จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ได้อ่านหนังสือเรื่อง “ถอดรหัส ๓๑๓ สำนวนไทย” และ “ถอดรหัส ๑๐๑ สำนวนไทย” ของรองศาสตราจารย์ยุพร แสงทักษิณ ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย พุทธศักราช 2555 เกี่ยวกับบ่อเกิดและที่มา ความหมาย และการใช้สำนวนนั้นๆ

ติดใจสำนวนหนึ่งและทึ่งที่ท่านอาจารย์ใส่ใจสำนวนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมต่างไปจากอดีต

ทั้งยังชี้ให้เห็นว่า ‘กบในกะลาครอบ’ สำนวนเก่าในอดีตเป็นที่มาของ ‘กะลาแลนด์’ สำนวนใหม่ในปัจจุบัน

“‘กบในกะลาครอบ’ (บางคนใช้เพียงสั้นๆ ว่า ‘กบในกะลา’) มีความหมายตรงตามตัวอักษร หมายถึง กบอยู่ในกะลาที่คว่ำครอบตัวมัน (กะลาคว่ำมีลักษณะเดียวกันกับขันหรือชามคว่ำ) ถ้ากบอยู่ภายในกะลาครอบจะมีขอบเขตการมองเห็นที่แคบมาก ต่อเมื่อได้ออกมาจากกะลา ขอบเขตในการมองเห็นของมันก็จะกว้างขึ้น

สำนวน ‘กบในกะลาครอบ’ ใช้กันมาแต่สมัยโบราณ เมื่อใช้เป็นสำนวนเปรียบ จะหมายถึงคนที่มีวิสัยทัศน์แคบมาก คือมีความรู้ความคิดที่ไม่กว้างไกล ไม่ต่างจากกบที่ถูกกะลาครอบอยู่ จะมองเห็นเฉพาะพื้นที่ว่างในกะลารอบตัวมันเท่านั้น โลกของมันจึงแคบ

ต่อมาได้มีผู้นำ ‘กะลาแลนด์’ มาใช้เป็นสำนวนเปรียบกับดินแดนหรือประเทศที่ผู้คนในประเทศนี้มีวิสัยทัศน์แคบๆ เดิมๆ มีแนวคิดด้านการอนุรักษ์สุดขั้ว โดยไม่ยินยลถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของประเทศที่ก้าวหน้าทันสมัยในโลก ผู้ใช้สำนวนนี้จึงมีจุดประสงค์สื่อน้ำเสียงในเชิงปรามาส เสียดสี”

ถ้า ‘กบในกะลาครอบ’ มีทั้งความหมายตามตัวอักษร และความหมายเปรียบเทียบ ‘กะลาแลนด์’ ก็ไม่น่าจะต่างกัน

ผู้เขียนมองว่าเมืองไทยของเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือ ‘กะลาแลนด์’ หรือ ดินแดนแห่งกะลามะพร้าว (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลูกมะพร้าว)

อาจจะกล่าวได้ว่า ‘กะลาแลนด์’ คือ ดินแดนที่มีมะพร้าวเป็นพรรณไม้เก่าแก่ ผ่านร้อนผ่านหนาวเคียงข้างคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยล้มตายหายสูญเหมือนผลไม้บางชนิดบางพันธุ์ที่เหลือเพียงชื่อ

สมัยอยุธยา “จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม” เล่าถึงภาชนะจากภูมิปัญญาชาวไทยที่พบเห็นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า

“ภาชนะถ้วยชามนั้นเป็นเครื่องกระเบื้องก็มี เครื่องดินเผาก็มีกับขันทองแดงลางชิ้น ภาชนะทำด้วยไม้อย่างเกลี้ยงๆ หรือขัดมันกะลามะพร้าวและกระบอกไม้ไผ่ก็เป็นภาชนะสำหรับใช้กระจุกกระจิกได้หมด ฯลฯ ในท้องตลาดนั้นเราเห็นราษฎรหุงข้าวกันในกะลามะพร้าว และข้าวนั้นก็สุกก่อนที่กะลาจะไหม้เสียอีก แต่กะลามะพร้าวลูกหนึ่งก็ใช้หุงข้าวได้แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

