บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (42)
บทเรียนจากการรบ
หลังยกเลิกการปฏิบัติตาม CAMPAIGN Z แล้ว ฝ่ายเสนาธิการของกองทัพเวียดนามเหนือได้บันทึกสรุปบทเรียนและความผิดพลาดทางยุทธวิธีที่ส่งผลให้ไม่สามารถยึดเมืองล่องแจ้งได้ตามเป้าหมายไว้ 3 ประการ ดังนี้
1. การเข้าตีภูเทิงเร็วเกินไปจากแผนเดิม
ตามแผนเดิม กรม 165 ของเวียดนามเหนือจะต้องใช้เวลา 4 วันในการล้อมฐานที่มั่นสำคัญ คือภูเทิงซึ่งมีทหารเสือพราน บีซี 609 ยึดรักษาอยู่ เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงและบั่นทอนกำลังพลฝ่ายไทยให้บอบช้ำอย่างถึงที่สุดเสียก่อนจึงเข้าตีแตกหัก แต่เมื่อทราบข่าวว่าฝ่ายไทยกำลังเคลื่อนกำลังมาเสริมจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหันออกคำสั่งทุ่มเทกำลังเข้าตีแตกหักทันทีทั้งๆ ที่ฝ่ายไทยยังแข็งแกร่ง ทหารไทยสามารถตั้งรับและต่อสู้ได้อย่างเหนียวแน่นในชัยภูมิที่สูงซึ่งได้เปรียบ ทหารเวียดนามเหนือเสียเปรียบต้องบุกผ่านพื้นที่เปิดโล่งปราศจากเครื่องกำบังต่อที่หมายซึ่งอยู่ในที่มั่นดัดแปลงอย่างดีบนยอดเขา ความเร่งรีบนี้ทำให้ กรม 635 ของเวียดนามเหนือต้องสูญเสียกำลังพลเฉพาะการเข้าตีครั้งนี้ไปกว่า 200 นาย จนแทบสิ้นสภาพในช่วงเวลาสำคัญของการรบ แม้จะสามารถยึดที่หมายได้ในที่สุดก็ตาม
2. การประเมินประสิทธิภาพการโจมตีทางอากาศต่ำกว่าความเป็นจริง
ผู้นำกองทัพเวียดนามเหนือเชื่อมั่นว่าสภาพลมฟ้าอากาศที่เลวร้ายคือหมอกหนาและฝนในฤดูหนาวจะช่วยบดบังทัศนวิสัยและเป็นเกราะกำบังไม่ให้เครื่องบินสหรัฐเข้ามาโจมตี โดยมองข้ามระบบเรดาร์นำทางและกำหนดเป้าหมายที่ทันสมัยของกองทัพอากาศสหรัฐ โดยเฉพาะเทคโนโลยีของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่สามารถทิ้งระเบิดใต้สภาพอากาศปิดหรือในเวลากลางคืนได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การรวมกำลังพลขนาดใหญ่ในพื้นที่เปิดเพื่อเตรียมบุกเช่นที่ฟาร์มวังเปา จนกลายเป็นเป้าหมายนิ่งให้ B-52 บินเข้ามาทิ้งระเบิดโจมตีแบบปูพรมได้อย่างง่ายดาย นำไปสู่ความสูญเสียทางยุทโธปกรณ์และกำลังพลจนเสียกระบวนรบ
3. การประเมินขวัญกำลังใจของทหารเสือพรานไทยต่ำกว่าความเป็นจริง
