เปิดประเด็น
ผมทิ้งค้างบทความนี้ไว้นาน … บทความเกิดจากการที่ผู้เขียนได้ยินคำสัมภาษณ์ของพลเรือนท่านหนึ่ง ในรายการข่าวตอนเย็นของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเสนอว่า การใช้อาวุธทางอากาศระยะไกลของไทยจะ “มีคุณค่า” ถ้าสามารถใช้ทำลายที่พักของผู้นำกัมพูชาได้ หรือในความหมายคือ สามารถสังหารผู้นำฝ่ายตรงข้ามได้แบบในภาพยนตร์ฮอล์ลีวู้ด
คำสัมภาษณ์เช่นนี้ อาจจะสอดรับกับกระแสชาตินิยมที่เชื่อว่า ไทยจะสามารถเอาชนะกัมพูชาด้วยอำนาจทางทหาร อีกทั้ง คำสัมภาษณ์อาจช่วยหล่อเลี้ยงกระแสชาตินิยมในแบบที่ต้องการ แต่ก็เป็นคำสัมภาษณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นความเห็นที่ละเลยความเป็นจริงของสงครามในยุคปัจจุบัน และไม่ตระหนักว่า การกระทำเช่นนั้น เป็นการยกระดับสงคราม ที่สุดท้ายแล้ว ไทยอาจจะเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและ “ไม่ชนะ”
สงครามของรัฐที่ใหญ่กว่าในโลกปัจจุบันอาจไม่ได้จบลงง่ายๆ ด้วยชัยชนะของการใช้เครื่องมือทางทหารที่เหนือกว่า เพราะรัฐเล็กเองก็มีศักยภาพในตัวเอง ที่รองรับการโจมตีทางทหารของรัฐใหญ่ได้ จนการโจมตีที่เกิดขึ้น ไม่อาจนำไปสู่ชัยชนะตามที่รัฐใหญ่ต้องการได้จริง ทั้งยูเครนและอิหร่านเป็นข้อสังเกตที่ดีในเรื่องนี้
แต่ในทางกลับกัน สงครามที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น “หล่ม” ให้รัฐใหญ่ติดอยู่กับที่ และพาตัวเองขึ้นจากภาวะสงครามไม่ได้ จนกลายเป็นการทำลายศักยภาพของตนเองอย่างคิดไม่ถึง … ถ้านึกภาพไม่ออก ขอให้นึกถึงทรัมป์ในอิหร่านกับปูตินในยูเครน และต้นพฤศจิกายนนี้ เราจะเห็นถึงผลของสงครามในการเลือกตั้งอเมริกัน
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อ “เชียร์” กัมพูชา แต่เขียนเพื่อเตือนใจบรรดา “สายเหยี่ยวไทย” ว่า สงครามในโลกปัจจุบันมีข้อจำกัดมากกว่าการคิดแบบสะเปะสะปะของบรรดาสายเหยี่ยวที่กรุงเทพฯ และอำนาจทางทหารที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็อาจไม่ให้ผลตอบแทนสงครามอย่างที่ “นักยุทธวิธี” ในกองทัพไทยคาดหวังไว้
มองสงครามยูเครน
ถ้าเราติดตามเรื่องของ “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” แล้ว บางทีอาจช่วยให้เรานึกถึง “สงครามไทย-กัมพูชา” ได้บ้าง แน่นอนว่า สงครามใน 2 ส่วนนี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เว้นแต่มีกระแสชาตินิยมเป็นปัจจัยร่วม กระแสชาตินิยมรัสเซียต้องการชนะสงครามยูเครน (แต่ไม่ชนะ!) เช่นเดียวกับที่กระแสชาตินิยมไทยต้องการชนะสงครามกัมพูชา
ในสภาวะเช่นนี้ ผลของสงครามยูเครนที่เกิดปรากฏการณ์ “รัฐใหญ่ไม่ชนะ” จึงเป็นข้อคิดอย่างดีให้กับกับ “กระแสนิยมสงคราม” ในสังคมไทย เพราะความไม่เข้าใจพลวัตสงครามในยุคปัจจุบัน จะเป็นปัจจัยหลักที่พารัฐใหญ่เข้าไปอยู่ใน “วังวนสงคราม” แบบไม่มีทางออก และจะกลายเป็นการทำลายศักยภาพของตัวเอง ดังเช่นที่กำลังเกิดกับรัสเซียในภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจ (หรือเกิดกับกรณีของสหรัฐในอิหร่าน)
แม้ประธานาธิบดีปูตินจะชนะการเลือกตั้งในรัฐสภารัสเซีย 21 กันยายน 2026 แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า การเลือกตั้งในรัสเซียเป็น “การเลือกตั้งปลอม” ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ และปูตินต้องการสร้างภาพว่า สังคมสนับสนุนการทำสงครามของเขาในยูเครน ทั้งที่กองทัพรัสเซียประสบความเสียหายอย่างมาก
ดังนั้น ถ้าเริ่มต้นจากสงครามยูเครน เราจะเห็นได้ว่า คำถามพื้นฐานของ “ชัยชนะ” ในสงครามนี้คืออะไร … คำตอบของชัยชนะคือ “การดำรงสภาพ” ของรัฐเล็กให้อยู่รอดให้ได้ในท่ามกลางการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นรัฐที่ใหญ่กว่า
สำหรับรัฐที่เล็กกว่านั้น การดำรงสภาพให้สามารถอยู่รอดได้จากการโจมตีของรัฐใหญ่ที่เข้มแข็งมากกว่า และไม่ถูกบังคับให้ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก่อนได้นั้น ถ้าทำได้เพียงเท่านี้ก็อาจต้องนิยามในทฤษฎีทางทหารว่า “รัฐเล็กชนะแล้ว”
