Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ย้อนรอยประวัติศาสตร์
อาวุธชีวภาพสุดสยอง (4)
เหตุก่อการร้ายชีวภาพหลัง 11 กันยายน ทางการสหรัฐพยายามสอบสวนหาต้นตอผู้ก่อการร้ายที่ส่งเชื้อแอนแทรกซ์โจใตีเหยื่ออยู่หลายปี เชิญนักจุลชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญอาวุธชีวภาพตัวท็อปของประเทศมาร่วมกระบวนการสอบสวน พยายามเก็บหลักฐานว่ามีใครที่จะสามารถเข้าถึงเชื้อเหล่านี้ได้ มีความสามารถมากพอจะเพาะเลี้ยงแอนแทรกซ์ทำสปอร์ผง และมีแรงจูงใจให้ก่อเหตุ
หลักฐานการวิเคราะห์ดีเอ็นเอบ่งชี้ว่าเชื้อที่อยู่ในผงนี้เป็นแอนแทรกซ์ชนิด Ames stain ซึ่งถูกคัดแยกจากวัวในมลรัฐเท็กซัสตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980s ถูกส่งมาเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยการแพทย์ทหาร ณ Fort Detrick มลรัฐแมรีแลนด์ก่อนจะถูกแจกจ่ายไปยังสถาบันอื่นๆ
สายพันธุ์นี้เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์รุนแรงมักถูกใช้เป็นเชื้อต้นแบบสำหรับการพัฒนาอาวุธและการวิจัยสร้างวัคซีนของสหรัฐ เนื่องจากการเข้าถึงเชื้อนี้ถูกควบคุมแน่นหนา มีศูนย์วิจัยเพียงสิบกว่าแห่งที่มีเชื้อตัวนี้ในครอบครอง
ดังนั้น ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติอย่างอัลกออิดะฮ์ไม่น่าเข้าถึงได้ และที่สำคัญคือ พวกนี้พอก่อเหตุแล้วก็มักจะออกมาเคลมผลงานอย่างภาคภูมิใจ แต่รอบนี้ไม่ได้มีใครพูดอะไรออกมา
นักวิจัยตัวท็อปที่ทำงานเกี่ยวกับเชื้อแอนแทรกซ์ของอเมริการวมทั้งที่ถูกเชิญมาอยู่ในทีมสอบสวนเองก็เลยกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
หนึ่งในคนที่โดนหนักสุดอย่าง Steven Hatfill ถูกจับเข้าเครื่องจับเท็จสอบเค้นหนัก ถูกเอฟบีไอตามสะกดรอย ดักฟังโทรศัพท์ บุกค้นบ้านและถูกนักข่าวขุดคุ้ยประวัติกันวุ่นวายอยู่ถึงหกปี เพียงเพราะมีคนตั้งข้อสังเกตว่ากินยาปฏิชีวนะเข้าไปเยอะช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการก่อเหตุ (ซึ่งภายหลักพบว่าเขาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมาตอนนั้น)
หลังจากพ้นข้อกล่าวหา Hatfill ฟ้องร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลจนได้เงินชดเชยมาเกือบหกล้านเหรียญสหรัฐ