ในช่วงแรกของยุทธการ เวียดนามเหนือประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการบุกยึดพื้นที่ทุ่งไหหินภายในเวลาเพียง 67 ชั่วโมง ทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงบางส่วนเกิดความลำพองและประเมินว่าทหารเสือพรานไทยและทหารม้งจะเสียขวัญจนยอมแพ้อย่างง่ายดายเหมือนในสมรภูมิอื่น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการตั้งรับ “แบบหลังชนฝา” ที่แนวเขาสกายไลน์และพื้นที่รอบล่องแจ้ง ทหารไทยกลับไม่ยอมจำนนเหมือนที่พวกเขาคาดไว้ (ต่างจากประวัติศาสตร์ที่เดียนเบียนฟู) ทำให้แนวรบของเวียดนามเหนือต้องติดหล่ม ยืดเยื้อ และสูญเสียกำลังพลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาการทดแทนกำลังและการส่งกำลังบำรุง
บทเรียนความผิดพลาดเหล่านี้ทำให้ CAMPAIGN Z กลายเป็นการรุกใหญ่ครั้งสุดท้ายของเวียดนามเหนือในสมรภูมิลาว ก่อนที่จะมีการเจรจาและประกาศหยุดยิงในปีถัดมา พ.ศ.2516

เชลยศึกสงครามลาว
ตลอดการรบในสงครามลับลาว มีทหารเสือพรานไทยถูกจับเป็นเชลยเพียง 2 ระลอก ระลอกแรกระหว่างวันที่ 18-21 ธันวาคม พ.ศ.2514 จากพื้นที่การรบทั่วพื้นที่ทุ่งไหหิน และระลอกที่ 2 ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2515 ระหว่างการสู้รบที่เมืองซำทอง ทหารเสือพรานไทยที่รอดชีวิตและถูกจับเป็นเชลยทั้งหมดถูกต้อนรวมกันและบังคับให้เดินเท้าเป็นระยะทางไกลข้ามฝั่งไปยังค่ายกักกันเมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนามเหนือ ซึ่งต้องเผชิญความทุกข์ทรมานและถูกคุมขังอยู่ที่นั่นยาวนานเกือบ 2 ปี ก่อนเคลื่อนย้ายไปค่ายกักกันที่อยู่ไกลออกไปที่เมืองฟูเย็นในดินแดนเวียดนามเหนือใกล้พรมแดนจีน
ในการถอนตัวจากสมรภูมิทุ่งไหหินช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2514 หน่วยทหารราบที่สูญเสียและตกเป็นเชลยศึกระลอกแรกมากที่สุดคือ บีซี 609 รองลงมาคือ บีซี 603
1. บีซี 609 ตั้งฐานที่มั่นอยู่บนยอดภูเทิงทางทิศตะวันออกสุดของพื้นที่การรบด่านหน้าของทุ่งไหหิน และเป็นที่หมายหลักของ CAMPAIGN Z มียอดถูกจับกุมเป็นเชลยศึกสูงสุด โดยถูกกำลังของเวียดนามเหนือเข้าตีโอบล้อมรอบทิศทาง ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคม พ.ศ.2514 ประกอบกับการสื่อสารกับหน่วยเหนือขาดหายและถูกตัดเส้นทางถอนตัวอย่างสิ้นเชิงจนฝ่ายเวียดนามเหนือเข้ายึดฐานที่มั่นได้ กำลังพลต้องกระจายตัวสู้รบจนกระสุนหมด สุดท้ายผู้บังคับฐาน “อินทนิล” ต้องส่งคำขอยิงให้ปืนใหญ่ยิงทำลายที่มั่น และกำลังพลส่วนใหญ่ของกองพันถูกจับเป็นเชลยศึกพร้อมกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดในการรบครั้งนี้
2. บีซี 603 ตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่บ้านโตน ทุ่งไหหิน ถูกกำลังทหารราบของเวียดนามเหนือ ร่วมกับหน่วยรถถัง PT-76 เข้าบดขยี้ในเวลาใกล้เคียงกับยอดภูเทิง จนทำให้ระบบแนวตั้งรับพังทลาย กำลังพลบางส่วนที่ถอนตัวไม่ทันหรือบาดเจ็บตกเป็นเชลยศึกจำนวนมากเช่นกัน
