ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ความลับของ ‘ความลับ’
กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
คราวที่แล้ว เราได้อธิบายถึงการนิยามในทางตรรกวิทยาโดยทั่วไปแล้วว่า การนิยามแบ่งออกเป็นห้าประเภท ซึ่งเราได้พิจารณากันไปแล้วสามประเภท นั่นก็คือ หนึ่ง การนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรม (lexical definition) ตามด้วย สอง การนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่ (stipulative definition) และสาม การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น (precising definition)
ต่อไปเราจะมาพิจารณาการนิยามอีกสองประเภทที่เหลือ

การนิยามประเภทที่สี่คือ การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎี (theoretical definition) คือ เป็นการนิยามที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับทฤษฎีหรือระบบความคิดบางอย่าง กล่าวคือ เราไม่ได้เพียงแต่อธิบายว่าคำคำหนึ่งถูกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร แต่พยายามอธิบายปรากฏการณ์หรือแนวคิดนั้นภายใต้กรอบทฤษฎีเฉพาะบางอย่าง คำนิยามจึงทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายโลก
ตัวอย่างที่ชัดเจนส่วนใหญ่พบได้ในวิทยาศาสตร์ เช่น แนวคิดเรื่องแรงในกลศาสตร์ของนิวตัน เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวล และความเร่ง เราไม่ได้เพียงแค่บอกความหมายตามภาษาทั่วไปของการใช้คำว่า “แรง” แต่กำลังวางแนวคิดดังกล่าวไว้ภายในระบบทฤษฎีฟิสิกส์ การจะตัดสินว่าการนิยามหรือคำอธิบายเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ จึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะตัวนิยามอย่างเดียวได้ แต่ต้องพิจารณาทฤษฎีที่นิยามนั้นเป็นส่วนประกอบด้วย
ลักษณะนี้เองจึงทำให้การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีแตกต่างจากการนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ การนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรมถามว่า “คำนี้ใช้กันอย่างไร” แต่การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีจะถามในลักษณะที่ว่า “เราควรเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างไรภายใต้ทฤษฎีหนึ่ง”
ด้วยเหตุนี้ การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีจึงปรากฏอย่างแพร่หลายในวิทยาศาสตร์และปรัชญา ตัวอย่างเช่น เมื่อปรัชญาจิตนิยาม “ความเจ็บปวด” ในฐานะสภาวะทางกายภาพ หรือในฐานะสภาวะเชิงโครงสร้างหน้าที่ ความแตกต่างระหว่างนิยามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความแตกต่างทางภาษา แต่สะท้อนความแตกต่างของทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตด้วย
ดังนั้น ความถูกต้องของการนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีจึงสัมพันธ์กับความสมเหตุสมผลของทฤษฎีที่นิยามนั้นเป็นส่วนหนึ่งด้วย หากทฤษฎีหนึ่งได้รับการยอมรับ การนิยามที่อยู่ภายในทฤษฎีนั้นก็อาจมีพลังในการอธิบายสูง แต่หากทฤษฎีนั้นถูกปฏิเสธ การนิยามที่ผูกติดอยู่กับทฤษฎีก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย
กล่าวได้ว่า การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีนั้นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการ “บอกความหมาย” แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างกรอบความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ต่างหาก
การนิยามประเภทสุดท้ายคือ การนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูง (persuasive definition) ซึ่งเป็นการนิยามที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อปรัชญาภาษา การเมือง จริยศาสตร์ และการวิเคราะห์วาทกรรม เพราะนิยามประเภทนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพียงเพื่อทำให้ความหมายชัดเจน แต่มีเป้าหมายที่จะชักจูงทัศนคติของผู้ฟังหรือผู้อ่านต่อสิ่งที่ถูกนิยามด้วย
