My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากอาชญากรสงครามสู่สมาชิกวุฒิสภา (25)
ความปั่นป่วนหลังสงครามและรัฐประหาร 2490
ภายหลังที่ยุโรปและเอเชียผ่านโศกนาฏกรรมจากสงครามแล้ว ครั้งนั้นพระสารสาสน์ฯ ยังคงพำนักอยู่ในไทย ต่อมาเขาถูกจับในคดีอาชญากรสงครามร่วมกับจอมพล ป.และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เขาได้เห็นช่วงเวลาที่ไทยดิ้นรนให้รอดพ้นจากการตกเป็นผู้แพ้สงคราม ท่ามกลางประกาศสันติภาพของรัฐบาลพลเรือนที่ขึ้นมาบริหารประเทศตั้งแต่ช่วงปลายสงครามที่ต้องเจรจากับมหาอำนาจต่างๆ การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามด้วยข้าวจำนวนมหาศาลให้อังกฤษ การคืนดินแดนบางส่วนในอินโดจีน และบางส่วนในมลายูกลับไปยังฝรั่งเศสและอังกฤษ
ไม่เพียงแต่ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุมที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนภายหลังสงครามเท่านั้น แต่คดีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (2489) และปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐบาลพลเรือนทำให้คณะทหารกลุ่มหนึ่งถือโอกาสทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลของกลุ่มนายปรีดีลงในที่สุดเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 ความปั่นป่วนทางการเมืองไทยภายหลังสงครามทำให้ “ฝ่ายนิยมเจ้าและฝ่ายขุนนางเก่า” กลับมาสู่เวทีการเมือง (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2557, 22-23)
ภายหลังการโค่นล้มกลุ่มพลเรือนในคณะราษฎรลงแล้ว ปรากฏความรู้สึกนึกคิดของพระราชวงศ์ที่ให้ความหมายการปฏิวัติ 2475 ไว้ว่า เป็น “การม้วนแผ่นดิน” ส่วนการรัฐประหาร 2490 นั้นคือ “วันใหม่ของชาติ” (ธานีนิวัต, 2517, 11, 138)
การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายนจึงเป็นการปิดฉากความพยายามของรัฐบาลพลเรือนที่มุ่งหวังฟื้นฟูประชาธิปไตยไทยภายหลังสงครามต้องยุติลง แต่กลับยังโอกาสให้กลุ่มปฏิปักษ์ และกลุ่มอนุรักษนิยมสามารถกลับมามีบทบาททางการเมืองร่วมกับคณะรัฐประหารได้ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, 2559, 455-471)

การคืนฟื้นพลังของพวกอนุรักษนิยม
คณะรัฐประหารได้นำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2490 หรือ “รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” ขึ้น อันมีเนื้อหาสาระที่เปลี่ยนแปลงจากหลักการภายหลังการปฏิวัติ 2475 กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก เช่น
การฟื้นอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นกลับมา ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ซึ่งกำหนดให้พระองค์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และมีพระราชอำนาจในการปลดนายกรัฐมนตรีโดยให้ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ ทั้งนี้ อภิรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการเลือกตั้งวุฒิสภา เป็นต้น (ศุภกาญจน์ ตันตราภรณ์, 2542, 82-83) ดังนั้น อุดมการณ์ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ คืออุดมการณ์แบบรอยัลลิสต์ (Kobkua Suwannathat-Pian, 2003, 138)
ในขณะที่หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารและหนึ่งในคณะราษฎร วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “รัฐธรรมนูญใหม่นี้เป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลอง…อำนาจสิทธิ์ขาดไปอยู่ที่พระมหากษัตริย์อย่างนี้คุณเรียกได้หรือว่าประชาธิปไตย” (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, 176)

พระสารสาสน์ฯ เป็นวุฒิสมาชิกภายหลังรัฐประหาร
แทบไม่น่าเชื่อว่า ในสมัยที่พลังอนุรักษนิยมได้ฟื้นตัวกลับมาภายหลังการปฏิวัติ 2475 นี้ พระสารสาสน์ฯ ได้รับเสนอชื่อให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา (18 พฤศจิกายน 2490-22 เมษายน 2492) ทั้งๆ ที่เขามีบทบาทที่สนับสนุนการปฏิวัติ 2475 มาอย่างยาวนาน เป็นผู้ที่นิยมญี่ปุ่นและมีความคิดทางการเมืองที่ไม่สนับสนุนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และค่านิยมจารีตประเพณีที่ครอบงำผู้คนในสังคม
ทั้งนี้ หลังการรัฐประหารแล้ว พันตรีควง อภัยวงศ์ ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระบอบเก่าอันเป็นกลุ่มรอยัลลิสต์จำนวนมาก รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งจำนวนมากเป็นขุนนางและเจ้านาย มากเสียจน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้สมญาวุฒิสภาชุดนี้ว่าเป็น “สภาประวัติศาสตร์” เพราะชื่อของสมาชิกแต่ละท่านฟังดูเหมือนกับจะอ่านออกมาจากหน้ากระดาษพงศาวดารไทย (เสนีย์ ปราโมช, 2511, 85)
ดังนั้น การที่เขาถูกแต่งตั้งจากรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ ให้เป็นวุฒิสมาชิกอาจจะด้วยเหตุจากพระสารสาสน์ฯ เป็นบุคคลที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับจอมพล ป.มาก่อน การมีลูกเขยและลูกสะใภ้มาจากพระราชวงศ์ หรือเป็นอดีตข้าราชการครั้งระบอบเก่า ไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อวุฒิสมาชิกที่ดารดาษไปด้วยอดีตข้าราชการระบอบเก่า จนผู้คนครั้งนั้นเรียกกันว่า “สภากรุ๋งกริ๋ง” หมายถึง บนอกเสื้อของสมาชิกอุดมไปด้วยเหรียญตราอันเป็นพวกขุนนางศักดินาจากระบอบเก่าภาคภูมิใจ
สำหรับเครือญาติในครอบครัวของนักต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น เขากลับมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร (2458 -2524) พระโอรสกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เป็นลูกเขย และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา (2465-2569) พระธิดากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นลูกสะใภ้

