สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
นํ้าท่วมใหญ่ในปี 2565 ไม่รุนแรงและยาวนานเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 ตามข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำระบุว่า เป็นปีที่ประเทศไทยมีฝนตกหนักมากกว่าปกติราวๆ 23 เปอร์เซ็นต์ และตกหนักมากกว่าปี 2554 เสียด้วยซ้ำ จะต่างกันตรงที่ปี 2565 ฝนตกหนักก็จริงแต่ตกกระจาย ไม่กระจุกบริเวณภาคเหนือเหมือนปี 2554
ปี 2565 มีพายุเพียงลูกเดียวที่มีทิศทางพุ่งมาประเทศไทย คือพายุไต้ฝุ่นโนรู ก่อตัวเมื่อวันที่ 20 กันยายน แปลงสภาพเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแต่อ่อนกำลังเมื่อเคลื่อนตัวมาถึงฝั่งชายแดนลาว และเป็นเพียงดีเปรสชันเมื่อเข้าอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ถึงกระนั้น มวลน้ำที่เกิดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้ถล่มจังหวัดอุบลฯ เสียหายหนักสุดในรอบ 43 ปี
ฤทธิ์ของโนรูยังทำให้พื้นที่ภาคอีสานและพื้นที่อื่นๆ ได้รับความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมราว 12 ล้านไร่ ครอบคลุม 68 จังหวัด 619 อำเภอ มูลค่าความเสียหายราว 3 หมื่นล้านบาท กระทบกับจีดีพี 0.2 เปอร์เซ็นต์ แต่นำไปเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ได้ เพราะทิ้งห่างกันถึง 12.8%
ในแง่มุมของการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโลก พายุไต้ฝุ่นโนรูเป็นอีกลูกที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นจากหย่อมความกดอากาศต่ำในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 20 กันยายน แล้วยกระดับมาเป็นพายุดีเปรสชันและเป็นพายุโซนร้อนในวันเดียวกัน อีก 4 วัน พายุโซนร้อนโนรูทวีกำลังอย่างรวดเร็วขณะเข้าใกล้เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ความเร็วลมสูงสุดใน 10 นาที เพิ่มขึ้นสูงอยู่ที่ 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขึ้นฝั่ง โนรูมีความเร็วลมสูงสุด 195 กม./ชม. กลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นโนรู
ตามภาพถ่ายดาวเทียมของศูนย์เตือนภัยพายุร่วมของสหรัฐอเมริกาหรือ JTWC (Joint Typhoon Warning Center) พบว่า การเคลื่อนตัวของพายุเป็นไปอย่างช้าๆ ผ่านสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้พายุทวีความรุนแรง ทั้งจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น การเปลี่ยนแปลงความเร็วลมในแนวดิ่งต่ำ
ภาพอินฟราเรดของ JTWC แสดงให้เห็นมวลกระแสลมดึงเอาความร้อนจากผิวน้ำทะเลขึ้นไปในใจกลางเมฆและยอดเมฆ ซึ่งมีอุณหภูมิที่ต่างกันถึง – 82 องศาเซลเซียส ขณะนั้นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส
น้ำทะเลยิ่งร้อนมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดความชื้นสูงเติมพลังให้พายุมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมีพลังแรงมากขึ้น พายุไต้ฝุ่นแปลงสภาพกลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น
พายุโนรูเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอนลงสู่ทะเลจีนใต้ ในวันที่ 25 กันยายน ทางการฟิลิปปินส์หยุดประกาศเตือนภัยเนื่องจากตาของพายุ หรือ Eye of the storm หายไปจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่จู่ๆ ในวันที่ 27 กันยายน พายุลูกนี้กลับมารวมตัวใหม่เหนือทะเลจีนใต้ ทวีความรุนแรงจนเทียบกับซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 4 มีความเร็วสูงสุด 175 กม./ชม. พุ่งใส่พื้นที่ตอนกลางของเวียดนามและลาว สร้างความเสียหายอย่างมาก ส่วนฝั่งอีสานและภาคเหนือของไทยเจอแค่หางพายุ แต่ก็สร้างความเสียหายยับเยินเช่นกัน
