กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
เจ้าของรางวัลโนเบลวรรณกรรมปีนี้ Anne Carson นักเขียนชาวแคนาดามีความน่าสนใจเป็นพิเศษตรงที่เธอเล่าเรื่องปรัชญาของนักคิดทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง
เธอเขียนหนังสือมาแล้วอย่างน้อย 20 เล่มทั้งกวีนิพนธ์, ความเรียงและนิยาย
แต่ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือเรื่องที่เธอเล่าไว้ก่อนหน้านี้อย่างน้อยสองปี
ว่าด้วย “ความสงสัย การคิด และการดำรงอยู่ของมนุษย์” ที่เชื่อมโยงปรัชญาของ Ren? Descartes (เรอเน เดการ์ต) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 17 ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่
โดยเฉพาะที่เธอค้นพบว่าประโยคดั้งเดิมอันโด่งดังของเขานั้นมันไม่ใช่แบบที่เราเคยเข้าใจกันอย่างกว้างขวาง
เราได้รับรู้มายาวนานว่าประโยคอมตะนั้นคือ
“I think, therefore, I am” หรือ “ฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน”
แต่แอนน์ คาร์สัน บอกว่าเธอไปค้นคว้าแล้วเจอว่าความจริงวลีเด็ดนั้นมันคือ
“I doubt, therefore I think, therefore I am.”
“ฉันสงสัย ฉันจึงคิด และเมื่อฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน”
ถ้าอย่างนั้นหลายคนที่สนใจเรื่องปรัชญาคงจะต้องกลับไปทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาตะวันตกที่เราคุ้นเคยมาหลายร้อยปี
เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักคำกล่าวอันโด่งดังของ Descartes
“I think, therefore I am.”
หรือ Cogito, ergo sum.
“ฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน”
แต่นักเขียนแคนาดาผู้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลุ่มลึกชวนให้เรามองประโยคนี้ใหม่ผ่านสิ่งที่เธอเพิ่งค้นพบเกี่ยวกับบทบาทของความสงสัยในปรัชญาของ Descartes
เธอชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่มนุษย์จะคิด มนุษย์ต้องรู้จักสงสัย และความสงสัยนี่เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแสวงหาความรู้
คำกล่าวนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะเป็นเพียงการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ปรัชญา
ทำให้ผมคิดต่อว่าแนวคิดนี้มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีที่มนุษย์เรียนรู้ วิธีที่สังคมค้นหาความจริง วิธีที่นักข่าวทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีที่เราจะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ในโลกที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในการคิดและตอบคำถามแทนเรา
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน”
แต่อาจเป็นว่า
“ถ้าฉันไม่สงสัย ฉันยังคิดอย่างเป็นอิสระอยู่หรือไม่?”
แอนน์ คาร์สัน เล่าว่า เธอเองก็ความประหลาดใจที่เพิ่งพบว่า “ความสงสัย” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการคิดของนักปรัชญาผู้นี้
ข้อความที่เธอหยิบยกขึ้นมาคือ
Dubito, ergo cogito, ergo sum.
“I doubt, therefore I think, therefore I am.”
“ฉันสงสัย ฉันจึงคิด ดังนั้น ฉันจึงมีตัวตน”
พอมีคำว่า “ความสงสัย” มาปรากฏอย่างมีนัยสำคัญ ความหมายของความคิดเรื่อง I think, therefore, I am ก็เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
มันแปลว่า…เพราะมนุษย์อาจคิดได้โดยไม่ตั้งคำถาม
แต่อาจไม่สามารถค้นพบความจริงใหม่ๆ ได้ หากไม่เคยสงสัยสิ่งที่ตนเองเชื่ออยู่ก่อนแล้ว
ย้อนกลับไปในยุโรปศตวรรษที่ 17 อันเป็นช่วงเวลาที่ความรู้ดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มเติบโต
แนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลที่มนุษย์เคยยึดถือกำลังเปลี่ยนแปลง
ความเชื่อทางศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์กำลังเผชิญคำถามใหม่ๆ
Descartes ต้องการค้นหาพื้นฐานของความรู้ที่มั่นคงอย่างแท้จริง
เริ่มต้นด้วยวิธีที่ดูเหมือนขัดแย้งกับการแสวงหาความรู้
นั่นคือการสงสัยต่อทุกสิ่งอย่าง!