นอกจากประโยชน์ของกะลามะพร้าว ในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สังฆราชปาลเลกัวซ์ ติดใจรสชาติน้ำและเนื้อมะพร้าวบ้านเราถึงกับบันทึกไว้ละเอียดยิบในหนังสือ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” (ฉบับ สันต์ ท. โกมลบุตร แปล) ดังนี้

“ต้นตาลอีกพันธุ์หนึ่งซึ่งมีอยู่ทั่วไปก็คือ มะพร้าว เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพรรณนารูปพรรณของมันลงไว้ ณ ที่นี้อีก ลูกมะพร้าวใหญ่เท่าหัวคน ในเวลาที่ยังอ่อน จะมีน้ำมะพร้าวรสหวานและชุ่มคอบรรจุอยู่ประมาณ 2-3 ถ้วยแก้ว เนื้อของมันขาวและนุ่มราวกับครีม แต่เมื่อมะพร้าวแก่หรือห้าว เนื้อจะแข็งและหนาตั้งนิ้ว เขาขูดเนื้อขาวนี้ เอาลงคั้นในน้ำอุ่นและเอาผ้าขาวบางกรอง จะได้ส่วนผสมน้ำปนมัน เรียกกันว่าน้ำกะทิ มีประโยชน์ใช้กันมากในการทำขนมหรือแกงคั่ว”

“ถ้าเราต้มกะทิให้แตกมัน จะได้น้ำมันลอยเป็นฝาบางๆ ไม่ข้นและมีกลิ่นหอม อย่างที่ในประเทศฝรั่งเศสเราเรียกกันว่าน้ำมันเนยมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวนี้หืนเร็ว เพราะฉะนั้นเขาจึงใช้ในการครัวเฉพาะเมื่อมันยังใหม่ๆ อยู่เท่านั้น เส้นใยในเปลือกมะพร้าวใช้ทำเชือกสำหรับใช้กับเรือได้ดีมาก”

มะพร้าวมีประโยชน์สารพัดอย่าง “นิราศสุพรรณ” ของนายมี ช่วยให้เห็นภาพของ ‘ลูกมะพร้าว’ ทำหน้าที่เป็น ‘กันชน’ ระหว่างเรือสองลำเบียดเสียดกันในคลองแคบคดเคี้ยวที่

“เป็นโคลนตมหล่มถลำน้ำก็แห้ง ฤดูแล้งคลองเขินเดินไม่ไหว”

เจ้าของเรือต้องจ้างเจ้าของควายให้ช่วยโยงเรือ คือ ใช้ควายลุยโคลนลากจูงเรือ

“เขาก็เอาเชือกหนังมาทั้งขด ผูกเข้าหมดเรือใหญ่ให้ไปหน้า

ดูเรียงลำลำดับเป็นตับมา ควายก็พาเชือกหนังรั้งกันไป

เสียงปังปึงดึงเขม็งดูเคร่งเครียด เรือก็เบียดบดกันเสียงหวั่นไหว

มะพร้าวผูกหว่างกลางข้างละใบ กันมิให้เรือซบกระทบกัน”

เนื่องจากลูกมะพร้าวลอยน้ำได้ดี เมืองไทยสมัยก่อนไม่มีห่วงยางไม่มีสระว่ายน้ำเหมือนสมัยนี้ มีแต่แม่น้ำลำคลอง การหัดเด็กให้ว่ายน้ำ มะพร้าวจึงเป็นตัวช่วยที่ขาดไม่ได้ ดังที่ ‘กาญจนาคพันธุ์’ เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า

“ที่บันไดท่าน้ำทางขวาเป็นหลักออกไปตามแนวหน้าบ้าน เยื้องกันไปมา ใกล้กันบ้างห่างกันบ้าง 4-5 หลัก สำหรับเป็นที่หัดว่ายน้ำ วิธีว่ายน้ำเริ่มจากใช้ผลมะพร้าวห้าวสองผลผูกติดกันไว้ระยะห่างสักคืบหนึ่ง เอาผ้าพันรอบผูกตลอด เอาตัววางระหว่างผลมะพร้าว หน้าอกพาดที่พันเข้าสองรักแร้พอดี เป็นการหัดให้กระทุ่มน้ำ ผู้ใหญ่คอยเอามือรองหน้าอกไว้ หลังจากที่หัดให้เด็กมีผลมะพร้าวพยุงตัวว่ายและกระทุ่มจนผู้ใหญ่ไม่ต้องคอยระวังแล้ว ก็หัดให้เด็กโผไปจับหลักที่ปักไว้ใกล้ๆ แล้วโผไปจับหลักที่ไกลออกไป โผไปโผมาทุกวันจนเริ่มว่ายน้ำได้แข็ง เด็กในคลองบางหลวงหัดว่ายน้ำด้วยลูกมะพร้าว และโผไปจับหลักเหมือนกันทุกบ้านทั้งชายและหญิง แปลว่าว่ายน้ำกันเป็นทุกคน”

ทั้งยังเล่าถึงประโยชน์ของกะโหลกมะพร้าวและกะลามะพร้าวที่สะท้อนภูมิปัญญาไทยด้านงานช่างว่า

“กะโหลกถ้าไม่ผ่าซีก แต่ตัดออกราวหนึ่งในสาม ตกแต่งให้งาม ใช้เป็นเครื่องสำหรับตวงข้าวซึ่งเรียกว่า ‘ทะนาน’ มาแต่ดึกดำบรรพ์ กะโหลกมะพร้าวผ่าซีก เรียก ‘กะลา’ ใช้สำหรับวิดน้ำในเรือกันทั่วไป ถ้าเอามาแต่งให้งามเหมือนช้อนหรือทัพพี ใช้ทำเครื่องตักที่เรียกว่า ‘จ่า’ หรือ ‘กระจ่า’ มีด้ามเป็นไม้ ซึ่งลางทีก็ทำให้เป็นลายงามๆ สำหรับใช้หุงข้าวต้มแกงในครัวเรือน เช่น ‘จะชิมแกงชิมด้วยจ่าน่ารำคาญ’ ชาวบ้านมักเรียกกันว่า ‘อีจ่า'”

“สมัยก่อนมีคำทายกันว่า ‘อะไรเอ่ย หน้างอคออ่อน กินก่อนคนทุกวัน’ ก็คือ อีจ่านี้ เพราะใช้คนในหม้อข้าวเวลาข้าวจะสุก หรือคนในหม้อแกง และใช้ตักข้าวสุกที่เรียกว่า ‘คดข้าว’ เวลาจะกิน”

มาถึงตรงนี้คำว่า ‘กะโหลกมะพร้าว’ และ ‘กะลามะพร้าว’ ทำให้นึกไปถึงสำนวน ‘แก่กะโหลกกะลา’ ที่รองศาสตราจารย์ยุพร แสงทักษิณ อธิบายไว้ในหนังสือ “ถอดรหัส ๓๑๓ สำนวนไทย” ทำให้เห็นมุมมองสองด้านทั้งบวกและลบต่อ ‘กะโหลกกะลา’