เดือนตุลาคม ปี 2565 พายุโซนร้อนเนสาทเคลื่อนตัวในบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน บริเวณเกาะไหหลำ แต่อิทธิพลของพายุลูกนี้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก จังหวัดภูเก็ตเจอฝนถล่มต่อเนื่องหลายวันจนทำให้น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 50 ปี
ปี 2567 มีพายุโซนร้อนซูลิกเคลื่อนตัวเข้าสู่ไทยเพียงลูกเดียว แต่ระดับความรุนแรงของ “ซูลิก” น้อยกว่า “โนรู” นอกจากนั้น ยังมีพายุอีก 15 ลูกที่ไม่ได้พุ่งเข้าไทยตรงๆ ส่วนใหญ่สลายตัวบริเวณเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม หรือเมียนมา กระนั้นก็มีผลกระทบกับไทยไม่น้อย โดยเฉพาะพายุไต้ฝุ่น “ยางิ”
พายุยางิตั้งต้นจากบริเวณความกดอากาศต่ำ ใกล้ๆ ประเทศปาเลา ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 วันถัดมาก่อตัวเป็นพายุดีเปรสชัน แล้วพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน ก่อนยกระดับเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ความเร็วลมสูงสุด 150 กม./ชม. เมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์
วันที่ 4 กันยายน พายุลูกนี้เคลื่อนเข้าสู่เกาะฮ่องกง ด้วยความเร็วลม 250 กม./ชม. เป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ยางิ” ระดับที่ 5 ทางการฮ่องกงระบุว่า เป็นไต้ฝุ่นที่มีระดับความรุนแรงที่สุดลูกที่ 2 ถล่มฮ่องกงนับตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา
ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ยางิ” ยังมีฤทธิ์เดชระหว่างเคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำและพุ่งใส่ชายฝั่งเวียดนาม ก่อนอ่อนกำลังลงและสลายตัวในวันที่ 8 กันยายนบริเวณพื้นที่รอยต่อเมียนมา ลาว และตอนเหนือไทย
“ยางิ” มีพลังสุดๆ ระหว่างผ่านทะเลจีนใต้ซึ่งมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงถึง 30.7 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในช่วงเดียวกันเกือบ 2 องศาเซลเซียส สาเหตุที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงก็มาจากภาวะโลกเดือด

หอสังเกตการณ์ของฮ่องกง (Hong Kong Observatory) สรุปภาพรวมความเสียหายจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ ไล่มาตั้งแต่ฟิลิปปินส์ จีน เวียดนาม ลาว เมียนมา จนถึงไทย ดังนี้
ที่ฟิลิปปินส์มีผู้เสียชีวิต 21 คน สูญหาย 26 คน ได้รับความเดือดร้อน 3 ล้านคน บ้านเรือนพังเสียหาย 7,000 หลัง มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหาย รวม 2,600 ล้านเปโซ หรือราว 1,400 ล้านบาท
ที่มณฑลกวางตุ้ง เกาะไหหลำของจีน มีผู้ได้รับผลกระทบ 2.7 ล้านคน อพยพออกจากพื้นที่ 450,000 คน มีผู้เสียชีวิต 4 คน บ้านพัง 32,000 หลัง มูลค่าความเสียหายราว 4 หมื่นล้านบาท
ที่เวียดนาม ได้รับความเสียหายจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิหนักสุด มีผู้เสียชีวิต 323 คน สูญหาย 22 คน ผู้ได้รับผลกระทบ 3.6 ล้านคน บ้านพัง 280,000 หลัง มูลค่าความเสียหายราว 810,000 ล้านดอง ตกราวๆ 1,000 ล้านบาท
ที่ลาว เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน ได้รับความเดือดร้อน 180,000 คน เสียหายทางเศรษฐกิจ 25 ล้านบาท
ที่เมียนมา มีผู้เสียชีวิต 113 คน อพยพประชาชนไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 320,000 คน
ส่วนที่ไทยนั้น แม้ว่าไต้ฝุ่นยางิสลายตัวตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน แต่ยังมีฝนตกหนักบริเวณตอนบนของจังหวัดเชียงรายและชายแดนเมียนมา มวลน้ำไหลทะลักลงสู่แม่น้ำสายทั้งเร็วแรง ท่วมถล่มบ้านเรือนในอำเภอแม่สายอย่างหนักหน่วง ระดับน้ำสูงถึง 2 เมตร ผู้คนหนีตายกันจ้าละหวั่น บางคนหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาหรือหาที่เกาะเกี่ยวตัวเอาไว้ไม่ให้กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดลอยไป
ศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ 8.5 ล้านไร่ ความเสียหาย 46,500 ล้านบาท หรือราว 0.27% ของจีดีพี
ปี 2568 เป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมแล้ว 7 ลูก พายุลูกแรกเป็นพายุโซนร้อน “วิภา” ในช่วงระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม อ่อนกำลังเมื่อถึงฝั่งเวียดนาม แต่ยังส่งอิทธิพลทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของไทย
ที่จังหวัดน่าน เจอน้ำท่วมหนักหน่วง แม้ว่าชาวน่านเตรียมแผนรับมือน้ำทั้งยกของขึ้นที่สูง วางกระสอบทรายกั้น แต่ฝนตกหนักทั้งคืนในลุ่มน้ำน่านตอนบน ปริมาณน้ำแค่ 24 ชั่วโมง เกือบ 300 มิลลิเมตร สูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับสถิติปริมาณน้ำฝนในจังหวัดน่านทั้งเดือนของกรกฎาคมเฉลี่ยอยู่ที่ 232.98 มม.เท่านั้น
ฝนที่ตกในพื้นที่จังหวัดน่านจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” จึงเปรียบเป็นฝน 1,000 ปี เพราะโอกาสที่จะเกิดฝนตกขนาดนี้ ตามหลักสถิติมีเพียง 0.1%
เหตุการณ์น้ำท่วมน่านและพื้นที่ภาคเหนือเพิ่งผ่านไปหมาดๆ มาปลายเดือนสิงหาคม พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” เฉียดใกล้ๆ ไทยทำให้เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมซ้ำจังหวัดน่านอีกรอบ
ต้นเดือนพฤศจิกายน พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ถล่มใส่ฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิตเกือบ 200 คน และพุ่งเข้าตอนกลางของเวียดนาม คร่าชีวิตอีก 50 คน ก่อนสลายตัวในเวลาต่อมา อิทธิพลของพายุลูกนี้ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของไทย
ปริมาณน้ำมีมากเกินความจุของเขื่อนหลายเขื่อนต้องเร่งระบายออก ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่ท้ายเขื่อน
ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน ร่องฝนและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงพาดผ่านพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกิดฝนตกอย่างหนักหน่วง ปริมาณน้ำฝนวัดได้สูงสุด 630 มม. ถือว่าเป็นปริมาณฝนสะสมหนักสุดในรอบ 300 ปี
มวลน้ำทะลักใส่ตัวเมืองหาดใหญ่อย่างรวดเร็วเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ และเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ประชาชนตั้งรับไม่ทัน เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมภาคใต้ 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของจีดีพี
มหาอุทกภัยหาดใหญ่ในปี 2568 เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 หลังจากเคยเกิดขึ้นและเสียหายอย่างหนักในปี 2531, 2543 และปี 2553 จึงเกิดคำถามดังกระหึ่มว่า แผนรับมือกับภัยพิบัติของประเทศนี้ทำไมจึงล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