เขาสงสัยประสาทสัมผัสของตนเอง
เพราะบางครั้งตาของเราก็มองเห็นผิด
หูของเราอาจได้ยินสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงอาจเป็นเพียงภาพลวงตา
เขาตั้งคำถามต่อไปว่า
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าขณะนี้เราไม่ได้กำลังฝัน?
ในความฝัน เราอาจเชื่ออย่างสนิทใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
แต่เมื่อตื่นขึ้นมา เราจึงรู้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน
ถ้าเช่นนั้น เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ความฝันอีกชั้นหนึ่ง?
ยิ่งคิดตามยิ่งสนุก เพราะเมื่อเขาสงสัยไปถึงที่สุด เราก็กลับพบสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถสงสัยได้
นั่นคือการมีอยู่ของตัวผู้กำลังสงสัย
แม้ทุกสิ่งจะเป็นภาพลวงตา แม้โลกภายนอกจะไม่เป็นอย่างที่เห็น
แม้จะเป็นคนที่สามารถหลอกให้เราเข้าใจผิดทุกเรื่อง
แต่การที่เรากำลังสงสัยก็แสดงว่ามีการคิดเกิดขึ้น
และตราบใดที่เรากำลังคิด เราก็ย่อมไม่อาจปฏิเสธการดำรงอยู่ของตนเองในขณะนั้นได้
ในชีวิตประจำวัน เรามักมองความสงสัยในแง่ลบ
คนที่ลังเลอาจถูกมองว่าไม่มั่นใจ
คนที่ตั้งคำถามมากเกินไปอาจถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการทำงาน
นักเรียนที่ถามครูซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจถูกมองว่าเป็นเด็กมีปัญหา
พนักงานที่ตั้งคำถามต่อคำสั่งผู้บริหารอาจถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือ
ประชาชนที่ตั้งคำถามต่อรัฐบาลอาจถูกกล่าวหาว่าสร้างความวุ่นวาย
แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ความก้าวหน้าทางความรู้จำนวนมากเริ่มต้นจากคนที่กล้าสงสัยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ
Galileo Galilei ตั้งคำถามต่อความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาลที่มีอิทธิพลในยุคของเขา
Charles Darwin ตั้งคำถามเกี่ยวกับความหลากหลายและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
Albert Einstein ตั้งคำถามต่อสมมุติฐานเกี่ยวกับเวลา อวกาศ และแรงโน้มถ่วง
นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้สร้างความก้าวหน้าเพราะพวกเขารู้คำตอบทุกอย่างตั้งแต่ต้น
แต่เพราะพวกเขากล้าตั้งคำถามที่แตกต่างออกไป
แต่แอนน์ คาร์สัน เป็นนักเขียน เธอบอกว่าเราอยู่ในโลกที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
เธอบอกว่าเธอไม่ได้มองมนุษย์ผ่านเหตุผลเพียงด้านเดียว
เธอบอกว่างานเขียนของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน
ความรักอาจทำให้มนุษย์มีความสุขและเจ็บปวดพร้อมกัน
ความทรงจำอาจเป็นทั้งสิ่งที่เราต้องการรักษาไว้และสิ่งที่เราอยากลืม
ภาษาอาจช่วยให้เราเข้าใจกัน แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เราเข้าใจผิด
มนุษย์อาจรู้สึกบางอย่างอย่างรุนแรง แต่ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน
เธอบอกว่าความไม่แน่นอนจึงไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องกำจัดออกไปทั้งหมด
บางครั้งความไม่แน่นอนกลับเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ที่ลึกซึ้งที่สุด
เธอบอกว่าวรรณกรรมที่ดีไม่ได้มีหน้าที่แจกคำตอบสำเร็จรูปเสมอไป
บางครั้งหน้าที่สำคัญกว่าคือการทำให้ผู้อ่านกลับไปตั้งคำถามต่อชีวิตของตนเอง
นวนิยายที่ดีอาจไม่ได้บอกเราว่าใครเป็นคนดีหรือคนเลวอย่างเด็ดขาด
บทกวีที่ดีอาจไม่ได้อธิบายความรักให้จบลงในประโยคเดียว
และงานศิลปะที่ทรงพลังอาจไม่ได้ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น แต่อาจทำให้เราตระหนักว่าความจริงซับซ้อนกว่าที่เคยคิด
ผมก็เลยตั้งคำถามต่อว่าถ้าไม่มีความสงสัย สังคมประชาธิปไตยจะเหลืออะไร?
