Super LBA รุ่น 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU “ปลุกวิสัยทัศน์ผู้นำ” ยกระดับทักษะการบริหารยุคใหม่ผ่านยุทธศาสตร์ Climate Change – Insurtech – Moot Court เสริมแกร่งผู้บริหารองค์กรยุคใหม่
หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการเรียนการสอนในโมดูลที่ 4 หัวข้อ “Dispute Resolution and Moot Court Workshop” เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร ให้การต้อนรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ เพื่อถ่ายทอดกลยุทธ์การปรับตัวของภาคธุรกิจท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีดิจิทัล
เจาะลึก Tipping Point วิกฤตโลกเดือด
ถอดบทเรียน PM 1.0 และความเชื่อผิด ๆ เรื่องการเผาป่า
สำหรับการบรรยายเริ่มต้นด้วยหัวข้อ “Climate Change: เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ ประเทศต้องเปลี่ยน” โดย คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่รวดเร็วและรุนแรงเกินคาดการณ์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบนิเวศ กระแสน้ำมหาสมุทร และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมสูงถึง 64%
ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์การค้าโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบ “Traceability” หรือการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวด โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้มาตรการทางภาษี CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กับสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกปักธงไว้คือปรากฏการณ์ “Tipping Point” หรือจุดที่ย้อนกลับไม่ได้ของระบบนิเวศ
“อุณหภูมิร่างกายมนุษย์อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากขยับไปถึง 40 องศาเซลเซียสคือความตาย นั่นหมายความว่ามนุษยชาติอยู่ห่างจากจุดสิ้นสุดเพียงแค่ 3 องศาเซลเซียสเท่านั้น” คุณวีระศักดิ์ เน้นย้ำถึงวิกฤตความร้อนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนในยุโรปที่กดดันให้เกิดการอพยพในแอฟริกา การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในเพนกวินที่ขั้วโลกใต้ ตลอดจนความผันผวนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกจากการละลายของน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งส่งผลให้สภาพอากาศเมืองชายฝั่งผิดเพี้ยน และอุตสาหกรรมประมงเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการอพยพของฝูงปลา
คุณวีระศักดิ์ ยังเปิดเผยข้อมูลสำคัญจาก NASA ที่เคยนำเครื่องบินตรวจวัดสภาพอากาศมาบินสำรวจในไทย และพบว่ามีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋ว PM 1.0 ซึ่งเกิดจากสารเคมีในบรรยากาศทำปฏิกิริยากับแสงแดด จนแทรกซึมทะลุผนังเซลล์เข้าไปก่อการอักเสบในกล้ามเนื้อหัวใจ สมอง และกระตุ้นยีนมะเร็งให้แสดงอาการเร็วขึ้นได้โดยตรง

นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกรณีศึกษาการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่องของ “การเผาป่าเพื่อหาเห็ด” ในภาคเหนือ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเรื่อง การเผาเพื่อกระตุ้นให้เห็ดโต นั้นไม่เป็นความจริง แต่เป็นการเผาเพื่อ “ลอกป่า” ให้พื้นดินโล่ง จะได้เดินเก็บเห็ดสะดวกในตอนเช้ามืดโดยไม่มีพุ่มไม้บังแสงไฟฉาย รวมถึงเพื่อไล่สัตว์ร้ายอย่างหมูป่าและงู ซึ่งเป็นการทำลายระบบนิเวศขนาดใหญ่เพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น
“ดังนั้น ทางออกของภาคธุรกิจในวันที่สภาวะ Global Boiling ทำให้การ Mitigation หรือการลดการปล่อยก๊าซทำได้ยากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ Adaptation หรือการปรับตัว และการสร้าง Climate Justice เพื่อให้กลุ่มคนเปราะบางสามารถอยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนไป” คุณวีระศักดิ์ ระบุ
จากวิกฤตเว็บล่มสู่ Digital Insurance เต็มรูปแบบ
ชูนวัตกรรม DIY Insurance และ Microservices ตอบโจทย์ Gen Y-Z
ขณะที่ คุณต้น ตัณฑ์สุทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทิพย ไอบี จำกัด ได้ถ่ายทอดวิวัฒนาการของ Digital Insurance จากประสบการณ์จริง โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างประสบการณ์ประกันภัยแบบ DIY ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ความต้องการประกันภัยพุ่งสูง Engagement สูงถึง 100,000 คลิกต่อวัน จนระบบพื้นฐานเดิมไม่รองรับและเกิดเว็บล่มซ้ำซ้อน นำไปสู่บทเรียนการย้ายระบบไปสู่ Cloud และการใช้ Virtual Machine เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายระบบได้ทันท่วงที
