bg-single

The Wife ภรรยาผู้ภักดี กับสามีผู้ตะกละตะกลาม

05.01.2019

เมื่อแรกเห็นตัวอย่าง The Wife ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ในชื่อเดียวกันของเม็ก วอลิตเซอร์ ที่ว่าด้วย โจน แคสเซิลแมน (เกล็นน์ โคลส) ภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศาสตราจารย์โจเซฟ แคสเซิลแมน (โจนาธาน ไพรส์) สามีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

แต่ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จกลับซุกซ่อนความลับบางอย่างไว้ ภายใต้ใบหน้าที่ทั้งดีใจระคนสับสนอยู่ลึกๆ ของภรรยา

และการเข้ามาของเนธาเนียล โบน (คริสเตียน สเลเตอร์) นักข่าวคนหนึ่งที่ต้องการเขียนหนังสือชีวประวัติสามีของเธอ

พร้อมทั้งขุดคุ้ยเรื่องราวสมัยเรียนของเธอ ที่ครั้งหนึ่งเคยอยากเป็นนักเขียนไปด้วยนั้น ในฐานะภรรยา เธอจะวางบทบาทและทำหน้าที่ผู้อยู่เบื้องหลังในครั้งนี้อย่างไร

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้ดูก็ไม่ผิดหวัง และเป็นไปตามที่คาด

ภายใต้เงาของสามี โจนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งในฐานะภรรยาผู้ภักดีและเป็นผู้เขียนนิยายที่ส่งผลให้สามีของเธอยืนโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า

และที่มากไปกว่านั้น คือทั้งชีวิตของเธอ เธอยอมให้สามี “กิน” อย่างตะกละตะกลาม เรียกว่ากลืนกินเธอไปทั้งตัวก็ไม่ผิด

ในบทความชิ้นนี้เราจะมาวิเคราะห์กันดูว่า “การกิน” อย่างตะกละตะกลามของสามีสื่อความหมายมากกว่าการกินปกติทั่วไปอย่างไร

https://www.youtube.com/watch?v=z8ZIxmt0e7U

ฉากการกินอย่างตะกละตะกลามนี้ เราจะเห็นได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ที่ฝ่ายสามีตื่นเต้นลุ้นผลประกาศจนนอนไม่หลับจนต้องลุกออกจากเตียงไปหาของหวานมาขบเคี้ยว

เมื่อกินเสร็จ (เลอะเคราและเปื้อนเสื้อ) และทำท่าจะนอนต่อก็เกิดอารมณ์ “อยากกิน” ภรรยาที่นอนอยู่ข้างๆ เพียงแค่ฉากนี้ ก็ทำให้เห็น “พฤติกรรม” บางอย่างผ่านปากคำลามกของสามีที่พยายามพูดปลุกเร้าภรรยาให้มีอารมณ์ทางเพศตาม ก่อนที่ในเช้าวันถัดมาเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น และบอกข่าวดีแก่เขา (และเธอที่ฟังอยู่อีกสาย) ว่าคุณโจเซฟ แคสเซิลแมน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

โจเซฟเป็นคนชอบกินมาตั้งแต่ตอนสอนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนเขาสอนวิชาวรรณกรรมในชั้นเรียน เขาชอบบิเปลือกของถั่ววอลนัทและกินไปด้วยขณะที่สอน เขามีวาทศิลป์ในการพูด โน้มน้าวให้นักเรียนในคาบฟังและคล้อยตาม “นักเขียนต้องเขียนหนังสือ วิญญาณของเขาจะหิวโหยถ้าเขาไม่เขียน”

และโจน ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักศึกษาในชั้นก็หลงใหลเสน่ห์ของเขา ซึ่งแน่นอนว่าคนชอบกินอย่างเขาถึงแม้จะมีภรรยาและลูกอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังโหยหาและ “อยากกิน” ลูกศิษย์ของตัวเอง

โจนมีพรสวรรค์ด้านการเขียน แต่ถูกทักท้วงจากนักเขียนหญิงอาชีพคนหนึ่งว่า “จะไม่มีใครมาสนใจงานของเธอ”

คำพูดดังกล่าวบั่นทอนจิตใจเธอไม่น้อย ซึ่งเห็นได้ชัดในเวลาต่อมา หลังจากที่โจเซฟเลิกกับภรรยาและมาอยู่กินกับโจน ลาออกจากงานสอนเพื่อจะมาเป็นนักเขียนอาชีพ แต่ผลงานถูกปฏิเสธและเริ่มสิ้นหวังนั้น “ฉันรักงานเขียน มันคือชีวิตของฉัน”

