หมายเหตุ – บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากจำนวน 88 หน้า ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่ตำแหน่งโดยมิชอบ ใช้อำนาจข่มขู่หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์และที่เทขยะมูลฝอย เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ เพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
ขณะจำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทยและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจบังคับซื้อที่ดินจากราษฎรหมู่ที่ 11 และ 12 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ หลายรายหลายแปลง รวมเนื้อที่ 1,900 ไร่ อันเป็นที่ดินของรัฐที่มีประกาศหวงห้ามให้เป็นที่เทขยะมูลฝอย บางแปลงจดคลองและถนนสาธารณะในนามบริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่มี บริษัทนอร์ทเทอร์นรีซอส จำกัด ที่จำเลยถือหุ้นอยู่ด้วย ต่อมาจำเลยใช้อำนาจข่มขืนหรือจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ออกโฉนดที่ดินรวม 5 แปลง โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ โดยก่อนไต่สวนจำเลยยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย 4 ประเด็น 1.ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ 2.ฟ้องโจทก์บรรยายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 84 หรือไม่ 3.ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และ 4.ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 84 หรือไม่
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาฯ, ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 84 และฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและบริวารบังคับซื้อที่ดินจากราษฎรหลายรายตามฟ้องหรือไม่ องค์คณะฯมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า หากที่ดินที่จำเลยซื้ออยู่ในลักษณะปิดล้อมที่ดินแปลงอื่นก็เป็นไปตามสภาพที่ตั้งของที่ดินแปลงนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการซื้อเพื่อเจตนาปิดล้อมที่ดินแปลงอื่นจนกระทั่งเจ้าของที่ดินนั้นยอมขายให้แก่จำเลย และที่จำเลยกล่าวในทำนองว่าจะเอาที่ดินถมที่ทำให้ราษฎรที่ไม่ยอมขายนั้นเข้าออกไม่ได้ ก็เป็นการกล่าวตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้เป็นการบังคับว่าผู้นั้นต้องขายที่ดินให้กับจำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยและบริวารได้บังคับซื้อที่ดินจากราษฎรหลายรายตามฟ้องและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้ใช้อำนาจในสาระนี้โดยมิชอบหรือไม่
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอีกว่า การออกโฉนดที่ดินตามฟ้องทั้ง 5 แปลง ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่ ปรากฏว่าสำนักนายกรัฐมนตรีคำสั่งที่ 95/2546 ลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ตั้งกรรมการตรวจสอบและสอบสวนเรื่องการทุจริตการก่อสร้างโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ โดยมี พล.ต.ท.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษขณะนั้นเป็นประธาน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายชุดตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการต่างเห็นว่าเป็นกรออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย รวมทั้งคณะกรรมการที่กรมที่ดินตั้งขึ้นเห็นว่าเป็นการออกโฉนดทับคลองสาธารณะและกรมมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน 4 แปลง รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ปรากฏตามสำนวนการไต่สวนมีน้ำหนักเชื่อว่ายังคงมีสภาพเป็นที่เทขยะอยู่องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า การออกโฉนดทั้ง 5 แปลง ไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย
ส่วนประเด็นจำเลยข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบหรือไม่นั้น จากข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ในการสอบพยานองค์คณะผู้พิพากษา จึงมีมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่าจำเลยได้ใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.สมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในนาม บจก.ปาล์มบีช โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกว่า การใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งอันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 148 หรือไม่ องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า อำนาจในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มิได้จำกัดเฉพาะงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น จำเลยยังมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น และยังมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2535 รวมถึงจำเลยมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อมีข้อเสนอแนะให้ความเห็น ตลอดจนมีมติในกิจการของกระทรวง กรม อื่นใดทั้งในและนอกกำกับดูแลของจำเลย สอดคล้องกับคำเบิกความของ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีต
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการมีอำนาจแสดงความคิดเห็นและลงมติในการแต่งตั้งปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 11 อธิบดีซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 10 ทุกกระทรวง กรม และมีอำนาจแสดงความคิดเห็นต่อการแต่งตั้ง ข้าราชการดังกล่าว มิใช่เฉพาะกระทรวง ทบวง กรม ที่ต้นสังกัดเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีพยานที่เบิกความถึงอำนาจบังคับบัญชาให้คุณให้โทษแก่ ข้าราชการกรมที่ดิน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่ระวังแนวเขตสาธารณะในการออกโฉนดที่ดินตามฟ้อง ดังนั้น ที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดินจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นั้นฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบทำนองว่า จำเลยถูกดำเนินคดีเพราะถูกกลั่นแกล้งจากระบอบทักษิณ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น กลั่นแกล้งจำเลย เพราะพรรคการเมืองของจำเลยไม่ยอมยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย แม้อาจมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่เหตุดังกล่าวก็เกิดจากที่จำเลยมีจุดอ่อนให้การเมืองเข้ามาสอดแทรกได้
ที่จำเลยต่อสู้ว่าพนักงานสอบสวนและคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ได้สอบสวนพยานหลักฐานก่อนแจ้งข้อหาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าในการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องทำภายหลังแจ้งข้อหาแก่จำเลย ทั้งเมื่อมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยก็ให้โอกาสจำเลยแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่ ปรากฏตามคำให้การของจำเลย รวม 887 แผ่น ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จึงมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 148 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติ 5 ต่อ 4 ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ดังนั้น ที่จำเลยให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 จึงไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง
ส่วนพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองของกลาง ที่จำเลยมอบให้เจ้าหน้าที่รังวัดกรมที่ดินเป็นการตอบแทน ที่ช่วยเหลือออกโฉนด องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 5 ต่อ 4 ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้กระทำผิด ให้ริบ
องค์คณะผู้พิพากษาได้ประชุมปรึกษาอัตราโทษ ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลย เห็นสมควรให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ริบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทอง
เนื่องจากจำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาฯได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษา และปรับจำเลยตามสัญญาประกัน แต่ไม่ได้ตัวมาฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาฯจึงได้ออกหมายจับจำเลยรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป การที่จำเลยหลบหนีคดีนี้มีอายุความ 15 ปี นับแต่วันที่จำเลยหลบหนี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98