3. บีซี 607 วางกำลังร่วมกับบีซี 603 ในกลุ่มบ้านโตนเพื่อระวังป้องกันฐานยิงสนับสนุน เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับบีซี 603 ในคืนวันที่ 19 ธันวาคม ทำให้ต้องถอนกำลังกระจัดกระจาย บางส่วนถูกตัดขาดและถูกจับเป็นเชลย
4. พัน ป.ทสพ.635 และ 636
กำลังพลประจำฐานยิงไลอ้อน และฐานยิงมัสแตง ยิงต่อสู้จนปืนใหญ่ชำรุดและกระสุนหมด แต่เมื่อกองพันทหารราบที่คุ้มกันถอนตัว จึงต้องทำลายปืนใหญ่และถอนตัวเดินเท้าผ่านพื้นที่การรบ มีกำลังพลบางส่วนพลัดหลง บาดเจ็บ และถูกจับเป็นเชลยระหว่างการถอนตัวสู่ล่องแจ้ง
สําหรับการรบที่เมืองซำทองเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2515 กองพันทหารเสือพรานที่ถูกข้าศึกเวียดนามเหนือเข้าโอบล้อมและโจมตีอย่างหนักจนต้องถอนตัวและบางส่วนตกเป็นเชลยศึกประกอบด้วย บีซี 606 607 608 และ 610 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ทหารเสือพรานไทยถูกจับเป็นเชลยศึกจำนวนมากเป็นกลุ่มก้อน ดังนี้
1. บีซี 606 ตั้งมั่นรับการเข้าตีทางสันเนินด้านเหนือและด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซำทอง ถูกข้าศึกที่สนับสนุนด้วยรถถังเข้าบดขยี้อย่างหนักจนต้องตัดสินใจถอนตัวและสูญเสียกำลังพลเป็นเชลยจำนวนหนึ่ง
2. บีซี 607 เป็นหน่วยที่อยู่แนวหน้าระหว่างการรบ ตัดสินใจถอนตัวออกจากแนวตั้งรับ ส่งผลต่อแผนการตั้งรับเป็นส่วนรวม กำลังพลบางส่วนถูกจับเป็นเชลย
3. บีซี 608 วางกำลังร่วมกับบีซี 606 บนแนวสันเนินทางตอนเหนือของเมืองซำทอง และต้องละทิ้งที่มั่นถอนตัวออกมาภายใต้การกดดันอย่างหนักของกองกำลังเวียดนามเหนือ
4. บีซี 610 คุมเส้นทางยุทธศาสตร์จากเมืองซำทองสู่เมืองล่องแจ้ง เป็นที่มั่นสุดท้ายทางตอนใต้ของที่ราบซำทองถูกข้าศึกรวมกำลังเข้าตีแตกหัก จนต้องตัดสินใจสละที่มั่นเล็ดลอดหนี มีกำลังพลสูญหายรวมถึงถูกจับเป็นเชลยศึกจำนวนหนึ่ง
เรื่องเล่าเชลยศึกจากภูเทิง
ส.ต.เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์ (ยศขณะนั้น) หนึ่งในเชลยศึกที่ถูกจับหลังบีซี 609 ภูเทิงตกอยู่ใต้ยึดครองของทหารเวียดนามเหนือ เล่าความทรงจำว่า “ผมก็เจ็บ หลับๆ ลืมๆ ตาปิด แม้วพูดไม่ได้ ลาวพูดไม่เป็น ได้ยินทหารเวียดนามเหนือพูดว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ดีดีดี ดีเจยฮานอย ดีเจยฮานอย-ไปเที่ยวฮานอยกัน แล้วก็จับผมมัดไพล่หลังด้วยสายโทรศัพท์แล้วลากไป เหยียบไปบนซากศพในร่องคูเรด ผมจะเดินเลี่ยงทางไหนก็ต้องเหยียบไปบนศพทั้งพวกเราพวกเขา พูดได้ว่าในชีวิตของผม ผมเดินเหยียบเนื้อคนมาแล้ว เหยียบไปดิ้นไปเพราะมันไม่เรียบ เหยียบไปก็ดิ้นพลาดไปพลาดมา