คำพูดดังกล่าวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความฝันของเธอจึงถูกส่งต่อให้กับสามีผู้เป็นที่รักของเธอแทน เธอใช้ความรักในงานเขียนเป็นเงาให้กับสามี ในขณะที่สามีกลายมาเป็น “พ่อบ้าน” แทน ระหว่างที่เธอปิดประตูห้องทำงานเขียนหนังสือวันละ 8 ชั่วโมง

ฉากหนึ่งหลังขึ้นรับรางวัลโนเบลเสร็จสิ้น ขณะนั่งอยู่ในงานเลี้ยงโจพูดถึงขั้นตอนการปรุงอาหารอย่างออกรสกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดน

แต่ไม่สามารถพูดถึงนิยายที่ตนเขียนได้อย่างออกรสเหมือนขั้นตอนการปรุงอาหารที่เขาถนัด

หลายครั้งเขาจึงกังวลเมื่อไม่มีภรรยาคอยอยู่เคียงข้าง นั่นจึงทำให้เราเห็นว่าทั้งการพูด การทำอาหาร และการกิน เป็นสิ่งที่เขาชำนาญและทำมาตลอดชีวิต!

(ฉากอธิบายขั้นตอนการทำอาหาร จึงออกจะกลายเป็นเรื่องขมขื่นใจไม่น้อยสำหรับภรรยาที่นั่งอยู่ด้วยกัน)

มันจึงไม่ต่างจากการค่อยๆ ตื่นจากการหลับฝันของตัวละครที่ชื่อ “เอ็ดน่า” ในนิยายเรื่อง The Awakening ของเคท โชแปง จากการเข้ามาของใครคนหนึ่งที่ได้กระตุ้นเตือนให้เธอเลือกชีวิตมากกว่าอยู่ภายใต้การครอบงำของสามี

แต่ทว่าการเข้ามาของเนธาเนียล “ผมว่าคุณอยู่ใต้เงาของคนอื่นมานานเกินไป” ก็เพียงแต่ปลุกความฝันจากอดีตที่เคยหลับใหลไปนานแล้วของเธอให้ตื่นขึ้น แต่ไม่สามารถปลดแอกให้เธอคิดเป็นขบถต่อสามีที่ “หว่านรักด้วยถ้อยคำ” ให้เธอกินมาตลอดสี่สิบปีที่อยู่ด้วยกันมาได้สำเร็จ

เธอยอมให้สามีกัดกินเธอทีละนิดตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา และทุกวันที่กินอยู่ด้วยกัน จนมีลูกด้วยกันสองคน ปัจจุบันลูกสาวคนเล็กแต่งงานและเพิ่งจะคลอดลูกหลังวันรับรางวัลโนเบลของผู้เป็นพ่อ

ส่วน “เดวิด” ลูกชายคนโตกำลังเจริญรอยตามอยากเป็นนักเขียนอย่างผู้เป็นพ่อ แต่ด้านหนึ่งเดวิดก็เป็นคนเก็บกด ไม่มั่นใจในงานเขียนของตัวเอง เมื่อพ่อวิจารณ์งานก็รับไม่ได้ และบ่อยครั้งทั้งคู่ก็มีปากเสียงกัน

สิ่งที่เดวิดเป็นน่าจะเป็นผลมาจากพ่อและแม่อย่างละครึ่ง

คนพ่อเองสมัยยังหนุ่มทะเยอทะยานอยากเป็นนักเขียน แต่ถูกภรรยาติติงงานก็พลอยหัวเสียใส่และพานอยากเลิกราไปหาแรงบันดาลใจกับหญิงคนใหม่ เธอจึงเลือกที่จะเงียบและกดเก็บอารมณ์แทน

อารมณ์ประดามีทั้งหมดจึงไประเบิดใส่ในงานเขียน เธอจึงไม่มีเวลาใส่ใจและให้ความรักกับลูกเท่าที่ควร ตลอดเวลาที่เธอปิดห้องเขียนหนังสือ สามีจะทำหน้าที่เลี้ยงดูและทำงานบ้านทุกอย่างแทน

อาจเรียกได้ว่าสามีเก็บ “เธอ” (มันสมอง-อาหารชั้นเลิศ) บำรุงไว้ (ผลิตเขียนงาน) และบำเรอตน (กามารมณ์) แต่เพียงผู้เดียว!

