bg-single

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (187)

05.08.2026

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (187)

ก้าวสู่ ‘หัวหน้าโรงพัก’

แล้วก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นและโยกย้ายในระนาบเดียวกัน

ด้วยอานิสงส์ที่ผมได้ทำคดีสำคัญๆ และประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นมาโดยตลอด จนผู้บังคับบัญชาเห็นเป็นที่ประจักษ์ และยอมรับว่าผมมีความสามารถที่จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจได้ จึงแต่งตั้งให้เป็น ผกก.สภ.อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต หรือโรงพักป่าตอง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยในขณะนั้น

โดยเฉพาะ พล.ต.ท.สมศักดิ์ สายบัว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2543 กล่าวชื่นชมผมเสมอๆ เกี่ยวกับผลงานที่ผมเคยร่วมรับผิดชอบคดีฆาตกรรม 5 ศพครอบครัวบุญทวี หรือคดีศักดิ์ ปากรอ ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา และ พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 คนใหม่ ซึ่งมี พ.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นหัวหน้าสำนักงานที่รู้จักผมดี ต่างสนับสนุนผม

จนกระทั่งคำสั่งแต่งตั้งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543

ผมจึงสิ้นสุดการอยู่ในตำแหน่งรองผู้กำกับการ 2 โรงพัก 2 จังหวัด 2 กองบัญชาการ นาน 4 ปีเต็ม ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์ยาก ความลำบากมามากมาย จึงเหมือนกับเหล็กที่ถูกตีจนเป็นดาบที่มีพลานุภาพพร้อมจะใช้ปราบทรชน จะใช้คมดาบฟาดฟันทรราชให้ดับสูญ จะปกป้องพิทักษ์ราษฎร์ให้จำรูญ

เมื่อแต่งเครื่องแบบตำรวจในตำแหน่งผู้กำกับการ จุดเด่นที่เห็นชัดเจนเมื่อสวมหมวกทรงหม้อตาลสีกากี จะมีช่อชัยพฤกษ์สีขาวปักด้วยดิ้นเงินสีขาวสะอาดตา 1 ชั้น คาดบนกระบังหมวกพื้นสักหลาดสีดำ ได้เลื่อนยศจากพันตำรวจโท เป็นพันตำรวจเอก มีมงกุฎครอบดาวเงิน 8 แฉก 3 ดวงเต็มสองบ่า

เมื่อพิจารณาจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ต้องรับผิดชอบตำรวจทั้งโรงพัก ต้องบริหารงานให้ดี ต้องทำให้คดีอาชญากรรมลดลงจนประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ผมจะต้องแบกรับเอาไว้ด้วยสองบ่าของผม

ผมทั้งตื่นเต้นและดีใจ ที่ผมได้ทุ่มเทสติปัญญาและกำลังกายให้กับการทำหน้าที่มาอย่างยาวนานถึง 18 ปี 8 เดือน จนก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าโรงพัก เวลานั้นผมมีความตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะทำงานตามที่ พล.ต.ท.สมศักดิ์ สายบัว และ พล.ต.ท.ไพศาล ตั้งใจตรง ไว้วางใจมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้

เมื่อผมไปทำหน้าที่ก็สามารถพัฒนาโรงพักในทุกๆ ด้าน จนได้เป็นโรงพักดีเด่นอันดับ 1 ทั้งของภาค 8 และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมมีความตั้งใจจริงที่จะบริหารและพัฒนาให้เป็นโรงพักตัวอย่างตามความฝันของผมที่ผมฝันไว้มานาน ด้วยกำลังกายของผมที่แข็งแกร่งและจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจึงมีศักยภาพ ผมสนุกกับการทำงาน

แต่แล้วเมื่อมานั่งเก้าอี้เป็นหัวหน้าโรงพักแห่งแรก ก้นยังไม่ทันร้อนและยังไม่ครบรอบปี เพียงแค่ 7 เดือนเศษผมก็ถูกย้ายเสียแล้ว

ขณะเป็นผู้กำกับการแล้ว ผมก็ยังถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยตามมาอีกเป็นระลอก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนล่าช้า จนผมรู้สึกเข็ดขยาดกับงานสอบสวน บางครั้งถอดใจไม่คิดจะสู้ แล้วยังต้องผจญกับการถูกร้องเรียนสารพัดจิปาถะ

