BBC เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Jonathan Head ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย- กัมพูชา
โดย Jonathan Head ชี้ว่า ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาครั้งนี้เป็นมากกว่าการปะทะทางทหาร แต่คือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ข่าวสาร และการเมืองภายใน ไทยเผชิญความท้าทายจากการขาดเอกภาพระหว่างรัฐบาล–กองทัพและการสื่อสารที่ไม่ทันเกม ส่วนกัมพูชาภายใต้เงาของฮุน เซน แสดงความสามารถในการใช้สงครามข่าวสารเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
รายงานดังกล่าวระบุว่า แม้การปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะสงบลงแล้ว แต่สิ่งที่ยังดำเนินต่อคือ “สงครามข่าวสาร” ที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้เป็นอาวุธทางการเมืองและการทูต ในสนามใหม่นี้ กัมพูชาดูจะคล่องแคล่วและก้าวรุกกว่ามาก ขณะที่ไทยกลับถูกวิจารณ์ว่าตอบสนองเชื่องช้าและไร้เอกภาพ
ข้อสังเกตุเรื่องสงครามข่าวสาร Jonathan Head ชี้ว่า หลังเหตุการณ์ยิงจรวดจากฝั่งกัมพูชาเมื่อ 24 กรกฎาคม ตามด้วยการโจมตีตอบโต้ของไทย กัมพูชาเร่งใช้สื่อและโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความสะเทือนใจ เช่น ภาพเครื่องบินตกหรือข่าวลือเรื่องแก๊สพิษ แม้หลายกรณีจะถูกพิสูจน์ว่าเป็น “ข่าวปลอม” แต่ก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาคมโลก
“เพื่อสร้างความได้เปรียบ กัมพูชาได้รายงานว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยถูกยิงตก พร้อมโพสต์ภาพเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้และร่วงหล่นจากท้องฟ้า แต่ภาพดังกล่าวกลับกลายเป็นภาพจากเหตุการณ์ในยูเครน นอกจากนี้ยังมีข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงอีกว่า ไทยใช้แก๊สพิษ ซึ่งมาพร้อมกับภาพเครื่องบินดับเพลิงกำลังปล่อยสารหน่วงไฟสีชมพู แต่ภาพนั้นเป็นเหตุการณ์จริงจากไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย” รายงานข่าวชิ้นดังกล่าวระบุ
ในทางกลับกัน ไทยตอบโต้ด้วยการแถลงอย่างเป็นทางการจากหลายหน่วยงาน ทั้งกองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งเน้นข้อมูลและสถิติ แต่กลับแห้งแล้ง ขาดการประสานงาน และไม่สามารถสื่อสารให้โลกรับรู้ชัดเจนว่าไทยถูกโจมตีก่อน
กรุงเทพฯ ล้มเหลวในการสร้างความเข้าใจให้ประชาคมโลกรู้ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายที่จุดชนวนความรุนแรงก่อนด้วยการยิงจรวดใส่พื้นที่ของไทย ซึ่งนับเป็นการใช้อาวุธปืนใหญ่ครั้งแรก และส่งผลให้พลเรือนชาวไทยหลายคนเสียชีวิต
รายงานชิ้นดังกล่าวยังย้อนให้เห็นว่า ข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชามีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชาในปี 1962 ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นยังคงเป็นแผลลึกในสังคมไทย
ไทยยืนยันว่าควรแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมแบบทวิภาคี แต่กัมพูชาผลักดันให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งการร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงและการยื่นต่อ ICJ สิ่งนี้ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะหากยอมรับบทบาทของ ICJ ย่อมหมายถึงการเผชิญความทรงจำแห่งความพ่ายแพ้อีกครั้ง
ทั้งสองชาติมีเรื่องเล่าประจำชาติที่แตกต่าง กัมพูชามองตนเป็นเหยื่อของการสูญเสียดินแดนจากเพื่อนบ้าน ขณะที่ไทยมองตนเป็นผู้รักษาเอกราชด้วยการยอมเสียดินแดนบางส่วนให้มหาอำนาจ การตีความเหล่านี้ยิ่งทำให้ชายแดนกลายเป็น “สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่อาจยอมถอย
ผู้สื่อข่าว BBC ชี้ว่า ขณะนี้ ไทยกำลังตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อของกัมพูชาด้วยเรื่องราวที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ การใช้ทุ่นระเบิด ไทยหยิบยกประเด็นการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชามาเป็นเครื่องมือ โดยชี้ว่าทุ่นระเบิด PMN-2 แบบใหม่ถูกค้นพบในพื้นที่ชายแดน ซึ่งละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคี
ไทยถึงขั้นพาสื่อและนักการทูตไปดูหลักฐานในพื้นที่ หากได้รับการยืนยัน กัมพูชาจะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติและอาจสูญเสียความช่วยเหลือด้านการกู้ทุ่นระเบิด
กัมพูชาโต้กลับว่าไทยใช้กระสุนลูกปรายและฟอสฟอรัสขาวที่อาจเป็นอันตรายต่อพลเรือน พร้อมเผยแพร่ภาพความเสียหายของปราสาทพระวิหารที่อ้างว่าเกิดจากการยิงของไทย แม้กองทัพไทยปฏิเสธ แต่ข้อกล่าวหานี้ก็สร้างแรงกดดันด้านภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เรื่องความสัมพันธ์ของรัฐบาลกับทหารนั้น Jonathan Head เห็นว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เผชิญความสัมพันธ์ตึงเครียดกับกองทัพ คลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมาเผยให้เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ขอให้นายฮุน เซนหันมาเจรจาเรื่องชายแดน โดยใช้คำพูดให้เห็นว่ารัฐบาลมองแม่ทัพภาค 2 เป็นฝ่ายตรงข้าม สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง และนำไปสู่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ นส.แพทองธาร หยุดปฎิบัติหน้าที่
ตรงกันข้าม ฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชาที่ครองอำนาจเกือบ 40 ปี แม้จะส่งตำแหน่งให้นายฮุน มาเนต บุตรชาย แต่ยังเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริง เขาใช้โซเชียลมีเดียเผยภาพตนในเครื่องแบบทหารหรือกำลังวางแผนยุทธศาสตร์ สร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่แข็งแกร่งและเป็น “ผู้พิทักษ์อธิปไตย” ของชาติ
BBC ชี้อีกว่า บุคคลที่เด่นที่สุดฝั่งไทยกลับกลายเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้มีท่าทีชาตินิยมแข็งกร้าว ได้รับความนิยมจากประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่งยิ่งสะท้อนความเปราะบางของรัฐบาลพลเรือน
รายงานดังกล่าว ทิ้งท้ายไว้ว่า อนาคตของความสัมพันธ์สองประเทศยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การแก้ไขปัญหาไม่อาจทำได้เพียงบนโต๊ะเจรจา แต่ต้องจัดการกับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกทางชาติพันธุ์ มิฉะนั้น “สงครามคำพูด” จะยังคงคุกรุ่นและเสี่ยงปะทุเป็นความรุนแรงรอบใหม่ได้เสมอ