เราจึงเห็นภรรยาในฐานะเป็นเพียง “อาหาร” ของสามี ที่เมื่อใดเวลาหิวก็กินได้อย่างตะกละตะกลามทุกครั้ง ไม่ว่าสามีจะพูดจาหยาบคาย เจ้าอารมณ์ไม่เปลี่ยน และเที่ยวแอบไปกินนอกบ้านเธอก็ยอม ทนยอม และได้แต่กดข่มอารมณ์ไว้

เพราะส่วนหนึ่งในฐานะนักเขียนเงาให้กับสามี เธอก็ได้วัตถุดิบในการเขียนมาจากสามีเช่นกัน (เค้าโครงบางส่วนจากนิยายรางวัลโนเบลเรื่อง The Walnut น่าจะมีสัดส่วนความจริงที่ถ่ายทอดบุคลิกลักษณะมาจากสามีของเธอที่โปรดปรานถั่ววอลนัทเป็นชีวิตจิตใจ)

ในฉากท้ายๆ ที่ฝ่ายภรรยาลุแก่โทสะอย่างรุนแรง และเลือกที่จะขบถเป็นอย่างเอ็ดน่า ไม่อยู่ภายใต้เงาของสามีอีกต่อไป ผ่านฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงจนภรรยาเลือกที่จะขอหย่าเพราะสุดจะทนอีกต่อไปกับพฤติกรรมที่ไม่เคยพอของสามี (มุขลูกวอลนัทเขียนถ้อยคำสื่อรักที่เคยใช้กับเธอสมัยเป็นนักศึกษา ก็ยังเป็นมุขเดิมๆ ที่เขานำมาใช้กับช่างภาพสาวสวยที่ได้รับมอบหมายให้มาถ่ายภาพนักเขียนรางวัลโนเบลในงานนี้) วิธีที่เคยได้ผล กลับไม่ได้ผลอีกต่อไป เมื่อเขาไม่สามารถใช้ชุดคำเดิมๆ หว่านโปรยถ้อยคำชวนฝันจากในหนังสือให้เธอหลงเคลิ้มได้อีก

เขาไม่ใช่นักเขียน เขาคิดคำไม่เป็น เขาเป็นเพียงนักพูดโน้มน้าวใจ และนักกินที่หิวกระหายไม่รู้อิ่ม!

ตลอดสี่สิบปีที่อยู่ด้วยกันมา จนส่งให้เขากลายเป็นดาวเจิดจรัสชื่อ โจเซฟ แคสเซิลแมน ถูกบันทึกไว้ในฐานะนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เธอเลือกที่จะอยู่เบื้องหลังตลอดมา คอยสนับสนุน ผลักดัน และหล่อเลี้ยงความฝันในฐานะนักเขียนเงาของสามีอยู่เงียบๆ ภายใต้ชื่อสามีที่กดทับชื่อเธอไว้ สามีที่บอกใครต่อใครว่าเธอเขียนหนังสือไม่เป็น แต่ความจริง เป็นตัวเธอเองต่างหากที่ยอมให้สามีกินเธอมานานเกินไป

ฉากการกินอย่างตะกละตะกลามเหมือนในตอนแรกจึงปรากฏซ้ำอีกครั้ง เมื่อสามีเดินเข้าไปบรรจงลูบหลังลูบไหล่ภรรยาแล้วบรรจงจูบที่แผ่นหลัง และพยายามจะกินเธออีกครั้ง (ร่วมรักเพื่อสงบศึก) แต่ทว่ากลับไม่เป็นผล คราวนี้เธอไม่ยอม “ถูกกิน” เหมือนเช่นทุกครั้ง เธอหักห้ามใจตัวเองพร้อมผละหนีจากสามีเข้าไปในห้องน้ำอย่างสับสน (คล้ายออกจากเงาของสามี มามองตัวเองในกระจกเงา) และเมื่อสามีขาดอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต (สามีเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว) ไม่นานนัก เขาก็ขาดใจตาย

ตอนท้ายบนเครื่องบิน แอร์โฮสเตสสายการบินเดิม เดินเข้ามาแสดงความเสียใจ และบอกว่าได้เห็นทั้งคู่ตั้งแต่ตอนขาไปดูเป็นคู่ที่รักกันมาก เธอถามเพียงว่าคุณรู้ได้ไง แอร์โฮสเตสตอบว่าเห็นได้จากการที่ทั้งสองแสดงออกต่อกัน

เธอไม่พูดอะไรอีก ยิ้มบนใบหน้า และหันไปพูดกับลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่ากลับถึงบ้านแล้วแม่จะบอกความจริงแก่ลูกทั้งหมด

มือของเธอลูบสมุดบนหน้าตักตรงหน้าที่ว่างเปล่า คล้ายจะบอกว่า นิยายเรื่องใหม่กำลังจะเริ่มต้น ในชื่อของเธอ โจน แคสเซิลแมน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!