ดีเบตเดือด! ประชามติรัฐธรรมนูญ ฝ่ายหนุนวอนเห็นชอบเพื่อปลดล็อกประเทศ ฝ่ายค้านเตือนเสี่ยงกลียุค
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน มติชน จัดเวทีดีเบต MATICHON Thailand Election 2026 THE REAL POLITICS “ทางแพร่งประเทศไทย” ในหัวข้อ “ประชามติรัฐธรรมนูญ : จุดเปลี่ยนอนาคต”
โดยการดีเบตได้แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งเห็นชอบ ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย, นายนิกร จำนง ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ฝั่งไม่เห็นชอบ ได้แก่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี, นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา
รธน.60 ล็อกประเทศ ล้าหลัง 20 ปี
เริ่มจาก นายจาตุรนต์ ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เรามีความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้(60) มาตั้งแต่ตอนร่างทั้งที่มาและเนื้อหาเมื่อผ่านไป 8 ปี ก็ยิ่งเห็นชัดว่าปัญหาตอนนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก ที่มามาจากคนคณะรัฐประหารเขียนขึ้น โดยไม่ฟังความเห็นประชาชนและในการทำประชามติที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เสรี ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างมาก จนกระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้ การทำประชามตินั้นอยู่ในสภาพมัดมือชก ประชาชนจำต้องกาเห็นชอบ โดยตลอดระยะเวลา 8 ปี พบปัญหาคือ 1. สิทธิประชาชนถูกจำกัด การกระจายอำนาจไม่มีปรากฏในรัฐธรรมนูญ การถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยเกิดอำนาจที่ 4 เข้ามาแทรกแซงคือองค์กรอิสระ องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับประชาชนมีอำนาจมากกว่า องค์กรที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับประชาชน สมาชิกวุฒิสภาถูกครอบงำด้วยฝั่งการเมือง การคอรัปชั่นของประเทศแย่ลง หากไม่แก้ที่โครงสร้าง นโยบายต่างๆจะทำได้ยาก
“รัฐธรรมนูญ มียุทธศาสตร์ชาติ 20ปี มีเรื่องการปฏิรูปประเทศ มีนโยบายแห่งรัฐ กำหนดเป็นกรอบไว้ เขียนไว้โดยคนอายุมากร่วมกันเขียนเมื่อ 8-9ปี ก่อน แล้วบอกให้ใช้ไปอีก20ปี หลังจากนั้นเรามีเรื่อง AI สังคมผู้สูงอายุ ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ถ้าอยู่ภายใต้กรอบแบบนี้ ไม่มีทางปรับตัวได้ สังคมไทยจะล้าหลัง ประเทศไทยจะจะแข่งขันกับใครไม่ได้ เนื่องจากถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ” นายจาตุรนต์ ระบุ
“จุดอ่อนที่สุดของรัฐธรรมนูญปี 60 คือการไม่ปราบโกง ทั้งๆ ที่จุดขายที่โฆษณามาตลอดคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ผ่านไป 8 ปี เห็นได้ชัดว่าการปราบโกง การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตึก สตง. ล้มมาจนถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าใครผิด ล่าสุดข้าราชการเอาทองไปให้สินบน ปปช. คดีอีกจำนวนมากเราไม่รู้ว่าไปถึงไหน รู้แต่ว่าเรื่องที่น่าจะผิด กลับไม่ผิดหรือตรวจสอบไม่เสร็จสักที แต่ว่าดัชนีที่เขาวัดว่าประเทศไหนป้องกันการคอร์รัปชั่นได้ดีมากน้อยแค่ไหน ของประเทศไทยมันแย่ลงๆ มาจนถึงวันนี้” นายจาตุรนต์กล่าว
และว่า “ทำไมเป็นอย่างนี้ กลไกที่ควบคุมการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหารมานานแล้ว แต่ไปอยู่ที่องค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีที่มาที่ถูกแทรกแซงโดย คสช. มาตั้งแต่ 5 ปีของ คสช. และรัฐบาลหลังจากนั้น เข้ามาแทรกแซงโดยผ่านสภานิติบัญญัติ ผ่านตัวผู้แทน คสช. เอง และต่อมาคือ สว. ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง กำลังเข้ามามีบทบาทกำหนดความเป็นไป กำหนดที่มาของกรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะฉะนั้นต่อไปถ้านักการเมือง กลุ่มการเมือง ที่ใกล้ชิดกับ สว. ที่ใกล้ชิดกับองค์กรอิสระก็จะลอยนวล ปราบการทุจริตนี้ไม่ได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ล้มเหลวที่สุดในเรื่องการปราบโกง” นายจาตุรนต์ ระบุ

ค้านฉีกรธน.60 เตือนเสี่ยงกลียุค”
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี ระบุว่า ถ้าพี่น้องประชาชนเห็นชอบประชามติเมื่อไหร่ รัฐธรรมนูญปี2560จะถูกฉีกทันที เราจะยอมให้เขามาแก้ไขฉีกรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวอ้างหรือ พรรคการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางพรรคทั้งโกง บางพรรคก็ถูกยุบพรรคมาก่อน กลับพยายามจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญแทนที่จะแก้ไข ซึ่งที่ผ่านมามันเคยถูกแก้ไขมาแล้ว เช่น จากบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นบัตรใบเดียว สะท้อนให้เห็นว่าอะไรที่เป็นปัญหามันแก้ไขได้ ทำไมจึงพยายามจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้ประเทศชาติเสียเงินหมื่นล้าน แล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เหมือนพวกท่านจะพยายามรื้อบ้านนี้ทิ้งโดยไม่รู้จะสร้างใหม่อย่างไร เป็นการทำตามใจตัวเอง ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้ แต่ควรทำเป็นรายมาตรา เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าสิ่งใหม่คืออะไร น่าห่วงว่าจะมีการยัดไส้และทำลายกระบวนการตรวจสอบ รวมกถึงเอ็นจีโอไทยรับเงินต่างชาติมารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญนี่คือจุดอันตรายอย่างยิ่ง อย่าแก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง แล้วมาอ้างว่าเป็นผลพวงจากรัฐประหาร อย่าทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยง หลายประเทศกลียุคจนเกิดสงครามกลางเมืองเพราะเรื่องแบบนี้
“ประเด็นที่ผมกังวลใจคือหมวด 1 หมวด 2 คือเรื่องการเป็นรัฐเดียวและอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ จุดที่กังวลใจคือมีพรรคการเมือง มีกลุ่มการเมืองที่ต้องการล้มล้างการปกครอง ผมอยากบอกพี่น้องประชาชนว่า การที่คุณมาพูดว่าไม่แก้ หมวด 1 หมวด 2 เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะหัวข้อเขียนไว้อย่างชัดเจนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าไม่เห็นชอบ แต่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยไม่ต้องเสียภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว” นพ. วรงค์ ระบุ

รธน.60 ผิดตั้งแต่ที่มา ต้องแก้ทั้งฉบับ
ด้านนายนิกร จำนง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า เราตั้งใจที่จะแก้ไขทั้งฉบับ เหตุผลก็คือ 1.ที่มาของรัฐธรรมนูญมาจากการทำรัฐํประหาร ความหมายก็คือที่มามันผิดตั้งแต่ต้นทางเพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราจะอยู่กับรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้ ในอดีตเราเคยมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ดังนั้นจำเป็นต้องกลับไปหาประชาชน 2.เนื้อหาของรัฐธรรมนูญรัฐสภาที่ผ่านมาตั้งกรรมาธิการศึกษารัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งฉบับ ข้อค้นพบอย่างละเอียดทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเห็นตรงกันว่าหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่หลังจากนั้นมันมีปัญหาทุกหมวด ทั้งสิทธิเสรีภาพก็มีปัญหา เรื่องกระจายอำนาจก็มีปัญหา รัฐธรรมนุญฉบับนี้ไม่มีคำว่ากระจายอำนาจแม้แต่คำเดียว ระบบของสภาก็มีปัญหา มีปัญหาทุกหมวด 3. รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาให้แก้ไม่ได้เลย การแก้ไขกระทำไม่ได้ หลายเรื่องถูกล็อกไว้ ทั้งที่ประเทศเรามีปัญหามากมาย เราเป็นประเทศไม่ใหญ่นัก มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้น แต่รัฐธรรมนูญกลับล็อกกลไกการแก้ไขไว้หมด ที่ควรจะเป็นคือมันต้องแก้ไขได้ตามสมควร มิใช่แก้ไขไม่ได้เลยแบบปัจจุบัน