ตรรกะสงคราม
ตรรกะสงครามเช่นนี้อาจแตกต่างไปจากที่เราคิดแบบเดิมๆ … การที่คำตอบของชัยชนะเป็นเรื่องของ “การดำรงสภาพ” ของรัฐก็เพราะ การสงครามทางบกในยูเครนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การต่อสู้เพื่อยึดครองพื้นที่นั้น กลายเป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ในตัวเอง เพราะรัฐต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก รวมทั้งต้องลงทุนด้วยความสูญเสียของกำลังพล และความเสียหายของยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากในการได้ครองพื้นที่
ปัญหาเช่นนี้จะเห็นได้จากความสูญเสียของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในทางเศรษฐกิจ และการทหาร และยังส่งผลในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย
ในสภาพเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า รัสเซียเข้าไปจมอยู่ใน “หล่มสงคราม” เช่นที่รัฐมหาอำนาจในอดีตเข้าไปติดกับดักมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐในสงครามเวียดนามในยุคสงครามเย็น หรือสหรัฐในสงครามอัฟกานิสถานในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรือปัญหาสหรัฐในสงครามอิหร่านในปัจจุบัน ก็มีสภาวะในภาพรวมเป็นแบบเดียวกันคือ “การติดหล่มสงคราม”
ความได้เปรียบที่ไม่เป็นจริง
ความหวังที่จะใช้อาวุธยิงทางอากาศระยะไกลในการโจมตีรัฐคู่พิพาทที่เล็กกว่า และจะทำให้รัฐเล็กเป็นฝ่ายยอมแพ้นั้น อาจไม่เป็นจริง ซึ่งเห็นจากกรณีสงครามยูเครนเช่นกัน และก็มิได้มีนัยว่า รัฐเล็กไม่มีอาวุธในการตอบโต้กลับ โดรนยูเครนที่ฝ่าแนวป้องกันบุกโจมตีรัสเซียในวันเลือกตั้ง เป็นข้อเตือนใจที่ดีในเรื่องนี้
เนื่องจากในทางกลับกัน รัฐเล็กเองก็มีศักยภาพในการโจมตีตอบโต้กลับ และสร้างความเสียหายให้แก่รัฐใหญ่ด้วย และด้วยระบบป้องกันทางอากาศทำให้พวก “นักบินขี้โม้” ที่เชื่อในพลังอำนาจทางอากาศแบบสุดโต่ง ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า “ทหารอากาศขี้คุย” เพราะเชื่อว่า การใช้อำนาจทางอากาศจะทำให้ข้าศึกยอมแพ้แบบง่ายๆ ซึ่งในโลกปัจจุบันไม่จริง และไม่ง่ายเช่นนั้นแน่ๆ (สงครามอิหร่านก็เป็นคำตอบในแบบเดียวกันด้วย)
ถ้าคิดแลกด้วยการโจมตีระยะไกลกันไปมาแบบในสงครามยูเครนแล้ว ความเสียหายมากอาจเกิดกับรัฐใหญ่ หรือความเสียหายใหญ่จะเกิดกับรัฐที่เจริญกว่า เพราะมี “เป้าหมายที่มีค่า” มากกว่าฝ่ายที่เจริญน้อยกว่า
ท้ายบท
บทความนี้ไม่ได้ต้องการวิจารณ์ใคร แต่เขียนเพื่อเตือนสติว่า อำนาจทางทหารที่เหนือกว่าอาจไม่ชี้ขาดสงครามได้จริงเช่นสงครามในยุคเก่า และรัฐใหญ่อาจไม่เป็นฝ่ายที่ชนะเสมอไปอย่างที่เราเชื่อ เพราะชัยชนะอาจไม่เกิดจากปัจจัยทางทหารเป็นหลักเช่นในยุคของการสงครามในอดีต ชัยชนะในโลกปัจจุบันเป็น “ชัยชนะทางการเมืองในเวทีสากล” ซึ่งดูเหมือนปัจจุบัน กัมพูชาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบมากกว่าไทยในเวทีเช่นนี้
สุดท้ายนี้ ถ้าเป็นนักชาตินิยมจริงแล้ว ท่านต้องคิดหาหนทางให้ไทยได้ประโยชน์ในความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้าน … มีแต่นักชาตินิยมจอมปลอมเท่านั้น ที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ในความสัมพันธ์เช่นนี้ ถ้ายังคิดพาประเทศไปติดหล่มสงครามแบบไม่รับผิดชอบแล้ว ท่านย่อมไม่ใช่นักชาตินิยมที่แท้จริงอย่างแน่นอน ซึ่งจนบัดนี้ ยังไม่เห็นหนทางที่จะพารัฐเพื่อนบ้านทั้งสองให้ขึ้นจาก “หล่มสงคราม” ได้จริง
ถ้าไทยยังติดหล่มสงครามในกัมพูชาแล้ว เราจะดำเนินการเรื่องความมั่นคงในด้านอื่นๆ ได้ยากมาก ถึงเวลาที่ไทยต้องขึ้นจากหล่มสงครามกัมพูชาให้ได้ เพื่อเตรียมรับกับปัญหาความมั่นคงที่รุมเร้าประเทศอยู่
รัฐบาล สมช. และกองทัพ ต้องคิดเลิกที่จะเอาทหารไทยไปตายในสงคราม โดยที่ไม่รู้ว่าผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ของไทยคืออะไร … ความตายของทหารไทยต้องไม่ใช่คะแนนเสียงทางการเมือง หรือเป็นตัวปั่นยอดของสื่อสำนักใดด้วย !