ความสำคัญของการตั้งคำถามไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนหรือวงการปรัชญา
แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมืองและการปกครอง
สังคมประชาธิปไตยตั้งอยู่บนสมมุติฐานสำคัญว่า ไม่มีผู้มีอำนาจคนใดควรอยู่เหนือการตรวจสอบ
ไม่ว่าผู้นำจะได้รับความนิยมเพียงใด
ไม่ว่ารัฐบาลจะชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากเพียงใด
ไม่ว่านโยบายจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากเพียงใด
ทุกการตัดสินใจยังต้องสามารถถูกตั้งคำถามได้
เพราะความนิยมไม่ใช่หลักประกันของความถูกต้อง และอำนาจไม่ใช่หลักฐานของความจริง
การตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการต่อต้าน
แต่อาจเป็นการทำหน้าที่ของพลเมืองที่รับผิดชอบ
ประชาชนมีสิทธิ์ถามว่ารัฐบาลใช้เงินภาษีอย่างไร
มีสิทธิ์สงสัยว่านโยบายหนึ่งจะให้ประโยชน์แก่ใคร
มีสิทธิ์ขอหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างของผู้นำ
และมีสิทธิ์เปลี่ยนความคิดเห็นเมื่อพบข้อมูลใหม่
แต่ความสงสัยต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เธอบอกว่าผู้ตั้งคำถามก็ต้องยอมรับว่าคำตอบที่ได้อาจไม่ตรงกับความเชื่อเดิมของตนเอง
พอมาถึงชีวิตของผู้คนวันนี้ ผมก็มีคำถามว่าเมื่อ AI คิดแทนเรา ความสงสัยจะยิ่งสำคัญหรือไม่?
เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคที่คำถามหนึ่งอาจได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที
ปัญญาประดิษฐ์สามารถสรุปหนังสือ วิเคราะห์ข้อมูล เขียนบทความ แปลภาษา ช่วยสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์
และสนทนาเกี่ยวกับปรัชญาที่มนุษย์ถกเถียงกันมานานหลายศตวรรษ
ความสามารถเหล่านี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เข้าถึงความรู้
แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดคำถามใหม่
เมื่อเครื่องจักรสามารถตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว มนุษย์จะยังตรวจสอบคำตอบเหล่านั้นหรือไม่?
ปัญหาสำคัญของ AI ไม่ใช่เพียงว่ามันอาจให้คำตอบผิด
แต่คือบางครั้งมันอาจให้คำตอบผิดด้วยภาษาที่ฟังดูมั่นใจอย่างยิ่ง
นี่คือเหตุผลที่แนวคิดเรื่องความสงสัยของ Descartes กลับมามีความร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด
เมื่อ AI ตอบว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เราควรถามว่าแหล่งข้อมูลคืออะไร
เมื่อ AI สรุปว่านโยบายหนึ่งประสบความสำเร็จ เราควรถามว่าใช้ตัวชี้วัดใด
เมื่อ AI บอกว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย เราควรถามว่ามีผลสำรวจใดสนับสนุน
และเมื่อ AI อ้างคำพูดของบุคคลสำคัญ เราควรถามว่าเขาพูดจริงหรือไม่ พูดเมื่อใด และในบริบทอะไร
AI สามารถช่วยให้เราค้นหาคำตอบได้เร็วขึ้น
แต่ความรวดเร็วไม่ควรทำให้เราละทิ้งหน้าที่ในการตรวจสอบ ในยุคที่คำตอบมีราคาถูกลง ความสามารถในการตั้งคำถามที่ดีอาจมีคุณค่าสูงขึ้น
คําถามของผมไม่ได้หยุดแค่นั้น ผมถามตัวเองว่า AI สามารถสงสัยเหมือนมนุษย์ได้หรือไม่?
ตรงนี้คือจุดสลบ เพราะผมยังต้องพยายามหาคำตอบต่อไป
จะให้ถามใคร? ถาม AI แล้วมันให้คำตอบแล้วเราจะสงสัยว่ามันคิดแบบอัลกอริธึ่มหรือคิดอย่างมนุษย์กันแน่?
ยิ่งคิดยิ่งสงสัย
สรุปว่าท้ายที่สุดผมก็ยังต้องท่องประโยคเด็ดยุคศตวรรษที่ 17 อยู่ดี
“ฉันสงสัย ฉันจึงคิด และเมื่อคิดฉันจึงมีตัวตน”!