“‘กะโหลกกะลา’ เป็นเปลือกแข็งชั้นในของผลมะพร้าวที่ห่อหุ้มเนื้อและน้ำมะพร้าวที่นิยมบริโภคกัน ถ้านำผลมะพร้าวมาผ่าครึ่งลูก แล้วเอาเนื้อและน้ำออกจนหมดจะเหลือเปลือกเป็นกะลา ซีกที่มีตาเรียกว่า ‘กะลาตัวผู้’ ซีกที่ตันเรียกว่า ‘กะลาตัวเมีย’ แต่ถ้าเป็น ‘กะโหลก’ จะเกิดจากการตัดด้านตาลูกมะพร้าวออกพอเป็นช่องกว้างเท่านั้น ‘กะโหลก’ หรือ ‘กะลา’ นอกจากไร้ค่าหรือมีค่าน้อยแล้ว ยังมีรูปลักษณ์ไม่สวยงาม มีสีด่างคล้ำ จึงถูกทิ้งขว้าง แต่ก็มีบางคนเห็นคุณค่า นำ ‘กะโหลกกะลา’ มาขัดถูจนผิวเรียบมันงาม แล้วประดิษฐ์เป็นข้าวของเครื่องใช้หรือเครื่องประดับ

ครั้นนำคำ ‘กะโหลกกะลา’ มาขยายคำ ‘แก่’ เป็น ‘แก่กะโหลกกะลา’ จะใช้เป็นสำนวนเปรียบดูแคลนผู้สูงอายุ มีความหมายว่าแก่แต่ไม่มีความคิด ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร เหมือนคนที่มีกะโหลกศีรษะแต่ไม่มีมันสมอง”

อีกสำนวนหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ‘กรวดน้ำ (ตรวจน้ำ) คว่ำกะลา’ กะลาอีกแล้ว

“‘กรวดน้ำ’ หรือ ‘ตรวจน้ำ’ ในที่นี้มิใช่เป็นการแผ่ส่วนกุศล แต่เป็นการรินน้ำลงไปในกะลาแล้วคว่ำกะลาเสีย เพื่อแสดงว่าขาดจากกัน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอีกต่อไป ไม่คบค้าสมาคมด้วย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงใช้สำนวนนี้ในบทละครเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนนางวันทองหึงกันกับนางลาวทอง นางวันทองตัดรอนขุนแผนที่พาเมียใหม่มาเย้ย พูดกับสายทองพี่เลี้ยงว่า

“ได้ตรวจน้ำคว่ำกะลากันวันนี้ อันจะกลับคืนดีอย่าสงกา”

เหตุการณ์เดียวกันในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ทันทีที่นางวันทองตัดขาด ขุนแผนก็ด่ากลับไม่ยั้งว่า

“กูจับมึงได้ลิ้นกะลาวน จวนจนกลัวกูจะขึ้นไป”

‘กาญจนาคพันธุ์’ ให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือ “สำนวนไทย” ดังนี้

“ลิ้นกะลาวน เป็นสำนวนหมายความว่า พูดโกหก ตอแหล วกวนเป็นชั้นเชิงกลับไปกลับมา พูดยอกย้อนไปอย่างนั้นอย่างนี้ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฯลฯ สำนวนนี้เอากะลามาเปรียบ กะลา คือ กะโหลกมะพร้าวที่เอามาตัดทำเป็นภาชนะ ขัดเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนก้นโค้งมน ‘กะลาวน’ หมายถึง หมุนไปได้ สำนวนนี้ลางทีก็เติม ‘ร้อย’ เข้าไป เป็น ‘ร้อยลิ้นกะลาวน'”

วิถีชีวิตไทยสมัยก่อน อะไรๆ ก็หนี ‘กะลา’ ไม่พ้น เมืองไทย ‘กะลาแลนด์’ ของแท้นะจ๊ะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เกมสงครามจุลินทรีย์ (5)
การ์ตูน จุก ชายคา
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (4) อุณหภูมิสัมบูรณ์และพลังงานอิสระ
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
กลยุทธ์ขันทีขี้หวง…
กะลาแลนด์ (1)
La Liga กับการนอนหลับ
‘ชีวิตที่ดี’ คืออะไร
การ์ตูน โกหน่อง