‘คนแบบคุณอานันท์’ (1) | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
หมายเหตุ บทความชุดนี้ปรับปรุงจากคำกล่าวแนะนำหนังสือ “หงส์ลายมังกร : อานันท์ ปันยารชุน” (เขียนโดย “วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย”) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
โครงหลักๆ ของหนังสือ “หงส์ลายมังกรฯ” มี “แกนหลัก” สามแกนที่วางพาด-ซ้อนกันอยู่
แกนแรกสุดคือ การบอกเล่าชีวประวัติของ “คุณอานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี โดยไล่เรียงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ฉายภาพความเป็นตระกูล-ครอบครัวขุนนางของคุณอานันท์ ซึ่งมีองค์ประกอบน่าสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานทางชาติพันธุ์ระหว่างจีนกับมอญ หรือการพาคนอ่านไปทำความรู้จักกับ “พระยาปรีชานุสาสน์” (เสริญ ปันยารชุน) บิดาของคุณอานันท์ ซึ่งเป็นทั้งครู ขุนนางข้าราชการ นักธุรกิจ นักหนังสือพิมพ์ และนักเรียนนอก ซึ่งมีความคิดในการเลี้ยงดูทายาทที่เปิดกว้างทันสมัยพอสมควร
เมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงช่วงท้ายๆ ผู้เขียนก็ค่อยๆ คลี่คลายเนื้อหาให้ผู้อ่านมองเห็นถึงพลังในการสร้างเครือข่ายทางสังคม (ประชาสังคม) ของตัวคุณอานันท์เอง ในยุคที่อดีตนายกฯ ได้เขยื้อนสถานะขึ้นเป็น “ผู้หลักผู้ใหญ่” ของบ้านเมือง
กล่าวอีกแบบได้ว่า แกนแรกสุดของหนังสือพยายามนำเสนอให้พวกเราตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ อันเป็นมรดกติดตัวคุณอานันท์มาทางสายเลือด และความสัมพันธ์ในการสร้างเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่คุณอานันท์ต่อเติมเพิ่มขยายขึ้นมาเองในภายหลัง
ในแกนหลักลำดับถัดมา หนังสือบอกเล่าชีวิตการทำงานสามช่วงของคุณอานันท์ เริ่มจากการเป็นนักเรียนนอกที่กลับมารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งยังประสบความสำเร็จขั้นสูงสุด ก่อนจะได้รับภัยทางการเมือง จนต้องยุติชีวิตราชการลง
ต่อมา คุณอานันท์ข้ามไปทำงานเป็นผู้บริหารของภาคเอกชน แล้วโชคชะตาพลิกผันเข้ามาเป็น “นักการเมืองจำเป็น”
พลวัต-พัฒนาการทั้งหมดนี้ดำเนินไปในบริบทของความขัดแย้งทางการเมืองโลก (ภูมิรัฐศาสตร์) และความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัว

เส้นทางชีวิตทั้งสองแกนข้างต้น ค่อยๆ หล่อหลอมให้คุณอานันท์กลายเป็นบุคคลผู้มี “โลกทัศน์พิเศษ” (หนังสืออ้างอิงคำของ “ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” ผู้ล่วงลับ)
กล่าวคือ ด้านหนึ่ง ก็คล้ายจะเป็น “ชนชั้นนำอนุรักษนิยม”
(แม้ในสุนทรพจน์หลังจากนั้น คุณอานันท์จะเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมืองไทยในปัจจุบันไม่มี “อนุรักษนิยม” และมีแต่ “อำนาจนิยม” อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัว ผมยังมองว่านั่นคือการแสดงจุดยืนในฐานะ “อนุรักษนิยมแท้” ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ “ผู้มีอำนาจฝ่ายขวา” รุ่นหลังอยู่)