ตัวอย่างเช่น หากใครนิยามว่า “ภาษีคือวิธีการที่รัฐใช้เพื่อขูดรีดเงินจากประชาชน” ประโยคดังกล่าวมิได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่าภาษีคืออะไร แต่บรรจุทัศนคติเชิงลบไว้ในตัวนิยามอยู่แล้ว ในทางกลับกัน หากใครนิยามว่า “ภาษีคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสรรค์สังคม” นิยามนี้ก็สามารถสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อสิ่งเดียวกันได้
ทั้งสองประโยคอาจกำลังพูดถึง “ภาษี” เหมือนกัน แต่เลือกใช้คำที่มีน้ำหนักทางอารมณ์และคุณค่าแตกต่างกัน
การนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูงจึงเป็นจุดที่ภาษาและการโน้มน้าวความคิดนั้นมาบรรจบกันพอดี โดยเฉพาะคำที่มีความหมายเชิงการประเมินคุณค่า เช่น “เสรีภาพ” “ประชาธิปไตย” “ความยุติธรรม” “ลัทธิคอมมิวนิสต์” “ความรักชาติ” หรือ “การก่อการร้าย” ฯลฯ การนิยามคำเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องทางภาษาอย่างเดียว เพราะทันทีที่เรากำหนดว่าอะไรอยู่ภายใต้คำดังกล่าว เราก็อาจกำลังบอกผู้ฟังไปพร้อมกันว่าสิ่งนั้นควรถูกมองอย่างไร
ตรงลักษณะนี้นี่เองที่ทำให้การนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูง มีความสำคัญอย่างมากต่อการวิเคราะห์ภาษาทางการเมืองและสื่อสารมวลชน เพราะในการถกเถียงทางสังคม ผู้พูดอาจไม่ได้โต้แย้งกันที่ข้อเท็จจริงโดยตรง แต่อาจกำลังพยายามแย่งชิงอำนาจในการกำหนดความหมายของคำ ตัวอย่างเช่น หากฝ่ายหนึ่งเรียกบุคคลกลุ่มหนึ่งว่า “ผู้ประท้วง” ขณะที่อีกฝ่ายเรียกว่า “ผู้ก่อความวุ่นวาย” ทั้งสองคำอาจไม่ได้เป็นเพียงการอธิบายพฤติกรรม แต่ยังวางกรอบให้ผู้ฟังมีท่าทีต่อบุคคลกลุ่มนั้นแตกต่างกัน
ดังนั้น การวิเคราะห์ การนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูง จึงช่วยให้เราเห็นว่า การนิยามสามารถเป็นการกระทำทางภาษาเพื่อสร้างทัศนคติได้ด้วย
เมื่อพิจารณานิยามทั้งห้าประเภทโดยรวม จะเห็นว่าความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่หน้าที่ของการนิยาม มากกว่ารูปแบบทางไวยากรณ์ของประโยค กล่าวคือ ประโยคเดียวกันอาจดูเหมือนเป็นเพียงการบอกความหมาย แต่เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของผู้พูด เราอาจพบว่ามันกำลังทำหน้าที่แตกต่างกัน
การนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรมนั้น รายงานการใช้คำที่มีอยู่แล้ว
การนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่นั้น ได้กำหนดความหมายเพื่อให้คำถูกใช้ในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนการนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้นนั้น ได้ทำให้ขอบเขตของคำที่คลุมเครือมีความชัดเจนแม่นยำขึ้น
สำหรับการนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีนั้น ได้อธิบายแนวคิดภายใต้กรอบทฤษฎีบางอย่าง
และการนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูงนั้น ใช้การนิยามเพื่อสร้างหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้ฟังนั่นเอง

หากเราพิจารณาการนิยาม “การเลือกตั้งโดยลับ” ของศาลรัฐธรรมนูญโดยทั่วไปก็น่าจะใกล้เคียงกับ การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้นมากที่สุด เพราะว่า “การเลือกตั้งโดยลับ” หมายถึง “การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข” ในกรณีนี้ศาลไม่ได้สร้างคำว่า “ลับ” ขึ้นมาใหม่ แต่กำลังกำหนดขอบเขตว่าแค่ไหนจึงจะถือว่า “ลับ” นี่เป็นลักษณะของการขีดเส้นหรือตีกรอบขอบเขตของความหมายให้กับคำที่มีความหมายกว้างมากขึ้น เช่น บัตรเลือกตั้งที่มี QR code แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเลือกอะไรก็ยังถือว่า “ลับ” อยู่ ศาลฯ นิยามคำว่า “ลับ” โดยการเพิ่มเงื่อนไขว่า “ความลับไม่จำเป็นต้องเป็นความลับอย่างสมบูรณ์ตลอดกาล” หากมีระบบตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดก็ยังอยู่ในขอบเขตของ “การเลือกตั้งโดยลับ” ได้
จุดนี้ค่อนข้างตรงกับความหมายของการนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตของคำให้ชัดเจนแม่นยำ และยอมให้ความหมายในบริบทมีความละเอียดเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ หากพิจารณา “ลับแบบมีเงื่อนไข” ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็จะพบว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” นั้นก็มีลักษณะของ การนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎี ด้วยเช่นกัน เพราะว่าศาลไม่ได้เพียงแต่บอกว่า “ลับ หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เท่านั้น แต่ศาลฯ ได้อธิบายถึงทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังว่าความลับในการเลือกตั้งควรสัมพันธ์กับหลักอื่นอย่างไรด้วย
ตามรายงานคำวินิจฉัย ศาลแยกแนวคิดออกเป็น “ลับโดยบริบูรณ์” คือเป็นการเลือกตั้งที่ลับโดยไม่สามารถเชื่อมโยงบัตรกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้ และ “ลับโดยมีเงื่อนไข” นั้นเป็นการเลือกตั้งที่ยังคงรักษาความลับ แต่บัตรอาจมีรหัส หมายเลข หรือ QR code ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบ และอาจตรวจสอบย้อนกลับได้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ จากนั้นศาลก็วาง “ความลับ” ไว้สัมพันธ์กับอีกหลักหนึ่ง นั่นก็คือ “ความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง” (electoral integrity)
จะเห็นได้ว่า ลักษณะตรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรายงานว่า “คนทั่วไปใช้คำว่าลับอย่างไร” แต่เป็นการเสนอทฤษฎีหรือมโนทัศน์ว่า “ความลับในการเลือกตั้ง” ทำงานอย่างไรในระบบเลือกตั้ง การนิยามลักษณะนี้ของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีลักษณะของการนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎีโดยแท้
สิ่งที่น่าสนใจหรือน่าตั้งคำถามมากไปกว่านั้นก็คือ ศาลฯ กำลัง “นิยาม” หรือกำลัง “กำหนดเกณฑ์” กันแน่ เพราะในทางตรรกวิทยา เราต้องแยกให้ได้ว่า
(ก) ศาลฯ บรรยายความหมายเดิมของคำว่า “ลับ”
หรือ (ข) ศาลฯ กำหนดความหมายเฉพาะของคำว่า “ลับ” สำหรับรัฐธรรมนูญ
ข้อความสองอย่างนี้มีนัยความหมายไม่เหมือนกัน เพราะถ้าเป็นข้อความ (ก) นั้นจะใกล้เคียงกับการนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรม คือศาลฯ กำลังบอกว่า “จริงๆ แล้วคำว่า ‘การเลือกตั้งโดยลับ’ หมายถึงแบบนี้”
แต่ถ้าเป็นข้อความ (ข) นั้นจะใกล้เคียงกับการนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่ หรือการนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น กล่าวคือ สำหรับวัตถุประสงค์ของการใช้คำนี้ในบริบทของรัฐธรรมนูญ เราจะถือว่า ‘ลับ’ มีขอบเขตเช่นนี้
ดังนั้น คำถามสำคัญคือ ศาลฯ กำลัง “ตีความความหมาย” ของคำว่า “ลับ” หรือกำลัง “สร้างกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย” สำหรับสิ่งที่จะถือว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับ
โดยสรุป การนิยาม “การเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีลักษณะเป็นการนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น ในเชิงหน้าที่
และเป็นการนิยามโดยกำหนดความหมายจากทฤษฎี ในเชิงโครงสร้างการอ้างเหตุผล
ขณะเดียวกัน มีลักษณะของการนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่ ในส่วนที่ศาลฯ กำหนดขอบเขตของคำว่า ‘ลับ’ สำหรับบริบททางรัฐธรรมนูญ และตรงนี้นำไปสู่คำถามทางปรัชญาที่น่าสนใจมากว่าศาลฯ กำลัง “บรรยาย” ความหมายของคำว่า “ลับ” ที่มีอยู่แล้ว หรือกำลัง “สร้าง” ความหมายทางรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่
จนการนิยามคำว่า “ลับ” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกลายเป็นการนิยามโดยกำหนดความหมายแบบชักจูง ให้สังคมไทยยอมรับคุณค่าบางอย่างของศาลรัฐธรรมนูญโดยที่เราไม่ทันได้เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย