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญนี้ยังมีที่มาแบบการไม่ได้รับฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง กลับเป็นไปในรูปแบบที่ไปตั้งคณะกรรมการฟังความเห็นกันเอง ฟังเสียงประชาชนน้อยมาก แม้ประชามติเสียงข้างมากชนะั แต่ก็มีการโต้แย้งกันอย่างหนัก ชนะกันไม่มากนัก คนไม่เห็นด้วยคับข้องใจอย่างมาก ยืนยันว่าต้องแก้ทั้งฉบับ แต่หมวด 1 และหมวด 2 ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นต้องแก้ไข แต่นอกจากนั้นต้องฟังเสียงประชาชน ต้องมาลำดับปัญหากันใหม่เพื่อการแก้ไขทั้งฉบับ เว้นหมวด 1 หมวด 2
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราตั้งใจที่จะแก้เหตุผลเ พราะว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหารซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เราเป็นประเทศประชาธิปไตยเราอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้”

เจษฎ์สวน แก้รธน.60 ไม่ได้ เพราะแก้ไม่เป็น
ขณะที่ เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรครักชาติ ระบุว่า ถ้าโกหกกันตั้งแต่ตอนหาเสียงอย่ามาทำงานการเมือง ถ้าบอกว่ารัฐธรรมนูยปี 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ก็ต้องเลิกประชาธิปไตยของพวกท่านไป เพราะคณะราษฎร 2475 ปฏิวัติรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุดในแผ่นดินนี้ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างรัชกาลที่ 7
บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ฟังความคิดเห็น อย่ามาโกหกว่าไม่ฟังความคิดเห็น ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เลวทราม มันแทบจะไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เลย แล้วที่บอกว่าแก้ไม่ได้ แต่ก็เคยแก้หันมาแล้วเรื่องบัตร 1 ใบ และ 2 ใบ ปัญหาก็คือแทนที่จะแก้ให้มันสะเด็ดน้ำอย่างเบอร์พรรคกับเบอร์เขตคนละเบอร์มันต่างกันอย่างไร ปัญหาคือเพราะมันแก้กันไม่เป็นต่างหาก ถ้าหาเสียงกันแบบนี้ ผมไม่ขอสมาทานกับท่าน
“ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกหรอกครับมันจะปราบโกงไปได้ มันเป็นเพียงวาทกรรม อันนี้ยอมรับได้ครับ ผู้ยกร่างก็คงคิดว่าเขียนมาดีแล้ว ก็อยากที่จะนำเสนอว่ามันปราบโกงได้ ต้องไปดูโดยเนื้อแท้ครับ แต่ผมเรียนว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกปราบโกงได้หรอกครับ คนมันจะเลว ต้องแก้กันที่ความเลวของคน”

รธน.ใหม่ คือโอกาสออกแบบการเมือง
ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ในฐานะฝ่ายเห็นด้วยกับการเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ขอให้เริ่มจากการถามใจตัวเองว่าพึงพอใจกับระบบการเมืองตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาหรือไม่? การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีความจำเป็นรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ได้นำพาประเทศมาสู่ประชาธิปไตยในปัจจุบันที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ทำให้การเมืองอ่อนแอลงและการทุจริตเรื้อรังขึ้น
1.รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้เสียงประชาชนอ่อนแอลง เช่น สถาบันทางการเมืองมีการยึดโยงกับประชาชนน้อยลง เรามีส.ส.ที่ชนะการเลือกตั้งจากพรรคการเมืองหนึ่ง พอสวมเสื้อส.ส.เข้าไปสภาก็ย้ายอยู่อีกพรรค โดยไม่ต้องมาขออนุญาติประชาชนที่เลือกเข้าไป เรามีส.ว.ที่มีอำนาจสูงมากแต่มีที่มาไม่ยึดโยงกับประชาชน เรามีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มีการขยายขอบเขตอำนาจ มีกระบวนการได้มาที่ขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน ตรงกันข้ามกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองน้อยลง
