สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ตั้งแต่ต้นปี 2569 ประเทศไทยไม่มีพายุที่พัดเข้าตรงๆ บางลูกก็แค่เฉียดผ่าน หลายพื้นที่เกิดภัยแล้งฝนทิ้งช่วง คลื่นความร้อนแผ่ซ่าน อุณหภูมิพุ่งสูง อากาศร้อนจัดกระทั่งถึงกลางเดือนพฤษภาคม กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากฝนตกหนาแน่น
กระแสลมชั้นบนที่พัดปกคลุมประเทศไทยในระดับความสูง 1.5 กิโลเมตร เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ พัดนำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปกคลุมประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนลมชั้นบนระดับความสูง 10 กิโลเมตร เปลี่ยนทิศเป็นลมฝ่ายตะวันออก
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวนอย่างรุนแรง
กระแสลมและการหมุนเวียนของความชื้นในชั้นบรรยากาศผันผวนหรือไม่นั้นยังไม่มีใครชี้ชัด มีเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรตั้งแต่เดือนมิถุนายนสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดความรุนแรงระดับสูงสุดหรือที่เรียกกันว่า “very strong” ของเอลนีโญ
ปลายเดือนสิงหาคม กรมอุตุฯ รายงานว่า ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางตอนบนและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง เพิ่มความชื้นในชั้นบรรยากาศและเกิดแนวปะทะฝนในพื้นที่ตอนบนและภาคกลางของไทย
ปกติแล้วเดือนสิงหาคมยังอยู่ในช่วงกลางฤดูฝน ร่องมรสุมเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบน แต่ปี 2569 ร่องมรสุมกลับเลื่อนลงมาพาดผ่านตอนบนของไทยเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในบริเวณภาคกลาง กรมอุตุฯ ยังออกคำเตือนให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
ค่ำของวันที่ 30 สิงหาคม ฝนตกหนักในพื้นที่ จ.สระบุรี น้ำป่าจากภูเขาไหลทะลักลงสู่พื้นที่ อ.มวกเหล็กและ อ.แก่งคอยอย่างฉับพลัน
ย่างเข้าสู่เดือนกันยายน สภาพภูมิอากาศของไทยเพิ่มความผันผวนแปรปรวน พื้นที่เกือบทั่วประเทศมีฝนฟ้าคะนอง 60-80 เปอร์เซ็นต์ บางช่วงปริมาณฝนสะสมในช่วง 48 ชั่วโมงมากกว่า 200 มิลลิเมตร มีโอกาสเสี่ยงสูงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายจังหวัด
แม้จะมีฝนตกหนักและมีคำเตือนให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก อีกทั้งมีข่าวแชร์ในโลกออนไลน์ว่าจะมีมหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมงข้างหน้า แต่กรมอุตุฯ ในเวลานั้นแสดงความมั่นอกมั่นใจว่าจะไม่เกิดมหาอุทกภัย ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีพายุถล่ม ฝนที่ตกหนักเป็นเพียงฝนตามฤดูกาลเท่านั้น และปกติช่วงเดือนกันยายนมีฝนตกชุกหนาแน่นอยู่แล้ว
ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดมหาอุทกภัยมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1. ต้องมีพายุดีเปรสชั่น หรือพายุโซนร้อนพัดถล่มไทยตรงๆ 2. ร่องมรสุมมีกำลังแรงจัดและแช่ตัวเป็นเวลานาน และ 3. ฝนตกหนักรุนแรงเป็นบริเวณกว้างอย่างต่อเนื่องยาวนาน
“ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ เป็นอีกคนที่ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลเอาอยู่ ไม่มีมหาอุทกภัยในช่วงปลายเดือนกันยายน และข่าวแชร์ในโลกออนไลน์ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก
วันที่ 23-27 กันยายน ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แสดงอิทธิฤทธิ์ มีฝนตกหนักต่อเนื่องและตกแบบกระจุกตัวหรือที่เรียกกันว่า rain bomb โดยเฉพาะวันที่ 25 กันยายน ฟ้ามืดมิดฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถนนทั่ว กทม.มีน้ำเจิ่งนอง รถติดหนัก ถนนหลายสายการจราจรเป็นอัมพาตรถแทบไม่เคลื่อนตัวเป็นชั่วโมง
คืนกลางดึกวันที่ 25 กันยายน น้ำท่วมสูงจนรถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ และเวลาผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง กทม.จมบาดาล โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกที่น้ำท่วมสูงมาก ระบบระบายน้ำล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เช้าตรู่วันที่ 26 กันยายน คนไทยทั่วประเทศได้เห็นภาพความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นกลางเมืองหลวง น้ำท่วมกินบริเวณกว้าง รถเล็กใหญ่จอดเสียกลางซูเปอร์ไฮเวย์ “วิภาวดีรังสิต” ถนนเพชรบุรี ถนนอีกหลายสายกลายเป็นทางน้ำ ชาวบ้านลากเรือออกมาพายแทน
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าล้มเหลวเช่นกัน น้ำไหลทะลักท่วมพื้นที่เกือบทั่ว กทม.ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 26 กันยายน แต่ กทม.เพิ่งออกประกาศเตือนผ่านเซลล์บอร์ดแคสต์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อเวลา 09.22 น. ให้ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและออกประกาศให้ กทม.เป็นเขตประสบสาธารณภัย 50 เขต ในตอนสาย ซึ่งก็สายเกินแก้
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ใน จ.นครนายก ปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงเช่นกัน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมกว่า 30 จังหวัด
เฉพาะในกรุงเทพมหานคร น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลักหลายจุด เช่น ย่านแจ้งวัฒนะ รามคำแหง บางกะปิ มีนบุรี ร่มเกล้า ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นราว 34,000 ล้านบาท มีครัวเรือนได้รับผลกระทบราว 700,000 คน รัฐบาลต้องงัดเงินจากงบกลางปี 2569 มาช่วยเยียวยาเหยื่อ 2,000 ล้านบาท
ในพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรีนอกจากน้ำท่วมโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี ฟาร์มหมู ไร่นา กระชังปลาแล้ว ชาวปราจีนบุรียังประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรมออกมาปนเปื้อนกับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นแม่น้ำสายหลัก ปลาในกระชังลอยตายเป็นเบือ และไหลเข้าพื้นที่ไร่นา ชาวบ้านผวาไม่กล้าใช้น้ำจากแม่น้ำ
ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ใน 30 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เบื้องต้นประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท
หากนำไปเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในรอบ 15 ปีตามอินโฟกราฟิก จะเห็นได้ว่า มหาอุทกภัยในปี 2569 อยู่ในอันดับ 2 เป็นรองแค่มหาอุทกภัยปี 2554 เท่านั้น
ปี 2554 เป็นมหาอุทกภัยที่มาจากอิทธิพลของพายุ 5 ลูก ทำให้เกิดฝนตกหนักถล่มภาคเหนือและอีสาน น้ำท่วมหนักและน้ำไหลหลากลงสู่เขื่อนใหญ่ๆ อย่างเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จนน้ำทะลักล้นต้องระบายน้ำลงพื้นที่ใต้เขื่อน ธนาคารโลกประเมินความเสียหาย 1.44 ล้านล้านบาท ถือว่ามหาอุทกภัยปี 2554 เป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย หรือคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากถึง 13 ล้านคน
15 ปี ภัยพิบัติเกิดจากเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมหนักหน่วงสร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างมหาศาล มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอย่างมากถึง 8 ครั้ง นี่ยังไม่รวมเหตุการณ์น้ำท่วมรอระบายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ทั่วประเทศ
หลังเหตุมหาอุทกภัย ปี 2554 คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหลายทำอะไรไปมั่ง ถ้าทำแล้วทำไมผลลัพธ์จึงออกมาสุดห่วย ชาวบ้านเจ๊งพินาศเช่นนี้?
