30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ได้ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยล่มสลาย กลับกันหากไม่มี ระบบอาจล่มสลายไปแล้ว
ปัญหาเรื่อง รพ.ขาดทุนจาก 30 บาทรักษาทุกโรค วนกลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเพิ่งมีหัวข้อนี้เป็นวาระถกเถียงทางหน้าสื่อ แต่ครั้งนี้อาจจะด้วยการที่ใช้คำหวือหวาว่าจะล่มสลายในอีก 3 ปี จึงจุดประเด็นขึ้นมาครองหน้าสื่อได้อีกครั้ง
ร้อนถึง รมว.สาธารณสุข สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สปสช. ต้องออกมาเบรกกระแสเพื่อไม่ให้เรื่องไปกันใหญ่ว่า ระบบสาธารณสุขของไทยไม่ล่มสลายแน่นอน และไม่อยู่ในความเสี่ยงที่จะล่มสลายด้วย ขอให้ประชาชนมั่นใจได้
ว่ากันตามจริงแล้ว ก็เป็นอย่างที่ สมศักดิ์ และ สปสช. การันตี คือบัตรทอง 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยนั้น ไม่ได้อยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงจะล่มสลาย และการมี 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ได้ทำให้ระบบสาธารณสุขของไทยล่มสลายด้วย กลับกันหากไทยไม่มี 30 บาทรักษาทุกโรค ระบบอาจจะล่มสลายไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะเราทิ้งให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่มีสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมต้องจ่ายค่ารักษาเอง และส่วนใหญ่ล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษา บ้างก็ยอมที่จะไม่รักษา และเสียชีวิตไปในที่สุด
เรื่องเหล่านี้มีตัวเลขหลักฐานเชิงวิชาการพิสูจน์ได้มากมาย ทั้งเรื่องอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่เพิ่มขึ้น อัตราการมีสุขภาพดีของคนไทยที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยที่เพิ่มสูงและเท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยที่คนคิดไม่ถึง เช่น คนไทยตาบอดจากตาต้อกระจกลดลง เป็นต้น

ตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกโรคเกิดขึ้นมาในประเทศไทยเมื่อ 23 ปีที่แล้ว คำว่าจะทำให้ระบบล่มสลาย รอวันตาย ระบบพัง มีมาโดยตลอด และวนกลับมาซ้ำในทุกๆ ปี ปีละหลายครั้ง
แต่ปรากฎการณ์ที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ จากการรุมถล่มและค้าน 30 บาทรักษาทุกโรคในระยะแรกๆ ที่เริ่มทำนโยบาย ถึงขั้นหมอแต่งดำเดินขบวนประท้วง พร้อมเสียงทำนายทายทักว่าล่มแน่นอนในอีก 3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง
จนเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ที่ไทยได้รับการยอมรับในระดับโลก และเป็นผลงานที่แม้กระทั่งรัฐบาลจากคณะรัฐประหารยังต้องเลือกไปนำเสนอในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา น้ำเสียงของการคัดค้านได้เปลี่ยนไป ทุกเสียงล้วนบอกว่าเห็นด้วย เพราะประชาชนได้ประโยชน์จริง แต่การปล่อยให้ สปสช. บริหารเงินแบบนี้ต่อไปจะทำให้ระบบพัง พร้อมกับข้อเสนอที่บอกว่า ต้องเพิ่มงบประมาณ และ สปสช. ต้องทำแบบนั้น แบบนี้ บ้างก็บอกว่าต้องยุบ สปสช. และเอากลับไปให้กระทรวงสาธารณสุขจัดการเอง
ปรากฏการณ์ความเป็นไม้เบื่อไม้เมาระหว่าง สปสช. และโรงพยาบาล โดยมี สธ. และโรงเรียนแพทย์เป็นหัวเรือใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และประชาชนควรยินดีกับสิ่งนี้ เพราะ สปสช. นั้นถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่ต่อรองกับโรงพยาบาลให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลเมื่อจำเป็น และต้องมีมาตรฐานด้วย
ด้วยเหตุนี้ สปสช. และโรงพยาบาลจึงต้องปะทะกันอยู่ตลอดเวลา เพราะกำลังต่อรองทำทุกอย่างภายใต้งบประมาณและทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาตามกฎหมาย
เพราะ 30 บาทรักษาทุกโรค หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่รักษาฟรี แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับบริการอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานด้วย
