ต่างประเทศ
หากเราพิจารณาแผนที่โลกดีๆ จะพบว่า ด้านเหนือของประเทศอิหร่านขึ้นไปเล็กน้อยมีทะเลปิดอยู่แห่งหนึ่ง รู้จักกันในชื่อทะเลสาบแคสเปียน
ด้านหนึ่งของทะเลปิดแห่งนี้ติดกับยุโรปและรัสเซีย
อีกด้านตรงกันข้าม กลับติดกับบางส่วนของภูมิภาคเอเชียบริเวณประเทศอย่างอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถาน
ทะเลแคสเปียนมีเนื้อที่ราวๆ 143,000 ตารางไมล์ จนได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ปัญหาก็คือว่า แต่เดิมพื้นที่ในส่วนนี้ของโลกเต็มไปด้วยความสงบสุข จนกระทั่งเกิดสงครามยูเครนขึ้นเมื่อรัสเซียกรีธาทัพเข้าไปเพื่อยึดครองประเทศนั้น นั่นทำให้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ยูเครนออกมาเปิดเผยว่าได้จัดการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมันของรัสเซียในทะเลแคสเปียน และประกาศพร้อมที่จะขยายขอบเขตการโจมตีไปให้ครอบคลุมเรือพาณิชย์ของรัสเซียที่ใช้เส้นทางดังกล่าว
จนต่อมา อิหร่านอ้างว่า เรือสินค้าของตนลำหนึ่งถูกโจมตีในทะเลแคสเปียนจนสูญเสียลูกเรือไป 1 ราย
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ไม่เพียงยูเครนกำลังจะดึงการสู้รบเข้ามาสู่พื้นที่ทะเลแคสเปียนเท่านั้น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อิสราเอลเองก็สนใจในพื้นที่เดียวกันนี้เช่นกัน โดยพุ่งเป้าโจมตีไปที่เรือรบของอิหร่าน นานหลายสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะเริ่มปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน
นักวิเคราะห์กำลังกังวลกันว่า ทะเลแคสเปียนกำลังนำเอา 2 สงครามใหญ่ร่วมสมัยในเวลานี้เข้ามารวมกัน หนึ่งคือสงครามยูเครน อีกหนึ่งคือสงครามอิหร่านในตะวันออกกลาง
เพราะถึงตอนนี้ ทั้งรัสเซียและอิหร่านต่างก็ประกาศเหมือนๆ กันว่าจะโจมตีตอบโต้เพื่อแก้แค้นให้กับการโจมตีในทะเลแคสเปียนก่อนหน้านี้ ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อการค้าและความมั่นคงระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก
เจนนิเฟอร์ คาวานอห์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การทหารของบริษัท ดีเฟนซ์ ไพรออริตี้ ชี้ว่า เรื่องนี้ควรจะสร้างความกังวลให้กับทางการวอชิงตันเอามากๆ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ใดๆ ว่า จะมีความร่วมมือกันระหว่างอิสราเอลกับยูเครน แต่โวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ผู้นำยูเครน รู้ดีว่าหากจะเอาชนะศึกในยูเครนให้ได้ ตนต้องดึงเอาประเทศในยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้องกับสงครามให้มากที่สุด
ในทางหนึ่ง ทะเลแคสเปียนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญไม่น้อย
รัสเซียเองมีบทบาทสำคัญในการควบคุมทางน้ำขนาดเล็กที่เรียกว่าคลองโวลก้า-ดอน ซึ่งเชื่อมต่อทะเลสาบแคสเปียนเข้ากับทะเลดำ ที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของสงครามยูเครนมานับตั้งแต่ปี 2022 แล้ว เพราะเชื่อกันว่านี่คือเส้นทางเลี่ยงหนีการแซงก์ชั่นเศรษฐกิจและการทหารของทั้งรัสเซียและอิหร่าน โดยใช้เป็นเส้นทางลำเลียงทั้งอาวุธและสินค้าเพื่อซื้อขายซึ่งกันและกันผ่านสองเส้นทางสำคัญ คือเส้นทางระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ (ไอเอ็นเอสทีซี) และเส้นทางลำเลียงผ่านทะเลแคสเปียน (ทีไอทีอาร์) หรือรู้จักกันในชื่อ “ระเบียงตอนกลาง” (Middle Corridor)
