ธงทอง จันทรางศุ | ‘จริง’ ที่ห้องสมุดเมลเบิร์น ‘ฝัน’ (ไม่เป็นจริง) ที่กรุงเทพฯ?
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
“หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” รอบนี้ การบ้านที่ส่งจากเมืองเมลเบิร์น เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งผมมีโอกาสได้มาพักผ่อนหย่อนใจอยู่ห้าคืนหกวัน โดยไม่มีธุระปะปังอะไรทั้งสิ้น นอกจากการมาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยตามสบายตามที่เจ้าของโปรแกรมทางนี้เอื้อเฟื้อจัดให้
ธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของคนไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศ คือ การขวนขวายหาของฝาก สำหรับญาติมิตรที่อยู่เมืองไทย อย่าว่าแต่มาต่างประเทศเลยครับ ไปแค่หนองมน จังหวัดชลบุรี ก็ต้องซื้อข้าวหลามมาฝากกันแล้ว เวลาจัดกระเป๋าเตรียมตัวไปต่างประเทศจึงต้องเตรียมพื้นที่เหลือสำหรับใส่ของกลับบ้านด้วย มิเช่นนั้นแล้วจะรู้สึกว่า เป็นการไปต่างประเทศหรือไปท่องเที่ยวที่ไม่สมบูรณ์
ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนฝูงเวลามาบอกว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนว่า “ขอให้เดินทางปลอดภัย ใส่ใจของฝาก” ที่ว่าพูดเล่นนี้ ถ้ามีอะไรซื้อหามาฝากจริง ก็ไม่ปฏิเสธนะครับ ฮา!
ในเมื่อมาเมืองเมลเบิร์นหลายวันขนาดนี้ ก็ต้องคิดหาของฝากท่านผู้อ่าน “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” กันบ้างเป็นธรรมดา แต่ของฝากในที่นี้จะให้แบกหรือขนอะไรมาพะรุงพะรังก็เกินปัญญา
เอาเป็นว่าของฝากรอบนี้ ขอฝากเรื่องเล่าที่น่าสนใจก็แล้วกัน
หลังจากผมมาถึงที่เมืองนี้และนอนหลับสนิทไปหนึ่งคืนแล้ว วันรุ่งขึ้นเป็นโปรแกรมเดินชมเมือง
แรกทีเดียวเจ้าบ้านผู้รับรองคิดว่าจะให้ผมไปซื้อคณะทัวร์เดินชมเมืองที่เดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้เป็นประจำ
แต่ผมร้องคัดค้านขึ้นพร้อมคำอธิบายว่า ด้วยระหว่างนี้ผมมีอาการเวียนศีรษะเนื่องจากหินปูนในหูหลุดจากตำแหน่งที่ตั้งประจำ ถึงแม้คุณหมอจะบำบัดรักษาด้วยการหมุนหัวผมมาสองรอบแล้วก็ตาม แต่อาการดังกล่าวยังไม่หายสนิท เวลาเดินจึงต้องเดินช้าหน่อย จะผลุนผลันผลีผลามไม่ได้ คุยกันแล้วจึงตกลงว่าเราจะเดินชมกันเอง “ตามอัธยาศัย”
ซึ่งอัธยาศัยในทีนี้ไม่ใช่ของใครอื่นเลย ขอยึดเอาอัธยาศัยของผมเป็นหลักก็แล้วกัน

เมื่อตกลงหลักการกันอย่างนี้แล้ว ที่ไหนเลยเราจะมองผ่านข้ามห้องสมุดไปได้
มาถึงเมืองเมลเบิร์นทั้งทีก็ต้องอยากดูห้องสมุดประจำเมือง หรืออันที่จริงเป็นห้องสมุดประจำรัฐเสียด้วยซ้ำว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
และโชคดีมากที่ห้องสมุด Victoria State Library นี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างแท้จริง จะเหลียวซ้ายแลขวาก็เป็นร้านขายของ ร้านอาหารสารพัดสัญชาติ เป็นโรงแรม เป็นห้างสรรพสินค้าทั้งสิ้น
หลานชายที่เป็นคนขับรถให้ก็ขับรถลงไปจอดในที่จอดรถของห้างใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากห้องสมุดนิดเดียว
นับว่าการเดินทางสะดวกสบายมาก หรือถ้าเป็นชาวเมืองโดยทั่วไป พูดแบบคนไทยก็ต้องบอกว่าห้องสมุดนี้” รถเมล์ผ่านหลายสาย”
แต่ที่นี่คงต้องบอกว่า บันไดใหญ่หน้าห้องสมุดมีรถรางวิ่งผ่านเป็นประจำ ลงจากรถรางปุ๊บวิ่งเข้าห้องสมุดปั๊บได้เลยทันที
ห้องสมุดนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของควีนวิกตอเรีย คือเมื่อแรกสร้างเมืองเมลเบิร์นเสียด้วยซ้ำ
โดยผู้อำนวยการสร้างห้องสมุดนี้ชื่อ Sir Redmond Barry และฟังดูก็รู้ว่าเป็นขุนนางคนโตอยู่ในยุคนั้น ทรวดทรงจึงมีสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษสุดขีด มีบันไดใหญ่อยู่ข้างหน้าเพื่อเสริมความเด่นเป็นสง่าให้แก่อาคาร ตัวตึกห้องสมุดเองมีทางเข้าได้จากหลายทิศทาง
แต่ทางเข้าที่เราเลือกใช้เป็นทางเข้าด้านทิศใต้ซึ่งมีท่านเซอร์ที่ว่านี้ยืนเด่นเป็นสัญลักษณ์อยู่
ตรงบริเวณไส้กลางชั้นสองภายในห้องสมุดเป็นห้องโถงทรงกลมมีโดมขนาดใหญ่ สูงโปร่งอยู่เหนือศีรษะ ทำให้ห้องที่ว่านี้จุคนอ่านหนังสือได้หลายร้อยคน
ฝาผนังห้องโดยรอบก็เป็นตู้หนังสือที่มีหนังสือแน่นขนัด มีป้ายบอกหมวดหมู่หนังสือไว้ชัดเจน ส่วนมากเป็นหนังสือเกี่ยวกับประเทศออสเตรเลียนี่เอง
เช่น มีอยู่ตู้หนึ่ง เป็นหนังสือว่าด้วยกองทัพต่างๆ ของประเทศ แถบนี้เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องกองทัพบก ตรงนี้เป็นกองทัพเรือ ตรงโน้นเป็นกองทัพอากาศ
ไปอีกนิดจะเป็นเรื่องของศิลปินศิลปะของประเทศออสเตรเลีย อะไรอย่างนี้เป็นต้น แม้ไม่ต้องใช้ระบบสืบค้นอะไรซับซ้อน การหาหนังสืออ่านก็สามารถทำได้สบายมาก
เนื่องจากห้องโถงนี้เป็นห้องทรงกลม จากจุดศูนย์กลางของวงกลมเขาจัดโต๊ะพร้อมเก้าอี้นั่งสำหรับอ่านหนังสือ เป็นรัศมีแฉกแยกออกไปโดยรอบทิศ ที่นั่งอ่านหนังสือทุกที่มีโคมไฟสีเขียวสำหรับให้แสงสว่างเวลาอ่านหนังสือติดตั้งไว้เป็นประจำ
เมื่อมองดูโดยรวมแล้วจากชั้นสามหรือชั้นสี่ของอาคารและมองลงมาเห็นห้องอ่านหนังสือใหญ่ที่ว่านี้ซึ่งอยู่ชั้นสอง จะเห็นภาพที่สวยงามมาก
เพราะเป็นภาพมุมกว้างที่เห็นคนนั่งอ่านหนังสืออยู่เต็มห้อง มีโต๊ะอ่านหนังสือสีน้ำตาลพร้อมโคมสีเขียวเรียงรายอยู่ทั้งห้อง
คนบ้าหนังสืออย่างผมเห็นแล้วขนลุกขนพองทีเดียว ปลื้มกับห้องสมุดประจำเมืองของเขาครับ

พ
อขึ้นไปถึงชั้นสี่ ระหว่างนี้ห้องสมุดจัดให้มีนิทรรศการพิเศษเรื่อง โลกของหนังสือ หรือเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า World of Books ขึ้น มีสาระนำแสดงแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับหนังสือ หลากหลายเรื่องออกไป
เป็นต้นว่า ส่วนหนึ่งของนิทรรศการจัดแสดงเรื่องเกี่ยวกับหนังสือที่ผู้หญิงเป็นคนเขียนขึ้นและส่งผลต่อบทบาทรวมถึงความคิดความใฝ่ฝันของสตรีในสังคมออสเตรเลีย
เดินต่อไปอีกนิดเป็นหนังสือทั้งเก่าทั้งใหม่ที่เป็นภาพวาดเกี่ยวกับสัตว์และพืชในเมืองออสเตรเลีย
เรื่องแบบนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะประเทศของเขาเป็นประเทศเกาะ ทั้งสัตว์ทั้งพืชที่หน้าตาไม่ซ้ำคนอื่นมีเป็นจำนวนมาก นักสัตววิทยาหรือนักพฤกษศาสตร์จึงวาดรูปทั้งสัตว์และพืชเหล่านี้ไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ขณะเดียวกันก็มีความงามในทางศิลปะเคียงคู่กันไปด้วย
รูปเหล่านี้เมื่อนำมาทำเป็นหนังสือก็ทำให้หนังสือสวยงามและน่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง
พ้นจากมุมนี้ไป เป็นหนังสือประเภท Pop-up คือเป็นหนังสือที่เวลาพับอยู่ก็เห็นว่าราบเรียบเป็นปกติ แต่พอกางเปิดออกมาก็จะมีรูปและเรื่องต่างๆ โผล่ขึ้นมาเป็นรูปแบบสามมิติ สีสันสวยงาม จูงใจให้เด็กอยากอ่านหนังสือชนิดนี้เป็นอันมาก
นี่เพียงแค่ยกตัวอย่างมาสองสามเรื่องซึ่งเป็นหัวข้อย่อยในนิทรรศการ สำหรับผมยังสนุกถึงเพียงนี้
วันนั้นผมจึงใช้เวลาเดินดูนิทรรศการอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
ผ
มไม่แน่ใจว่าตรงตำแหน่งที่เป็นตอนจบหรือตอนเริ่มของเส้นทางเดินชมนิทรรศการซึ่งจัดเป็นเส้นทางวงกลมเดินได้โดยรอบโดม มีวีดิทัศน์แสดงเรื่องการเตรียมการจัดนิทรรศการเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักหนังสือของคนที่ทำงานอยู่ในห้องสมุดแห่งนี้ ซึ่งไม่ได้มีแต่เฉพาะบรรณารักษ์เท่านั้น แต่รวมไปถึงแผนกอื่นๆ ที่ช่วยกันคิดและทำนิทรรศการเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ
ทุกคนทำงานที่นี่โดยใจรัก เห็นแล้วอิจฉาที่เขาได้ทำงานที่นี่ พร้อมกันกับอิจฉาห้องสมุดที่มีผู้มีใจรักเช่นนี้มาทำงานอยู่ด้วย สมน้ำสมเนื้อกันโดยแท้
น่าเสียดายที่วันนั้นผมมีเวลาเดินชมห้องสมุดของรัฐวิกทอเรียหรือของเมืองเมลเบิร์นอยู่เพียงแค่ 1 ชั่วโมง เพราะห้องสมุดของเขาวันอาทิตย์ปิดทำการตอน 5 โมงเย็น
จึงเล่าเรื่องที่เป็นของฝากได้เพียงแค่นี้
ผมมั่นใจว่ายังมีส่วนอื่นๆ ของห้องสมุดที่ผมไม่ได้เดินไปชมอีกมาก แต่เพียงเท่าที่ดูก็รู้สึกได้แล้วว่า ห้องสมุดนี้เป็นมิตรกับผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง และเขาก็ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นชาวเมืองเมลเบิร์นเท่านั้น แม้นักท่องเที่ยวอย่างผมก็เดินเข้านอกออกในห้องห้องสมุดได้แบบสบายมาก ขอให้เรารักษามารยาทว่าอย่าส่งเสียงโวยวายรบกวนคนอื่นเท่านั้นก็เป็นพอ
ร
ะหว่างนั่งรถกลับบ้าน ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่องหนึ่งที่คิดออกแต่จะผิดหรือถูกก็ไม่แน่ใจ คือเมืองใหญ่ทั้งหลายในโลกนี้เขามีห้องสมุดดีๆ เป็นสมบัติประจำเมืองด้วยกันทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ก็เป็นห้องสมุดเก่าแก่อายุหลายร้อยปีและเป็นของขึ้นหน้าขึ้นตาของเมืองนั้น ใครไปก็ต้องแวะไปเที่ยวห้องสมุดดังกล่าวเสมอไป
นานปีมาแล้วเมื่อครั้งที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่นครนิวยอร์ก ห้องสมุดเมืองนั้นก็มีชื่อเสียงมาก ใครผ่านไปผ่านมาก็มักขอแวะไปชม New York Public Library ซึ่งมีสิงโตหินตัวใหญ่คู่หนึ่งหมอบอยู่หน้าห้องสมุดเป็นสัญลักษณ์ที่สังเกตเห็นได้ง่ายและทั้งห้องสมุดทั้งสิงโตนี้ก็เคยทำหน้าที่เป็นดาราหนังฮอลลีวู้ดมาหลายเรื่องแล้วด้วยเช่นกัน
นี่ก็พูดพึมพำมาเท่านั้นล่ะครับ ไม่กล้าฝันไปไกลกว่านี้ ไม่กล้าคิดเมืองกรุงเทพฯ หรือเมืองไทยของเราจะมีห้องสมุดที่ทั้งสวยงามใหญ่โตและเป็นมิตรกับทั้งคนในเมืองนั้นและนักท่องเที่ยว เป็นจริงขึ้นมาได้เมื่อไหร่
เราต้องรู้ว่าเราถนัดด้านไหน เรื่องห้องสมุดนี้เราไม่ถนัดครับ
แต่ถ้าแข่งกันด้านศูนย์การค้าแล้ว ผมรับรองว่าเมืองไทยชนะเลิศแน่ มาเมืองไทยต้องเดินเที่ยวศูนย์การค้าเท่านั้น อย่าได้คิดอ่านไปเข้าห้องสมุดเป็นอันขาด จริงไหมครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