2.รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่สามารถปราบโกงได้จริงตามโฆษณา แต่ทำให้ปัญหาการทุจริตเรื้อรังและรุนแรงขึ้น คะแนนความโปร่งใสของประเทศตกต่ำที่สุดในรอบ 10 กว่าปี สาเหตุเพราะองค์กรที่เราคาดหวังให้เขาไปทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริต ไม่ว่าจะเป็น กกต. ปปช. สตง. กลับไม่มีช่องทางให้ประชาชนเข้าไปร่วมตรวจสอบได้ มากกว่านั้น องค์กรอิสระดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงถูกครอบงำทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่มาจากระบบเลือกกันเองที่สุ่มเสี่ยงต่อการฮั้ว เป็นผู้ชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปนั่งเก้าอี้องค์กรอิสระ
“การจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหมาไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใด้จะทำให้การค้าขายดีขึ้นทันที ไม่ได่จะทำให้การโกงหมดไปจากประเทศทันที แต่มันจะเป็นโอกาสที่เราจะร่วมอออกแบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม เป็นประชาธิปไตยมากขี้นกว่าเดิม และปราบโกงได้จริงมากกว่าเดิม” นายพริษฐ์ ระบุ
และว่า “หากจำเป็นต้องมีสมาชิกวุฒิสภาต่อ ผมไม่เห็นด้วยกับที่มา ณ ปัจจุบัน ที่มาจากระบบเลือกกันเอง ไขว้กันไปมาในแต่ละอาชีพ ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน และ นอกจากทำให้ที่ยึดโยงกับประชาชนขึ้นแล้ว ก็ควรจะมีการทบทวนเรื่องของกรอบอำนาจไม่จะมีมากจนเกินไป ไม่ควรจะมาชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
“ถ้าเราคิดว่ารถยนต์คันเดิมมันพัง มันไปต่อไม่ได้แล้ว และเราต้องการซื้อคันใหม่ ประชามติครั้งแรกก็แค่ถามประชาชนว่า จะยอมสละรถคันเก่าเพื่อไปซื้อคันใหม่หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

สว.คือเบรก คุมอำนาจสส.
ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จากฝ่ายไม่เห็นด้วย ระบุว่า ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบองค์กรอิสระและหน่วยงานราชการทั้งหมด ฝ่ายอยากแก้ไขต้องไปอ่านรัฐธรรมนูญดีๆ อ่านให้ชัดๆ ประชาชนไม่ต้องเข้าชื่อด้วยซ้ำ ถ้าเห็นใครทุจริตเอาหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช.ได้เลย ส่วนถ้าจะตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็มีการเขียนให้ประชาชนหรือผู้แทน 1 ใน 5 ยื่นตรวจสอบได้ เป็นไปได้ว่าบรรดานักการเมืองอยากแก้รัฐธรรมนูญนี้เพราะกลัวมาตราที่กำหนดเรื่องความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประชาชนไม่ได้เดือดร้อน หรือถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเลย ส.ว.คือผู้แทนมาจากปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูยเขียนไว้ชัด ใครที่คิดจะแก้ อ่านละเอียดหรือยัง ถ้าอ่านไม่ละเอียดก็กลับไปอ่านซ้ำใหม่
“สิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุดคือคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ครับและอีกอันหนึ่งคือไม่ประพฤติผิดหรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำไมเขาอยากแก้ เพราะเขาอยากแก้ประเด็นนี้ครับ ประชาชนเดือดร้อนอะไร จำกัดสิทธิตรงไหนช่วยบอกผมหน่อย” นายพิสิษฐ์ ระบุ
และว่า “ผมถามว่าเงินหมื่นล้านในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาไปพัฒนาประเทศในส่วนไหนได้บ้าง ผมต้องบอกว่าเยอะแยะมากมาย กับคำถามที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นไหม สว. เรายินดีแก้ไขเป็นรายมาตราครับ ถ้าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จริงๆ แต่ถ้า สส. แก้ให้ตัวเองได้ประโยชน์ สว. อย่างผมไม่ยินยอมครับ”
นายพิสิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า “ถ้า สส. คือคันเร่ง สว. คือเบรกครับ มีใครคนไหนกล้าขึ้นรถที่ไม่มีเบรกบ้างไหมครับ พวกผมเป็นเบรกที่คัดค้านอำนาจ สส. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าเขามีสภาเดียวเขาจะโหวตอะไรก็ได้ โดยยึดนโยบายตัวเองเป็นหลัก แต่ สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ ดังนั้นเราทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจ มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ต่อไปครับ”