แต่อีกด้าน คุณอานันท์ก็มี “ความเป็นเสรีนิยม” ทั้ง “เสรีนิยมประชาธิปไตย” และ “เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ” (ทำให้ถูกวิจารณ์ในพาร์ตงานวิจัยของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดย “ดร.อาสา คำภา” ว่าจุดยืนทางเศรษฐกิจของอดีตนายกฯ มีความโน้มเอียงไปทาง “เสรีนิยมใหม่” เลยด้วยซ้ำ)
นอกจากนั้น คุณอานันท์ยังเข้าถึง เข้าใจบรรดาประชาชนคนเล็กคนน้อยที่ถูกอำนาจรัฐกระทำ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณอานันท์เองก็เคยถูกเล่นงานจากอำนาจรัฐ-กลุ่มการเมือง “ขวาจัด” มาก่อน) อีกทั้งเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะการทำงานหลายอย่างที่รวดเร็วกระชับจนแลดู “ไม่ค่อยไทย” นัก หรือ “ไม่เข้ากับระบบราชการ”


น่าตั้งคำถามว่า ความเป็น “ชนชั้นนำแบบไฮบริด” ที่ผสมกลมกลืนจุดยืนแบบ “อนุรักษนิยม” และ “เสรีนิยม” เข้าหากันเช่นนี้ คือ “คุณลักษณะเฉพาะพิเศษของปัจเจกบุคคล” อย่างคุณอานันท์ ที่หาไม่ได้อีกแล้วในคนอื่นๆ ในยุคสมัยอื่นๆ?
หรือเป็นเพราะในยุคสมัยหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง สังคมไทยและรัฐไทยเคยเปิดโอกาสให้ “คนแบบคุณอานันท์” ที่เป็นทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ได้เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในสังคมการเมือง
(ผมจงใจใช้คำว่า “คนแบบคุณอานันท์” ในความหมายที่ว่า สังคมไทยอาจมี “คนแบบนี้” ได้อีกมากมายหลายคน เช่น ในอีกทางหนึ่ง บรรดา “คนเดือนตุลา” ก็อาจจะมีสถานะเป็น “คนแบบคุณอานันท์” ด้วย)
แต่ต่อมา โอกาสทำนองนั้นกลับถูก “ปิด” ลง?
ถ้าสมมุติฐานข้อหลังถูกต้อง นั่นหมายความว่า ครั้งหนึ่ง สังคมไทยเคยเปิดรับความหลากหลายได้ดีกว่านี้ เคยให้โอกาสคนมากกว่านี้ เคยรับฟังกันและมีความอดทนอดกลั้นต่อกันมากกว่านี้หรือเปล่า?
หากจะลองฉายภาพความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็สามารถพิจารณาได้จากข้อเท็จจริงที่หนังสือระบุรายละเอียดไว้
นั่นคือ แม้คุณอานันท์จะได้รับภัยทางการเมืองในช่วงปี 2519 ถึงต้นทศวรรษ 2520 แต่คุณอานันท์ก็ข้ามฟากไปทำงานในภาคเอกชน แล้วสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอุดมคติของคนจำนวนมาก (คนชั้นกลางกรุงเทพฯ) ได้ในปี 2535
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงทั้งของคุณอานันท์เอง และความเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในภาพรวม ใช้เวลา “เปลี่ยนผ่าน” แค่ราว 15 ปี
แต่เมื่อมองมาที่ปัจจุบัน สังคมไทยกลับติดอยู่ในกับดัก-เขาวงกตของความขัดแย้งทางการเมือง และขยับไปไหนไม่ได้มาร่วม 2 ทศวรรษแล้ว (ท่ามกลางสภาวะที่ “เปลี่ยนเร็วและแรง” ในทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก)
พร้อมๆ กันนั้น เงื่อนไขความเป็นไปได้หลายอย่างที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงก็ถูก “ปิดตาย” ลงอย่างน่าเสียดาย จนอาจจะเป็นเรื่องยาก ที่ “สังคมไทยที่หยุดนิ่ง” เช่นนี้ จะสร้างบุคคลผู้มี “โลกทัศน์พิเศษ” แบบคุณอานันท์ขึ้นมาได้ใหม่