ไอเอ็นเอสทีซี เชื่อมต่ออินเดียกับอิหร่านผ่านทางอ่าวเปอร์เซียไปขึ้นรถไฟที่แล่นผ่านอาเซอร์ไบจานและรัสเซีย
ส่วนระเบียงตอนกลางนั้นเชื่อมโยงด้านตะวันตกของทะเลแคสเปียนเข้ากับด้านตะวันออก ด้วยเส้นทางการค้าผ่ากลางทะเลดังกล่าว
โดยสินค้าจากจีนจะสามารถส่งผ่านเส้นทางสายนี้ไปโดยผ่านไปขึ้นยังอาเซอร์ไบจาน, จอร์เจีย และตุรกี ข้ามไปยังยุโรปโดยไม่ต้องอาศัยทั้งรัสเซียและอิหร่าน
และเป็นเส้นทางที่ได้รับการยอมรับหลังจากยุโรปแซงก์ชั่นรัสเซียในปี 2022 แต่เริ่มมีการตรวจสอบมากขึ้นตามลำดับ เพราะความไม่มั่นคงในทะเลแคสเปียนที่มีสูงขึ้นเรื่อยๆ
สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาตั้งความหวังว่าจะใช้เส้นทางดังกล่าวนี้เพื่อนำเข้าสินแร่หายากและพลังงานจากเอเชียกลาง ลดการพึ่งพาจีนลง โดยไม่ต้องอาศัยรัสเซีย และกลายเป็นเส้นทางที่ช่วยให้ประเทศในแถบทะเลแคสเปียนสามารถมีคู่ค้าที่หลากหลายมากขึ้น และจะกลายเป็นเส้นทางที่ล้ำค่าในกรณีที่สงครามทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถใช้ได้โดยอิสระเหมือนเดิมอีกต่อไป แทนที่จะเลือกเส้นทางที่ยาวนานกว่ามากอย่างการแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกา
แต่ดูเหมือนอิหร่านเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี ดังนั้น จึงมีการส่งกองกำลังอันซาร์อัลเลาะห์ ที่เป็นพันธมิตรกับขบวนการฮูตี เข้ามาควบคุมพื้นที่นี้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เห็นได้ชัดว่ายูเครนไม่ต้องการให้สงครามยูเครนจำกัดอยู่แต่เฉพาะในยูเครนอีกต่อไปแล้ว แต่จะขยายมันออกไปให้ครอบคลุมไปถึงบริเวณรอบอ่าวเปอร์เซีย ฉวยเป็นโอกาสอันดีที่จะขายเทคโนโลยีในการป้องกันโดรนจากอิหร่าน พร้อมกับแสวงหาผู้สนับสนุนประเทศตนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม อาหมัด คาเซมิ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิจัยอาวุโสทางด้านยุโรปและเอเชีย เตือนว่า การรวมเอาสองสงครามเข้ามาไว้ด้วยกัน ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนัก เพราะอาจทำให้ยูเครนสูญเสียผู้สนับสนุนหลักทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาไปพร้อมๆ กันก็ได้
ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือการตัดสินใจโจมตีสะพานของอิหร่านที่ใช้เชื่อมต่อไปยังจีนกับรัสเซีย โดยผ่านทางเอเชียกลางเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะไม่ต้องการให้ผลประโยชน์ของชาติตนเสียไปให้กับความไม่มั่นคงในแถบทะเลแคสเปียน
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ความพยายามที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่านมีแต่จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่ว่านี้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของความร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงขึ้นในแถบทะเลแคสเปียน
เพราะตระหนักดีว่า เส้นทางการค้าแถบนี้มีแต่จะทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน
