ต่างประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองลงความเห็นตรงกันว่า ในการเลือกตั้ง หากฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของการก่อจลาจล แล้วอีกพรรคใดก็ตามที่เสนอความเป็นระเบียบเรียบร้อยย่อมประสบชัยชนะในที่สุด
ทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2024 ที่พรรคแรงงานกวาดชัยชนะในอังกฤษได้อย่างท่วมท้น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยนโยบายหลักที่เคียร์ สตาเมอร์ ร่างขึ้นมานำเสนอไว้เลยแม้แต่น้อย
ทำนองเดียวกับสถานการณ์ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเชื่อกันว่า มารีน เลอ เปน หัวหน้าพรรคเนชั่นแนล แรลลี่ (อาร์เอ็น) กำลังอยู่บนเส้นทางสู่ชัยชนะเหนือพรรคฝ่ายค้านทั้งมวล
เลอ เปน ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มเติมมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จากผลของการจลาจลที่ลงเอยด้วยการเผาใจกลางเมืองหลายแห่ง รวมทั้งการที่นักเรียนนักศึกษาที่ก่อหวอดชุมนุมประท้วงกลายพันธุ์เป็นผู้ก่อจลาจล ส่งผลให้การเผชิญหน้ากันบนท้องถนนกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญทางการเมืองในฝรั่งเศส แทนที่การทำความตกลงกันด้วยสันติอย่างที่ควรจะเป็นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเต็มตัวเช่นนี้ โดยมีการทำลายล้าง เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของทุกฝ่าย ทุกผู้คน
รัฐบาลประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ถูกจำกัดขีดความสามารถไว้ด้วยการไม่มีเสียงข้างมากในสภาสนับสนุน จนดูเหมือนกับขาดการเตรียมการใดๆ ที่จะรับมือกับเหตุความไม่สงบขนานใหญ่เช่นที่กำลังเกิดขึ้น
ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในทางการเมือง เหตุใหญ่โตกำลังก่อกำเนิดขึ้นตามมา เพราะจากสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของบรรดานิสิตนักศึกษาต่อความไม่แยแสสนใจต่อระบบการศึกษาระดับทุติยภูมิ กลับกลายเป็นการระดมความโกรธากราดเกรี้ยวสารพัดที่มีต่อค่าครองชีพในเวลานี้ ไปจนถึงการที่หลายคนยังขาดโอกาสที่จะก้าวหน้าไปในระบบเศรษฐกิจ
ยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ยิ่งกลายเป็นเครื่องกระตุ้น ส่งเสริมให้นักศึกษาและมวลชนรุนแรงมากยิ่งขึ้น และยิ่งนานวันไป จากการเป็นผู้ล่า ตำรวจก็ตกเป็นผู้ถูกล่าไปแทนในที่สุด
นายกรัฐมนตรีเซบาสติยง เลอคอร์นู ออกมากล่าวหาว่า พวก “ซ้ายจัด” คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ไม่สงบครั้งนี้ เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ารัฐบาล “ไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริง”
ฌ็อง-ลุค เมล็องชง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มาจากฝ่ายซ้าย ตอบโต้ว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็น “ผลพลอยได้โดยธรรมชาติ” ของความพยายามสมคบคิดกันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายต่อต้านการจลาจล
ในวัย 75 ปี เมล็องชงน่าจะอายุมากพอที่จะเข้าใจได้ว่า ผู้คนในปารีสนั้นมักเอนเอียงไปในทางการปฏิวัติเสมอมา แล้วตัวเขาเองก็ติดตามขบวนการของนักศึกษาขบวนนี้มานานไม่น้อย
แต่สิ่งที่เขาตอบโต้ออกมากลับไม่ก่อให้เกิดผลดีใดๆ เพียงแต่ไปทำให้บรรดาพวกอนุรักษนิยมทั้งหลายแตกตื่นตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีก
พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีการแบบนี้สามารถส่งเลอ เปน เข้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดีได้ไม่ยากเอาเลย
เลอ เปน แต่เดิมเคยถูกสกัดจากกลุ่มพันธมิตรสายกลางและฝ่ายซ้ายที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อการนี้