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
เชื้อแอนแทรกซ์ที่ได้จากเหยื่อรายแรก (Robert Steven) ถูกส่งไปถอดรหัสจีโนมที่ The Institute of Genome Research (TIGR) ตอนปลายปี 2001 และผลวิเคราะห์จีโนม B. anthracis ตัวแรกนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science ตอนต้นปี 2002
ผลการถอดรหัสและเปรียบจีโนม B. anthracis อีกหลายพันตัวอย่างจากทุกแล็บที่เกี่ยวข้องกับ Ames Strainหลังจากนั้นบ่งชี้ว่าเชื้อแอนแทรกซ์ในซองจดหมายน่าจะมีที่มาจากขวดเพาะเชื้อรหัส RMR-1029 ของห้องแล็บที่ Fort Detrick และหัวหน้าแล็บผู้ครอบครองเชื้อขวดนี้มาตั้งแต่ช่วง 1990s ก็คือ Bruce Ivins นักจุลชีววิทยา นักพัฒนาวัคซีนผู้อยู่ประจำที่ศูนย์นี้มาร่วมยี่สิบปี และเป็นอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมืออาวุธชีวภาพที่อยู่ในที่สืบค้นความจริงกรณีก่อการร้ายด้วยเชื้อแอนแทรกซ์มาตั้งแต่ต้น
เพื่อนนักวิจัยของ Ivins ต่างตกใจกับการค้นพบนี้ จากที่รู้จักกันมาเขาก็ดูเป็นคนขยัน ตั้งใจทำงาน แฟมิลี่แมนที่สนุกสนานเฮฮา
เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่าในหมู่นักวิจัยยังเคยคุยกันทีเล่นทีจริงอยู่เลยว่าในบรรดาพวกเราสิบกว่าคน ใครกันนะที่น่าจะเป็นคนร้าย
Ivins ยังเคยพูดติดตลกว่าเขาเองน่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ
อีกหลักฐานสำคัญคือการเพาะเชื้อทำสปอร์แบบที่ส่งในจดหมายต้องความชำนาญพิเศษ ใช้เวลาเตรียมเลี้ยงและทำให้แห้งนานนานหลายชั่วโมง
จากบันทึกการทำงานในห้องแล็บก็ปรากฏว่า Ivins ดันเป็นคนที่อยู่ในแล็บยาวนานผิดสังเกตในช่วงเวลาก่อนที่จะจดหมายบรรจุเชื้อแอนแทรกซ์จะถูกส่งออกไป
ส่วนเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุทางเอฟบีไอก็ตั้งข้อสงสัยไปต่างๆ นานาตั้งแต่การสร้างสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนวิจัยวัคซีนแอนแทรกซ์ของเขาถูกตัด หรือไม่ก็เรื่องโอกาสหาผลกำไรจากสิทธิบัตรวัคซีนที่เขาถืออยู่
กระนั้นในความเห็นของเพื่อนร่วมงานหลักฐานพวกนี้ถือว่าอ่อนมาก นักวิจัยจากอีกหลายแล็บก็ทำงานกับเชื้อต่อได้รับมาจากขวด RMR-1029 ของ Ivins เรื่องที่ทำแล็บดึกผิดปกตินี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในชีวิตการทำงานของนักวิจัยอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องแรงจูงใจก็ไม่ได้เป็นไปได้เพราะทีมวิจัยของ Ivins ยังได้เงินสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอมาตลอด ผลกำไรจากสิทธิบัตรก็มีส่วนแบ่งตกถึงมือนักวิจัยนิดเดียวที่เหลือไปอยู่ที่สถาบันหรือบริษัทยามากกว่า
ระหว่างถูกเอฟบีไอไล่จี้สอบสวน Ivins เครียดจัดกลายเป็นเก็บตัวและดื่มหนักจนต้องไปพบจิตแพทย์ คุยไปก็บ่นไปแถมมีพูดถึงว่าจะใช้ความรุนแรงตอบโต้การล่าแม่มดครั้งนี้
วันหนึ่งเจ้าหน้าที่บุกไปค้นบ้านของเขาและเจอเสื้อเกราะพร้อมกระสุนสองร้อยกว่านัดก็ยิ่งทำให้ดูน่าสงสัยขึ้นไปใหญ่

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
26 กรกฎาคม 2008 Ivins พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาแก้ปวดเกินขนาดและเสียชีวิตสองวันให้หลัง
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาจากนั้นกระทรวงยุติธรรมก็ออกมาแถลงการสรุปว่าการก่อเหตุปล่อยเชื้อแอนแทรกซ์เป็นฝีมือของ Ivins ทั้งหมด
ส่วนทางเอฟบีไอรีบปิดคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนอะไรต่อ
อย่างไรก็ตาม เพื่อนร่วมงานของเขาและในทีมสอบสวนเองก็ยังมีหลายคนที่เคลือบแคลงใจว่าหลักฐานที่ทางการสรุปมายังถือว่าอ่อนมาก
พฤติกรรมประหลาดของเขาช่วงหลังๆ รวมทั้งการติดสินใจจบชีวิตตัวเองอาจจะเป็นผลของแรงกดดันจากเอฟบีไอไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตที่จะเป็นแรงจูงใจให้เขาไปก่อการร้ายตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
ที่สำคัญคือเรื่องนี้ยังไม่ได้เข้าไปถึงชั้นศาล ยังไม่ได้มีการยกหลักฐานทั้งฝั่งสนับสนุนและคัดค้านมากางเทียบกันโดยตรง
เอฟบีไอแค่ลำเอียงเลือกเอาแต่หลักฐานที่ตรงกับสมมุติฐานตัวเองแต่งเป็นเรื่องเท่านั้นเอง
ดังนั้น คนร้ายตัวจริงอาจจะยังลอยนวลอยู่ก็เป็นได้
เหตุก่อการร้ายนี้ทำให้เรารู้ถึงความเปราะบางของระบบ แม้แต่การจู่โจมโดยผู้ก่อการร้ายที่อาจจะทำงานคนเดียวยังส่งผลกระทบที่ร้ายแรงและยาวนานแบบนี้
ตอนหน้าเราจะมาดูเรื่องกลยุทธ์การรับมืออาวุธชีวภาพของทางการ ต่อด้วยการใช้ไบโอเทคการพัฒนาและต่อต้านการก่อการร้าย

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
