โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
วันนี้ธุรกิจต่างๆ ของประเทศในอาเซียน เสถียรภาพและบูรณาการทางเศรษฐกิจช่วยชะลอความเสี่ยงและความกังวลมากขึ้น เนื่องจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
เราควรนำการสำรวจประเด็นนี้มาศึกษา
มองจากผลสำรวจ
State of Southeast Asia 2026 survey
ย้อนไปเมษายน 2025 การประกาศภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐได้ก่อผลร้ายต่อตลาดโลกอย่างลึก เนื่องจากนโยบายการค้าสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยแรก นอกจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและการลงทุนเหล่านี้ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วและนอกภูมิภาคได้เพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มากกว่าครึ่งของผู้ตอบคำถาม 51.9% ระบุว่า ผู้นำสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ คือความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์สูง
ตามด้วยความกังวลต่อการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์ทั่วโลก 51.4%
และกังวลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวในพื้นที่ทะเลจีนใต้ (South China Sea) 48.2%
เมื่อถามถึงมีความสัมพันธ์อย่างไรภายใต้การบริหารของทรัมป์ 2.0 สามารถปรับปรุงได้ ผู้ตอบคำถามที่เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอย พวกเขาเน้นต้องการให้วอชิงตันยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ สถาบันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและไม่ละเลยระบบโลก 38.5%
ราว 42.9% ของผู้เล่นภาคเอกชนตอบคำถามของ State of Southeast Asia 2026-SSA 2026 มีผลประโยชน์แตกต่างชัดเจนและมีความกังวลของบางภาคส่วนในระดับชาติด้วย
การค้นพบเหล่านี้แสดงถึงนโยบายสาธารณะทั้งภายในและในระดับภูมิภาค แสดงความแข็งแกร่ง และความยืดหยุ่นของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาค
สำหรับเหตุการณ์ที่เป็นหรือสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะด้านห่วงโซ่อุปทานและความสามารถด้านการผลิต แม้ว่าความขัดแย้งชายแดนกัมพูชาและไทยมีสถานะลำดับที่ 4 ของความขัดแย้งที่กดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นคำตอบของผู้ตอบคำถามภาคเอกชนในไทย
ความขัดแย้งเรื่องชายแดนกัมพูชาและไทยมีผลต่อการมีแรงงานในไทย เนื่องจากมีคนอพยพออกไปจำนวนมากอย่างไม่ได้คาดการณ์มาก่อน หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชาและไทยทะยานขึ้นในปี 2025
การตอบสนองจากภาคเอกชนและการตอบสนองในระดับชาติ ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเรื่องแรงงานย้ายถิ่นกัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชาและไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงเหมือนกัน ในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในไทย เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม ความแตกต่างในระดับชาติอาจปรากฏ จากผลการขาดแคลนแรงงานของแรงงานย้ายถิ่นกัมพูชาในอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น (Labour intensive) ในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคการก่อสร้าง
ธันวาคม 2025 การต่อสู้ระหว่างกัมพูชากับไทยทำให้ทหารไทยหยุดการนำน้ำมันไป สปป.ลาว ณ บริเวณจุดผ่อนปรนชายแดนเพราะมีการเบี่ยงนำน้ำมันนั้นไปใช้ในกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นคู่ขัดแย้งชายแดนกับไทย
อีกจุดเดือด ทะเลจีนใต้
ประเด็นต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในบริเวณทะเลจีนใต้ (South China Sea) จากผู้ตอบคำถามภาคเอกชน แสดงความรู้สึกมากต่อ ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐกับจีน
ความเป็นไปได้ของความขัดแย้งในภูมิภาคคือ เส้นทางเดินเรือสำคัญจะปั่นป่วนอย่างสำคัญ ผลกระทบคือ ด้วยทะเลจีนใต้เป็นพื้นที่ประมาณ 21% ของการค้าโลก และเป็น 1 ใน 3 ของการขนส่งทางเรือทั่วโลก เนื่องจากความขัดแย้งบริเวณตะวันออกกลางกำลังดำเนินไป ก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างสำคัญด้านการขนส่งทางน้ำในทุกด้าน มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและการผลิต กระทบลึกซึ้งต่อการมีและการเอาไปใช้ได้ ดังนั้น ความเสี่ยงต่างๆ ได้นำมาซึ่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจ
ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอบสนองอย่างไร
คำตอบของพวกภาคธุรกิจเสนอให้จัดการกับลัทธิปกป้อง (Protectionism) และลัทธิชาตินิยม (Nationalism) เพิ่มมากขึ้น ผู้เล่นภาคเอกชนเน้นความสำคัญของการเร่งบูรณาการภูมิภาค (Regional Integration) เพื่อต่อต้านลัทธิปกป้อง
มีผู้ตอบคำถามและข้อเสนอนี้ 42% โดยมากกว่านั้นพวกเขาพึ่งพาประเทศที่ได้รับการยอมรับในจุดยืนยุทธศาสตร์ที่แข็งแรง
ประเทศสมาชิกอาเซียน
ประเทศเหล่านี้เมื่อทำการสำรวจพบว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยลบ ความเห็นพ้องของประเทศเหล่านี้แตกต่างกันเล็กน้อยเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ทำการสำรวจความคิดเห็นนี้ พวกเขามองว่า พฤติกรรมเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิดเรื่องการคุกคามของการใช้ภาษีการค้าต่างตอบแทนเพื่อคุกคามประเทศ มีผลต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คำตอบอันดับที่ 2 ของกลุ่มคือ ความร่วมมือของพันธมิตรที่มีจิตใจสนับสนุนที่อยู่นอกอาเซียนต่อต้านลัทธิปกป้อง แม้ในบางจังหวะของบริษัทธุรกิจในประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดกว้าง เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนามตั้งแต่ปี 2025 จากข้อมูลของ SSEA 2026 ให้ภาพว่า ภาคเอกชนในประเทศเหล่านี้มีการลงทุนน้อยลง
เรื่องนี้ไม่ประหลาดใจ ที่เห็นผู้ตอบคำถามภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นมากที่สุดต่อองค์การอาเซียนที่เป็นผู้นำการค้าเสรีของโลก อาเซียนให้ความสำคัญน้อยต่อสหรัฐ (24%) ในฐานะประเทศผู้นำในการรักษากติกาและยึดมั่นใน rule of law (23.4%)
ประเด็นนี้สามารถบอกถึงการแสดงความรู้สึกของประเทศในอาเซียนต่อจีนและสหรัฐ แม้จีนยังคงได้รับการยอมรับว่าเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากผู้ตอบคำถามตอบ 16.9% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนเข้าใจไม่ชัดเจนต่อความแตกต่างทางด้านความรู้สึก (feel) กับแนวความคิด (perception) ต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐ ตามลำดับ โดยเฉพาะภาคเอกชน สปป.ลาว -10.7% สิงคโปร์ -10.7% และติมอร์-เลสเต -9.7% รู้สึกน้อยต่ออิทธิพลเศรษฐกิจจีนในภูมิภาค
สำหรับสหรัฐ ผู้ตอบคำถามภาคเอกชนฟิลิปปินส์ (+7.6%) และสิงคโปร์ (+7.1%) แสดงการสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อสหรัฐ เป็นผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเมื่อเปรียบเทียบกับระดับชาติ ข้อมูลนี้นำมาสู่การแสดงถึง ‘ด้านสำคัญ’ คืออิทธิพลทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยบวกเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นมากกว่านั้น นั่นคือ ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ สามารถมีทั้งชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ
จากการสำรวจในปีนี้ของ SSEA 2026 การเปิดๆ ปิดๆ จากการคุกคามโดยใช้ภาษีการค้าต่างตอบแทนของสหรัฐ มีผลต่อประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งกระทบอย่างสูงทางธุรกิจ ความไม่แน่นอนมีผลให้ต้นทุนการทำธุรกิจกำลังทะยานขึ้น
ความรู้สึกในกลุ่มบริษัทว่า สหรัฐสามารถมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากขึ้นในภูมิภาค สะท้อนถึงนโยบายสหรัฐต่อการดำเนินการทางธุรกิจและการตัดสินใจ ภาคธุรกิจเอกชนกังวลใจต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจเหล่านี้ บริษัทเอกชนแสดงความกังวลมากขึ้นต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่กลับกังวลน้อยต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน
แนวโน้มของภาคธุรกิจเอกชนในภูมิภาคนั้น บริษัทเอกชนต่างๆ ไม่ชอบความปั่นป่วน และชื่นชอบการบูรณาการทางเศรษฐกิจอย่างลุ่มลึก เพื่อบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้และกำลังเผชิญ upgraded ASEAN Trade in Goods Agreement-ATIG ที่วงแนวทางกีดขวางการไหลเวียน (flow) ทางการค้าและการลงทุน
สรุป
ประเด็นผลการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานคือ การเพิ่มความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ในกรอบของภูมิภาคชื่นชอบกลไกเหล่านี้มีประโยชน์ใช้แค่ภายในภูมิภาคและมีผลเพียงชั่วคราว
การตัดสินใจบังคับใช้กลไกเหล่านี้จะมีผลต่อภาคธุรกิจเอกชนในภูมิภาคอย่างไร อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐยังสำคัญ แต่ไม่ใช่ด้านลบเสมอไป
