุมผู้ต้องหาด้วยการกระทำความรุนแรง ใช้อารมณ์ หรือใช้การบังคับทางร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานพยาน โดยไม่มีทนายความหรือผู้ไว้วางใจ และหากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้จะมีบทลงโทษทางวินัยหรืออาญาต่อไปอย่างไรหรือไม่

ด้านนายอรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุตนได้ไปร่วมกิจกรรมรำลึกต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งมาบอกให้ตนวิ่งหนี ซึ่งไม่เข้าใจที่บอกแบบนั้นแต่ก็ยอมทำตามที่บอก ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเข้ามาจับกุมตนไว้ และดันไปชนกับรถยนต์ที่จอดอยู่ เมื่อตนล้มลงเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายทั้งในและนอกเครื่องแบบก็เข้ามารวบตนเอาไว้ พร้อมทั้งกดแขน ขา และคอ ก่อนจะลากเข้าไปในรั้ว สน.ดินแดง ซึ่งที่ตนขัดขืนเนื่องจากรู้สึกเจ็บมากแต่ไม่ได้ต่อสู้แต่อย่างใด
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาเข้าไปในห้องสืบสวนที่อยู่ข้างสน.ดินแดง ซึ่งเป็นห้องที่ปิดมิดชิด และไม่ทราบว่าในห้องมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสวมเสื้อสีขาวเข้ามาทำร้ายร่างกาย และพุดขึ้นว่า “คนนี้พี่ขอ” ก่อนจะหันมาถามตนว่า “น้องมาอย่างไร มากับใครหรือไม่ มาคนเดียวหรือ เอ็งเก่งมากนักใช่ไหม” ตนตอบว่าขับรถจักรยานยนต์มา ก่อนที่ตำรวจคนดังกล่าวจะบอกว่า “โอเคดี จะทำให้เหมือนอุบัติเหตุตาย” ซึ่งตนมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นมืออาชีพเลย ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มมาทำร้ายร่างกาย
จากนั้นเขาก็เริ่มทำการซ้อมโดยการเตะเข้าที่ท้อง ใช้กระบองแทงเข้าที่ซี่โครงด้านขวา จับหัวโขกกับเก้าอี้ไม้หลายครั้ง จากนั้นบีบคอบังคับเพื่อเอารหัสโทรศัพท์ ซึ่งตนจำไม่ได้เพราะใช้วิธีสแกนนิ้ว ซึ่งเมื่อใส่รหัสไม่ถูกต้องก็บีบคออีกจนสามารถใส่รหัสได้ จนตนเกือบหมดสติ
นายอรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกหวาดกลัว ไม่คิดเลยว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่มีกฎหมายว่าไม่ควรซ้อมผู้ต้องหา จึงอยากจะสอบถามถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่าอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการซ้อมผู้ต้องหาได้หรือไม่ เพราะวันที่เกิดเหตุเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด

นายสิระ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ปรึกษากับคณะกมธ.ว่าจะนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เพื่อขอมติที่ประชุมว่าจะบรรจุเข้าการพิจารณาหรือไม่และจะเข้าวันไหน รวมถึงจะขอเอกสารอะไรบ้าง เช่น ตำรวจเป็นใคร หากมีคลิปวิดีโอก็ต้องขอจากตำรวจมาด้วย ส่วนการพิจารณาเราจะให้ความยุติธรรมทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ทั้งนี้ ขอให้ผู้ร้องมั่นใจได้เลยว่าคณะกมธ.จะให้ความยุติธรรมจนถึงที่สุด
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) หนึ่งในกมธ.กฎหมายฯ กล่าวว่า ตนในฐานะประธานคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณากฎหมายให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ยืนยันว่ากฎหมายที่กำลังพิจารณาอยู่ เราพิจารณาเรื่องนี้อย่างคร่ำเคร่ง

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) หนึ่งในกมธ.กฎหมายฯ กล่าวว่า เรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ ที่มีการซ้อมทรมานเพื่อให้มีการรับสารภาพหรือบอกข้อมูลบางอย่าง ซึ่งประเด็นที่ร้องเรียนมีลักษณะเดียวกัน เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความจริงว่ามีการซ้อมทรมานเพื่อให้เกิดการรับสารภาพ ตนคิดว่าจะเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง
ในส่วนของกมธ.จะไม่อยู่เฉย ตนจะพยายามผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายให้ได้ และหากพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เราจะไม่ปล่อยให้คนชั่วอยู่ภายในระบบและใช้กระบวนการยุติธรรมกระทำความผิดอย่างที่เป็นมา ซึ่งในส่วนของร่างกฎหมายซ้อมทรมานและอุ้มหายฯ นั้น ระหว่างที่กำลังพิจารณากฎหมายฉบับนี้อยู่ก็ยังมีเหตุการณ์แบบนี้ ก็คงเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของกฎหมายดังกล่าวที่เราตั้งใจให้เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้ว
อยากให้กรณีนี้เป็นกรณีสุดท้าย แต่เราพูดกรณีสุดท้ายมาตั้งแต่กรณี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ กรณีนี้ก็จะเป็นกรณีสุดท้ายอีกและหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมและดูแลการชุมนุม อย่าให้รุนแรงเลย รุนแรงไปมีแต่จะทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างประชาชนกับฝ่ายรัฐมากยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาต่างๆ ก็คงทำได้ยากมากยิ่งขึ้น