แต่ถึงกระนั้น ผมก็แก้ปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จพร้อมกับกวาดรางวัลทั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และของตำรวจภูธรภาค 8 ทุกปีทุกรางวัลที่มีการมอบกัน ซึ่งถ้าแข่งขันกันแบบสุภาพบุรุษ ไม่โกงผม คู่แข่งจะชนะผมยากมาก เพราะมีความแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด ทิ้งกันไกล เหมือนมวยคนละรุ่น

ผมไม่มีเคล็ดลับอะไร แต่มาจากความจริงใจ ทุ่มเททำงานอย่างหนัก ตั้งใจจริง ลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง พูดจริงเสมอ คำไหน คำนั้น ไม่มีพลิกลิ้น เล่นลิ้น หรือใช้สำนวนโวหารคิดสร้างวาทกรรม ก่อนคิดจะทำอะไร หรือก่อนจะพูดอะไร ผมจะไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบเสมอ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน และเมื่อลั่นวาจาไปแล้วต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ ทั้งต้องซื่อสัตย์และเคารพต่อคำพูดของตัวเอง

ผมไม่มีทางจะประสบความสำเร็จได้เลย ถ้าไม่มีองค์ประกอบที่สำคัญช่วยค้ำจุนผม เมื่อได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตที่ประกอบอาชีพในทางที่สุจริต ตำรวจที่ผมปกครองบังคับบัญชาให้ความร่วมมือ และมีผู้บังคับบัญชาให้โอกาสผมแสดงฝีมือ

การทำงานของผมในตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจ เป็นหัวหน้าโรงพักนาน 5 ปีเต็มนั้น ผมยึดมั่นในอุดมคติตำรวจอย่างไม่เปลี่ยนใจ เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ และปลุกใจตัวเองเสมอด้วยเพลงมาร์ชตำรวจ

“ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา…”

ผมดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต (10 พฤศจิกายน 2543-25 มิถุนายน 2544) ตำแหน่งนี้ในสมัยเมื่อปี พ.ศ.2543 เป็นตำแหน่งที่นายตำรวจหลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปนั่ง แต่ตัวผมเองนั้นไม่กล้าฝันและไม่เคยคิดฝันมาก่อน

เมื่อได้เลื่อนยศเป็นพันตำรวจเอกมาเป็นหัวหน้าโรงพักแห่งนี้ ในวัย 42 ปี สร้างความกระตือรือร้น ช่วยเติมพลังในการทำงานของผมอย่างท่วมท้น และเป็นความปรารถนาของผมอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาสถานีตำรวจทุกด้านให้เป็นไปตามที่ผมฝันไว้

โดยมีคัมภีร์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบให้ คือโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน เป็นเส้นทางเดินในการทำงาน

ชื่อโรงพักคือ กะทู้ แต่ตัวโรงพักตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลป่าตอง คนภูเก็ตบางคนก็เรียกโรงพักนี้ว่า “โรงพักป่าตอง” คนภายนอกฟังดูคงจะสับสน

ในขณะนั้นอำเภอกะทู้มีโรงพักทั้งหมด 3 แห่ง ส่วนอีก 2 แห่งที่ผมจะต้องดูแลรับผิดชอบด้วย คือสถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลกะทู้ อยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอกะทู้ แต่ผมดูแลห่างๆ เท่านั้น ไม่ต้องไปดูแลคดีทั้งหมด คงดูเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์

กับอีกแห่งคือสถานีตำรวจภูธรตำบลกมลา ตั้งอยู่ที่ชายหาดกมลา โรงพักกมลามีหน้าที่จัดสายตรวจดูแลความปลอดภัย ส่วนคดีต่างๆ โรงพักป่าตองรับผิดชอบทั้งหมด

ปัจจุบันนี้ ผมทราบว่าโรงพักป่าตองเปลี่ยนชื่อให้ตรงกับตำบลที่ตั้งแล้ว เป็นสถานีตำรวจภูธรป่าตอง ส่วน สภ.ต.ทุ่งทอง เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สภ.กะทู้ ตรงกับพื้นที่รับผิดชอบ เลิกสับสนหายสงสัยเสียที

เรื่องการทำหน้าที่ของผม ผู้บังคับบัญชาไม่ค่อยกังวลใจว่าผมจะทำหน้าที่ไม่ได้ และไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนพูดถึงเรื่องงานเลย แต่กลับห่วงใยผมในอีกด้าน ต่างพากันหวั่นใจว่าผมจะไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมที่หัวหน้าโรงพักเขาปฏิบัติกัน กลัวผมจะเป็นขบถวัฒนธรรมตำรวจ

พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ซึ่งเพิ่งลุกจากเก้าอี้ ผกก.สภ.อ.กะทู้ แล้วผมไปนั่งแทน ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เป็น รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ต้องลงทุนมาติวเข้มกับผมอย่างจริงจังด้วยตัวเอง เมื่อผมไปรับตำแหน่งใหม่ๆ แนะนำผมให้ปฏิบัติไปตามธรรมเนียมแบบแผนที่เขายึดกันมา

ผมรับฟังไว้และจะได้พยายามยึดถือ

พ.ต.อ.ก่อเกียรติเคยเป็น สว.จร.สภ.อ.หาดใหญ่ ส่วนผมเป็น รอง สว.จร.สภ.อ.หาดใหญ่ เป็นผู้บังคับบัญชาเก่าของผม ตำแหน่งหน้าที่ของผมจึงก้าวหน้าและถือว่ายังไม่ถูกทิ้งห่างมากนัก จน พ.ต.อ.ก่อเกียรติกระโดดขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นเวลาเดียวกับที่ผมได้เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเริ่มถูกทิ้งห่างมากขึ้น

ผมทำหน้าที่เป็นผู้การจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2553 จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2554 มีผลงานการปราบปรามอาชญากรรมเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยม เป็นอันดับ 1 ของภาค 8 เกือบจะทุกเดือน แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ผบช.ภ.8 เลย

คงเป็นเพราะผมถือคัมภีร์คนละเล่ม ไม่สยบยอมผู้ทำผิดกฎหมาย ทำให้ลดสถิติคดีอาชญากรรมลงทุกประเภทอย่างถล่มทลาย ด้วยเทคนิคง่ายๆ 2 ประการที่ไม่เคยมีใครคิดจะทำอย่างจริงจัง เป็นหัวใจจับโจร วิธีนั้นคือ การจับปืน และจับรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

ใครได้ยินก็รู้ว่าเป็นวิธีการที่ง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ง่ายและจะไม่มีทางพบความสำเร็จได้เลย ถ้าไม่มีมาตรการที่เด็ดขาด คือต้องไม่ลูบหน้าปะจมูก ต้องไม่เป็นมิตรกับผู้ทำผิดกฎหมาย ทำแล้วต้องไม่เหนื่อยเปล่า ต้องให้โจรยอมสยบ

แต่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 หรือคนสำคัญๆ ในพื้นที่ที่เป็นนักการเมืองทั้งรองนายกรัฐมนตรี ส.ส. และเหล่าลิ่วล้อมีอาการจะเป็นจะตายเสียให้ได้ สั่งเบรกมาตรการนี้ ให้ผมหยุด โดยไม่ไต่ถามหาเหตุผลแล้วให้ผมชี้แจงว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ผมคิดและพิจารณามาอย่างละเอียดรอบคอบและถี่ถ้วน แล้วยังยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นเป้าหมายสำคัญ

เมื่อไม่ถามหาเหตุผล ผมจึงตอบผู้บัญชาการไปว่า หากจะให้หยุดต้องสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อสั่งด้วยลมปากก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

     “ผู้ว่ากาญจน์” รวมพลังเครือข่าย “คนจงรักภักดี” ปลูกป่าถวาย“สมเด็จพระพันปีหลวง” 
เชลยศึกสงครามลาว (42)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่สมาชิกวุฒิสภา (25)
โรงพยาบาลอานันทมหิดล (จบ) Streamline Moderne ที่ตึกศัลยกรรมและตึกปฏิบัติการแพทย์
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (187)
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง โมนาโค โมเดล โยงกับ ลังกาวี โมเดล แนบชิด
รถสมัยใหม่ ใหญ่เกินไปหรือเปล่า
เมื่อพม่าชนอาเซียนที่กรุงเทพฯ แล้วไทยจะยืนอย่างไร!
วัคซีน AI เข็มแรกของโลก!
สีสัน บทวิจารณ์ ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มีกลิ่น ตะวันตก
E-DUANG | การผนึกพลัง ทาง การเมือง เบื้องหน้า กระแส “โกงส.ว.”
ถอดรหัสความสำเร็จ ‘นักบริหาร-มือปราบ’ จากทฤษฎีสู่นวัตกรรมผลงานประจักษ์แจ้ง