แต่ในขณะที่ตัวเลอ เปน ถูกสกัด จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอาร์เอ็นในสภาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นขุมพลังสำคัญในการถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาล แถมยังกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในสภาอยู่ในเวลานี้
มาครงเองได้ประโยชน์จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นมาแล้วสองครั้ง แต่กติกาจำกัดการลงสมัครของเขาไว้แค่นั้น ในขณะที่ตัวแทนที่เป็นทายาททางการเมืองของมาครงก็ไม่ปรากฏให้เห็นชัด จนดูเหมือนว่า บรรดาพรรคแนวทางกลางซ้ายทั้งหมดต้องถูกปนเปื้อนจากจุดยืนทางการเมืองของมาครงไปด้วยเหมือนกัน
ผลโพลในเวลานี้บ่งบอกว่า พรรคแนว “สาธารณรัฐนิยม” (republican front) จะได้รับชัยชนะ ขอแค่ให้มีชื่อตัวแทนปรากฏในการเลือกตั้งรอบสองที่ว่ากันว่าจะเป็นการชิงชัยกันระหว่างเมล็องชง กับ เลอ เปน
ส่วนกลุ่มการเมืองแนวทางกลาง-ขวาจะแตกหักกับทางหัวหน้าพรรคอาร์เอ็นหรือไม่ บางทีพวกเขาก็อาจไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน
เหตุการณ์ในฝรั่งเศสย่อมหนีไม่พ้นการจับตามองจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ที่แน่นอน มองมาด้วยสายตาของคนที่สวมแว่นตา “ทำอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” โดนัลด์ ทรัมป์ บอกถึงเรื่องนี้ง่ายๆ ว่า “ฝรั่งเศสกำลังลุกเป็นไฟ” เพราะทั้งประเทศเต็มไปด้วย “ผู้อพยพ”
ในขณะที่ เจ.ดี. แวนซ์ เห็นพ้องด้วยว่า “พวกเสรีนิยมตะวันตก” ควรถูกตำหนิในการที่ทำให้ฝรั่งเศสตกต่ำจวนเจียนจะกลายเป็นประเทศโลกที่สามอยู่รอมร่อ
และแน่นอน ไม่เว้นที่จะฉะฝ่ายตรงกันข้ามกับตนอย่างพรรคเดโมแครตว่าเป็น “พวกบ่อนทำลายชาติ” โดยไม่คำนึงแต่อย่างใดว่าพวกเขานั่นเองเป็นผู้เขียนนโยบายการค้าที่ส่งผลให้แคนาดา มิตรประเทศใกล้ชิดกลายมาเป็นฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
นั่นดูเหมือนจะเป็นปัญหาร่วมกันของบรรดารัฐบาลที่มาจากการปลุกปั่น ที่นิยมใช้แนวทางง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน
เช่น ใช้ภาษีศุลกากรเพื่อแก้ปัญหาการทรุดตัวลงของอุตสาหกรรมต่างๆ การขับไล่พวกผู้ลี้ภัยเพื่อแก้ปัญหาความอึดอัดคับข้องใจทางสังคม
แล้วบอกว่าขอให้เชื่อถือในแนวทางของ “ท่านผู้นำ” นอกเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด
ปัญหาก็คือ เมื่อกลไกต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถอำนวยผลให้ได้อย่างที่ต้องการ ก็จำเป็นต้องมีใครสักคนที่ตกเป็นตัวร้ายที่ถูกตำหนิ แต่ผลพวงของความไม่พอใจก็ยิ่งจะเกิดมากขึ้นตามลำดับ สื่อ, มหาวิทยาลัย, ศาล และฝ่ายค้านกลายเป็นโจรหรือไม่ก็เป็นคนทรยศ ความเป็นเผด็จการทรราชจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการกระทำจะยิ่งก่อให้เกิดเสียงคัดค้านมากขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดก็กลายเป็นพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง ที่เป็นศัตรูเป็นอันตรายต่อสังคมไปในที่สุด
ทรัมป์กำลังดุ่มเดินอยู่ในเส้นทางดังกล่าว และจะยิ่งเร่งเร็วขึ้นเมื่อการเลือกตั้งกลางวาระเดินทางมาถึง อาจมีการตัดสินใจกล่าวหาว่ามีการปลอมการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีการปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่แท้จริงและถูกต้อง และเลือกเดโมแครตเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบกับการนี้
ในขณะที่ฝ่ายตนปฏิเสธที่จะยอมรับผลที่อ่อนแอจากการเลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่ “วิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ” ที่มีประชาธิปไตยของอเมริกันทั้งชาติเป็นเดิมพัน
นี่เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของพวกอำนาจนิยม ที่พยายามดำเนินการไปให้ถึงที่สุด แม้จะรู้ดีว่า จุดหมายปลายทางคือความพ่ายแพ้ก็ตามที
สิ่งเหล่านี้น่าจะผุดขึ้นในความคำนึงของบรรดาผู้ประท้วงในปารีสและอีกหลายเมืองเข้าสักวันหนึ่ง ว่าแท้จริงแล้วพวกเขากำลังทำลาย ไม่ใช่สรรค์สร้างประชาธิปไตย