จากบทเรียนครั้งนั้น โครงสร้างระบบของ Insurverse จึงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเลือกใช้ภาษา Go หรือ Golang ร่วมกับสถาปัตยกรรมแบบ Microservices ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่สามารถถอดชิ้นส่วนออกมาแก้ไข หรืออัปเกรดโดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบทั้งหมด ช่วยลดโอกาสเกิด Downtime และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจดิจิทัลได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีการนำ AI มาใช้ในการสกัดหัวข้อข่าวและสร้างคอนเทนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Gen Y และ Gen Z ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการแยกฐานข้อมูลระหว่างส่วน Operation และ Analytics ผ่านเครื่องมืออย่าง BigQuery และ Tableau เพื่อไม่ให้การประมวลผลรายงานเชิงลึกไปรบกวนประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์ในขณะที่ลูกค้ากำลังทำรายการซื้อ

“เราไม่ได้มองแค่การขายประกันผ่านเว็บ แต่เราสร้าง DIY Insurance ที่ให้ลูกค้าสไลด์บาร์เลือกทุนประกันและเบี้ยที่ต้องการได้เองเหมือนการเลือกซื้อของออนไลน์ทั่วไป เพื่อทำลายกำแพงความซับซ้อนของภาษากฎหมายในกรมธรรม์” คุณต้น อธิบาย พร้อมกันนี้ยังได้ยกกรณีศึกษานวัตกรรม Video Claim สำหรับแก้ Pain Point กรณี “เคลมแห้ง” ที่เปิดให้ลูกค้าถ่ายวิดีโอประเมินความเสียหายส่งผ่านลิงก์ได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาการรอพนักงานเคลมและลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล เนื่องจากบริษัทไม่ต้องส่งพนักงานออกไปสำรวจหน้างานในกรณีความเสียหายเล็กน้อย
“การสร้างแบรนด์ดิจิทัลอย่าง Insurverse ไม่ใช่การสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับบริษัทแม่” คุณต้น กล่าว “แต่คือการนำเทคโนโลยีมาอุดช่องว่างเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการความรวดเร็ว ง่ายดาย และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง”
Moot Court Workshop ฝึกทักษะการต่อสู้ในชั้นศาล
ยึดหลัก Presumption of Innocence และการพิสูจน์สิ้นข้อสงสัย
ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Moot Court Workshop ณ ห้องปฏิบัติการศาลจำลอง โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร ได้ปูพื้นฐานรัฐธรรมนูญฯ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรื่อง “หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์” โดยเน้นย้ำถึงภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ในคดีอาญาที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ซึ่งหากยังมีข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย
ดร.สุทธิพล ยังให้มุมมองว่าในโลกของการบริหารและการทำธุรกิจยุคใหม่ ผู้นำมักจะไม่เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดในสิ่งที่ได้รับมาในเบื้องต้น การฝึกปฏิบัติในศาลจำลองครั้งนี้จึงเป็นการฝึกให้ผู้บริหารรู้จักการ “ขุดข้อเท็จจริง” และสร้างตรรกะที่น่าเชื่อถือหรือ Convincing เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นเชื่อในมุมมองของตน โดยมีการนำกรณีศึกษา “คดีฆาตกรรม CFO” ที่มีความซับซ้อนทั้งมิติการทุจริตในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเงินมูลค่าหลายล้านบาท และพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี มาให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกฝนบทบาทจริง ทั้งในฐานะอัยการ ทนายจำเลย และพยาน เพื่อทดสอบตรรกะ ไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานเป็นทีม
สำหรับการฝึกปฏิบัติจริงของกิจกรรม Moot Court มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งตรงกับ “วันรพี” วันสำคัญของนักกฎหมายไทย โดย ดร.สุทธิพล ระบุว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหารจะได้บูรณาการศาสตร์การบริหารเข้ากับหลักนิติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้หลักสูตรยังมีกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศล และสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสมาชิกในรุ่นต่อไป

