หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
กว่า 20 ปีก่อน ผมเขียนงานชิ้นหนึ่งชื่อ “กล้องกับปืน”
เป็นงานชิ้นแรกๆ ผมเขียนหลังจากพบกระทิงน้ำหนักร่วมตันตัวหนึ่งถูกยิงตาย และคนที่ฆ่าตัดเอาไปแค่เขา ทิ้งซากไว้
ในงานชิ้นนั้นผมสรุปว่า
“ถ้าปืนคือเครื่องหมายของการทำลายล้าง และกล้องคือเครื่องหมายของการมีชีวิต บนโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งใบนี้ ผมคงคิดไม่ผิดในสิ่งที่เลือกถือ”
ถึงวันนี้ วันที่โลกล้นไปด้วยกล้องและคนถ่ายรูป ผมไม่แน่ใจนักแล้ว
Jim Corbett ผู้ฆ่าเสือนับพันตัวในป่าประเทศอินเดีย ยืนยันว่า เสือที่กินคนหรือดุร้ายคือเสือป่วย บาดเจ็บ โดยปกติเสือไม่ใช่สัตว์ดุร้าย
เขาให้ความเห็นเช่นนี้ ขณะถือปืนอยู่ในมือ
กระทั่งวันนี้ มีคนซึ่งยังชื่นชมกับการฆ่าสัตว์ ยังอยากถ่ายรูปตัวเองกับสัตว์ที่ฆ่าได้ การได้ฆ่าสัตว์ร้ายสักตัวคือความภาคภูมิใจ
ถึงวันนี้คนจำนวนมากยังคง “ล่าสัตว์” อยู่ แต่เปลี่ยนเครื่องมือจากปืนเป็นกล้อง
ในวันที่กล้องคล้ายเป็นอาวุธ ที่มีอานุภาพสูง สามารถสร้างหรือทำลายได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ ดูเหมือนสิ่งที่ถือในมือจะสำคัญน้อยกว่า “ทัศนะ” หากใจยังอยาก “พิชิต” สัตว์ร้ายให้ได้สักตัว
กล้องในมือและภาพสวยงามคงไม่ได้ช่วยให้สัตว์ป่ามีชีวิตที่ดีขึ้นสักเท่าไร
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมยังเชื่อในความคิดนั้น แม้จะรู้ดีว่าโลกไม่ได้แบ่งทุกสิ่งออกเป็นสีขาวและดำ และคนเองก็ไม่ได้มีความหมายอยู่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเสมอไป
กล้องเป็นเช่นเดียวกับปืนที่มีหน้าที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ แต่สำหรับผม ในฐานะคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่กับสัตว์ป่า การเลือกถือกล้องแทนปืน คือการเลือกว่าจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตอื่นบนโลกใบนี้อย่างไร
กล้องทำให้ผมเข้าใจสัตว์ป่า รู้จักชีวิตและรับบทเรียนจากพวกมัน
ผมนึกถึงเรื่องนี้บ่อย ในขณะที่เครื่องมืออย่างปืนทำให้ชีวิตหยุดลง กล้องทำให้ชีวิตหนึ่งดำเนินต่อไป
ผมใช้ภาพถ่ายนำสิ่งที่ได้พบเห็นกลับมาบอกเล่าแก่ผู้คนที่ไม่เคยเข้าไปถึงตรงนั้น
คงไม่ได้หมายความว่าภาพถ่ายจะช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้ทุกครั้ง หรือภาพหนึ่งภาพจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ในทันที
แต่ผมเชื่อว่า การทำให้ใครสักคนมองเห็นคุณค่าของชีวิตที่ไม่เคยรู้จัก อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการเปลี่ยนแปลง
ผมเชื่อว่า สิ่งที่กำลังจะสูญหายไปพร้อมกับสัตว์หลายชนิด คือความสามารถของคนที่จะคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น
ผมทำงานในป่ามานานพอสมควร ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นคือ การรบกวนสัตว์ป่า ถ้าการได้ภาพที่ดีต้องแลกกับการรบกวนสัตว์ตัวหนึ่ง ผมจึงต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมีความหมายมากพอที่จะทำให้ชีวิตอีกชีวิตดีขึ้นหรือต้องเปลี่ยนแปลง
เพราะกล้องก็กลายเป็นเครื่องมือรบกวนชีวิตได้เช่นกัน หากคนที่ถือมันลืมไปว่า สิ่งตรงหน้าไม่ใช่วัตถุสำหรับสร้างผลงาน แต่เป็นชีวิต
ในวันที่ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ผลประโยชน์ และอำนาจ แม้แต่บนถนน ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
ความรุนแรงไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวินาทีที่อาวุธถูกใช้ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เราหยุดมองเห็นความเป็นชีวิตของผู้อื่น วันที่เราเชื่อว่าชีวิตของอีกฝ่ายมีคุณค่าน้อยกว่าชีวิตของเรา และวันที่เราเห็นความแตกต่างเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำลายกัน ปืนเป็นเพียงปลายทางของความคิดที่ก่อตัวอยู่ภายในใจมานานแล้ว
อีกทั้งกล้องก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือวิเศษที่จะทำให้คนถือมันเป็นคนดีขึ้น

ผมเคยคิดว่า การเลือกถือกล้องแทนปืนเป็นเพียงการเลือกเครื่องมือสำหรับทำงาน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมรู้สึกได้ว่า มันเป็นการเลือกเส้นทางเดินของชีวิตด้วย
ผมไม่ได้ช่วยสัตว์ป่าทุกตัวที่กำลังเผชิญอันตรายหรอก
ภาพถ่ายของผมไม่สามารถหยุดยั้งการล่า ไม่อาจเรียกคืนผืนป่าที่หายไป และไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งของคนยุติลง
แต่ผมยังอยากใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือ บันทึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตหนึ่งอยู่ตรงนั้น
พวกมันเคยมีโลกของตัวเอง
ในวันที่โลกยังมีคนเลือกใช้กำลัง ยังมีคนเชื่อว่าการทำลายเป็นหนทางไปสู่ชัยชนะ
ผมเชื่อว่ายังมีทางเลือกอื่นอยู่เสมอ
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ แต่เราเลือกได้ว่าจะใช้มือนั้นถืออะไร
สำหรับผม กล้องไม่ใช่เพียงเครื่องมือบันทึกภาพ
หากเป็นสิ่งเตือนใจว่าผมมีทางเลือก
ผมเชื่อในสิ่งที่เคยเขียนไว้ “หากกล้องเป็นเครื่องหมายของชีวิต ปืนคือสิ่งทำลายล้าง ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้ ผมหวังว่าอย่างน้อยที่สุด ผมคงไม่ได้เลือกผิด”
ในวันที่มีคนถือกล้องและมีภาพล้นโลก
ภาพและเรื่องราวต่างๆ ปรากฏทั่วโลกในเสี้ยววินาที
อานุภาพของภาพและความเร็วในการเผยแพร่ของมันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
มีคนจำนวนไม่น้อย “เกิด” เพราะภาพ
ขณะเดียวกัน หลายคนก็ตาย “ไร้ชีวิต ทั้งที่ยังมีลมหายใจ”
เวลาผ่านมานานแล้วตั้งแต่ผมเขียนงานเรื่อง “กล้องกับปืน”
ผมยังคงเชื่อเช่นนั้น ยังเชื่อในสิ่งที่เลือกถือ ไม่ใช่เพราะผมเปลี่ยนโลกได้
แต่เพราะผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายมัน…