ลองนึกเล่นๆ ว่า หาก 30 บาทเป็นแค่การรักษาฟรี ประชาชนจะเจอสภาพเหมือนคนกรุงเทพในช่วงโควิด ที่ปล่อยให้คนป่วยโควิดตายที่บ้านเพราะเข้าไม่ถึงการรักษา ด้วยเหตุผลว่า ก็ในเมื่อศักยภาพที่จะรักษาคนป่วยมีได้เท่านี้ จะให้ทำอย่างไร ซึ่งแนวคิดนี้ของ รพ. ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในระดับของ รพ.ทำได้เพียงแค่นี้จริงๆ แต่เมื่อบริหารจัดการในระดับประเทศ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะจะมีการบริหารทรัพยากรระดับประเทศที่ต้องทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาให้ได้

เงินบำรุง เรื่องจริงที่พูดไม่ครบ
เรื่องหนึ่งที่ฝั่ง สธ. ยกมาพูดคือเรื่องเงินบำรุงคงเหลือของโรงพยาบาลติดลบกว่า 200 แห่ง และลดลงทุกปี เมื่อดูข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเจ้าของเงินบำรุงจะพบว่ามีเงินอยู่ในระบบ 40,000 ล้านบาท มากกว่าช่วงก่อนโควิดที่มีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่วน รพ.ที่ติดลบ สธ.มีหลักการความเป็นเครือข่ายของรพ. ด้วยแนวทาง รพ.พี่ช่วย รพ.น้อง ด้วยเหตุนี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน จึงให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่าไม่มีวันล่มสลาย
แต่การจำกัดจำเขี่ยของงบประมาณที่ให้ รพ. ที่ตึงเกินไป ก็กระทบกับการให้บริการของ รพ. จริง ประเทศไทยอาจจะแปลกกว่าที่อื่นในโลก ตรงที่แม้หมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทำงานหนักภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด และมีระดับผู้บริหาร รพ. ออกมาเป็นด่านหน้า เรียกร้องอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่เคยจับผู้ป่วยเป็นตัวประกัน และให้บริการอย่างเต็มที่ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เสมอมา ไม่มีการหยุดรักษาผู้ป่วยแล้วเดินขบวนประท้วงเหมือนประเทศอื่นๆ
ซึ่งนี่เป็นเรื่องดี และถือว่าการทะเลาะกันบ่อยครั้งระหว่าง สปสช. และโรงพยาบาลนั้น ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์วิกฤติแบบกระแสข่าวที่ออกมา
ต้นทุนโรงพยาบาล แดนสนธยา
ข้อเสนอที่น่าสนใจจากฝั่ง สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สปสช. คือ เมื่อหาจุดลงตัวไม่ได้ว่างบประมาณที่ให้ รพ. ควรจะเป็นเท่าไหร่กันแน่ที่จะเรียกว่าคุ้มทุนและไม่ทำให้ รพ.ขาดทุน เพราะฝั่งหนึ่งเชื่อว่า ระบบบัญชีของโรงพยาบาลรัฐในไทยนั้นไม่ได้มาตรฐาน หลายแห่งอยู่ในแดนสนธยา มีแม้กระทั่งการบันทึกบัญชีผิด ลงตัวเลขผิด เบิกจ่ายเกินบ้าง ขาดบ้าง เมื่อ สปสช. สุ่มตรวจสอบก็พบตัวเลขเหล่านี้จริง แต่จากการตรวจสอบนี่เองก็เป็นไม้เบื่อไม้เบากับทางโรงพยาบาล ที่ทะเลาะและปะทะกันมาโดยตลอด
รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังดีที่มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ แม้ว่าจะต้องสืบค้นหลายชั้น แต่ รพ.ฝั่งโรงเรียนแพทย์กลับเป็นแดนสนธยามากกว่า เพราะแทบจะไม่เปิดเผยอะไรเลย
ด้วยเหตุนี้ตัวเลขจึงไม่น่าเชื่อถือ และไม่สร้างความมั่นใจให้กับสำนักงบประมาณมากพอที่จะเพิ่มเงินให้ได้ ดังนั้นข้อเสนอที่ให้ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับเพื่อมาศึกษาเรื่องต้นทุนโรงพยาบาล การทำบัญชีต้นทุนและงบดุลที่ได้มาตรฐาน การตรวจสอบการเบิกจ่ายทั้งการเบิกไม่ครบ เบิกเกิน จะช่วยทำให้สังคมได้รับรู้สถานการณ์จริงของ รพ. และนำไปสู่การพิจารณาว่างบประมาณเท่าไหร่กันแน่ที่จะให้ รพ.อยู่ได้
ข้อเสนอนี้จึงต้องช่วยกันจับตาดูว่าหน้าตาของคณะกรรมการกลางจะเป็นใครบ้าง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจริงหรือไม่
เมื่อถึงเวลานั้น เราก็น่าจะได้ข้อสรุปต้นทุน รพ.ที่แท้จริง เพื่อช่วยลด 1 ในสาเหตุของการปะทะกันระหว่าง สปสช. และ รพ.ลงได้บ้าง