ทีนี้เขาก็ดึงผมจากยอดเขาลงไปข้างล่าง ผ่านลงไปเห็นขุดเป็นหลุมใหม่ๆ มีพวกลังกระสุนเยอะแยะเลยที่ยังไม่ได้ใช้ เขาบอกว่าเขาถอนกําลังไปครั้งก่อนโน้นเขาก็เอาฝังไว้ พอตีศึกใหญ่ครั้งนี้ ก็ขุดขึ้นมาถล่มเรา ได้ความรู้ตรงนี้อีกอย่าง หนึ่งปีผ่านไปยอดหญ้าต้นอะไรมันก็ขึ้นคลุมหมด พวกเราลาดตระเวนจึงไม่รู้เรื่อง
ผมมารู้ตอนหลังว่าทําไมเขาไม่ยิงพวกเราให้ตายให้หมด เขาบอกว่าถ้าเขาได้เราหนึ่งคน เขาต้องยอมแลกถึง 6-7 คน เขาบอกมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ เขาบอกเป็นศักดิ์ศรีของเขาที่ยอมทุ่มถึง 6-7 คน
ผมมารู้จากนายทหารเขาว่า ศึกของเขาครั้งนี้เรียกว่า ‘วันฮบบ่อมีวันคืน’ ผมถามเขาแปลว่าอะไร เขาบอกเราจะไม่รบกันอีกแล้ว เขาบอกเผด็จศึกจบเลย
เขาก็เอาพวกผมไปไว้ที่หลุมที่เขาขุดเตรียมไว้ แสดงว่าเขาเตรียมงานเตรียมอะไรไว้พร้อมเลย สมกับที่เขาว่าวันฮบบ่อมีวันคืน จะไม่มีรบอีกแล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างเขาเตรียมพร้อมหมดเลย เราลงไปจากยอดเขาก็มีหลุมให้เราพัก
เสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงโอย…โอย เป็นเสียงของสมศรีที่ถูกจับมัดอยู่ เขาอยู่กองร้อยที่ 1 บีซี 609 ถูกจับก่อนผม เขาแหกปากร้องใหญ่เลย ผมก็ปลอบใจบอกลุงเส็งไม่ต้องร้องหรอก เดี๋ยวมันก็คงจะฆ่าเราทั้งคู่ ทั้ง 2 คนนั่นแหละ โอ้โห…แกแหกปากหนักเลยทีนี้ แบบเด็กเลย ร้องเป็นเด็กเลย ผมว่าแกทนไม่ไหวแล้ว แกน่าจะปวดที่ถูกมัดแน่นๆ สักพักหนึ่งผมก็ปวดบ้าง เพราะก็ถูกจับมัดเหมือนแก นั่งอยู่ในหลุมกับแก หลุมก็ไม่ใหญ่ เหยียดขาไม่ได้แล้วมัดขา มัดหลัง ปวดมาก เลือดไม่เดิน แป๊บเดียวผมทนไม่ไหว ผมก็แหกปากร้อง ก็คงจะเป็นฝ่ายสั่งการได้ยินเสียงเลยให้มาคลายที่มัดออก มันก็เบาตัวขึ้น เลือดเดินแล้ว ทีนี้ค่อยสบายตัวหน่อย ก็ขอน้ำกิน กินบ่ได้ เลือดสิไหลบ่อหยุด มันตอบเป็นภาษาลาว ผมไม่เข้าใจเรื่องนี้ กระหายแต่น้ำ เพราะว่าผมไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำมาแล้ว 36 ชั่วโมง
36 ชั่วโมงที่ผมพูดนี้ เราอยู่ด้วยความระทึกใจตลอด เห็นยิงกันตายต่อหน้า เพื่อนที่รักๆ กันแล้วก็ต้องกอดกันตาย มันกับเรานี่ มันกระโจนเข้าหาเราในคูเรด พวกนี้มันยอมตายหมด
แล้วคืนนั้นได้หลับไปเพราะความเพลีย ขอน้ำก็ไม่ให้…”