บทบาทในฐานะการเป็นวุฒิสมาชิก
ในขณะนั้น รัฐบาลจอมพล ป.มีนโยบายในการปิดโรงเรียนจีน เขาได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีศึกษาฯ (พลโทมังกร พรหมโยธี) เขาเห็นการปิดโรงเรียนจีนนั้นเป็นการลิดรอนเสรีภาพและขัดกับหลักการของสหประชาชาติ นอกจากนี้ เขาได้กระทู้ถาม ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล รัฐมนตรีต่างประเทศ ว่าสหประชาชาติส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยเคยแจ้งให้สหประชาชาติทราบหรือยังว่าทุกวันนี้ไทยปกครองในระบอบใด
สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฉบับที่ 3 พ.ศ.2491 เรื่องขอตั้งคณะรัฐศาสตร์ โดยร่าง พ.ร.บ.ให้เหตุผลว่า วิชารัฐศาสตร์เป็นวิชาผลิตนักปกครอง สมควรจะมีการสอนเป็นปึกแผ่น แต่เขาเห็นว่า ตามที่รัฐมนตรีชี้แจงมาว่า วิชาที่จะสอนที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์นั้นจะไม่ซ้ำกับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขาเห็นว่า เมื่อวิชามีความต่างกันไม่ควรใช้คำว่ารัฐศาสตร์ซ้ำอีก เพราะมีการใช้คำนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในระดับปริญญาโทไปแล้ว ดังนั้น เขาเห็นว่าคณะที่จะตั้งขึ้นใหม่นั้นควรใช้คำว่า รัฐกิจศาสตร์ (Applied Political Science) (รายงานการประชุมวุฒิสภา สมัยสามัญ พ.ศ. 2491, 2493, 349-350)

ปกป้องภาษีประชาชน
ครั้งหนึ่ง ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เขาได้ตั้งกระทู้ถามถึงการที่รัฐบาลจะส่ง ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมผู้ติดตามจำนวนหนึ่งเข้าประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาตินั้น เขาเห็นว่า การส่งคนไปมากมายนั้นเป็นการสิ้นเปลืองเงินของชาติ เนื่องจากไทยมีเอกอัครราชทูตประจำที่สหรัฐอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งตัวแทนระดับรัฐมนตรีไปอีกเพื่อประหยัดงบประมาณของชาติว่า
“จะเสียเงินเสียทองของชาติ ซึ่งเราต้องสงวนในเวลานี้ แล้วเงินต่างประเทศเสียด้วย ซึ่งเราก็ไม่มีพอใช้อยู่แล้ว การไปเช่นนี้อาจมีการครหานินทาว่ารัฐบาลไปเที่ยวกัน ข้าพเจ้ารู้จักนายกรัฐมนตรีดีว่า ท่านเป็นคนใจดีใจคอกว้าง เมื่อท่านรัฐมนตรีอยากจะไปท่านก็อนุญาตให้ไป มันเป็นเช่นนี้” และการไปดังกล่าวเป็นการซ้ำซ้อนงานกันและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ ลุกขึ้นโต้ตอบการพยายามตัดงบประมาณจากพระสารสาสน์ฯ กลับว่า “ปากหอยปากปู” และได้กล่าวย้อนทวนถึงความรู้จักกับพระสารสาส์นฯ มานาน และประเด็นความสำคัญของสายเลือดในการรับราชการครั้งระบอบเก่าว่า
“คุณพระฯ (พระสารสาส์นฯ) สมาชิกสภาผู้มีเกียรติ ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักกันมาตั้ง 30 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ในวังปารุสกวัน รับราชการร่วมกันมา ทางกลาโหมท่านเป็นครู ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายบุ๋นหรือบู๊ทางฝ่ายทหาร และเคราะห์ดีที่ข้าพเจ้าเป็นลูกหม้อเดียวกันในกระทรวงการต่างประเทศอีก แต่ข้าพเจ้าได้เปรียบท่านที่เป็นลูกพ่อ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ) คือเป็นลูกเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในครั้งกระโน้น” (รายงานการประชุมวุฒิสภา สมัยสามัญ พ.ศ.2491, 2493, 450-451)
จากนั้น พระสารสาส์นฯ ได้กล่าวยืนยันตอบกลับว่า ขอให้ทบทวนเพื่อเป็นการประหยัดให้แก่ประเทศชาติและเขา “ขอวิงวอนท่านให้ไตร่ตรองดูว่าสมัยนี้มันสมัยปรมาณู ไม่ใช่สมัยโฮเฮนซอลเลิน” จากนั้น ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์กล่าวตอบโต้เขากลับด้วยความว่า “คำหลังที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติพูดอะไรฟังไม่สู้จะเป็นภาษาฝรั่งก็ไม่ถนัด จะเป็นเยอรมันครึ่งๆ กลางๆ หรืออะไร” (รายงานการประชุมวุฒิสภา สมัยสามัญ พ.ศ. 2491, 453)
ไม่ว่าเขาจะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากสาเหตุใดกันแน่ แต่บทบาทอันดุเดือดของเขาในการปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาติยังคงสะท้อนความเป็นตัวตนเองเขา-พระสารสาสน์พลขันธ์
