ศึกซักฟอก 18 รมต.ประดาบในทุกกระบวนท่าตั้งแต่จำนวนวันอภิปรายไปถึง ‘เนื้อหา’ เชือด
ในประเทศ
สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น
เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2569 มาตรา 151 เพื่อชำแหละการทำงานของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา
รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกส่งขึ้นเขียง รอฝ่ายค้านเตรียมชำแหละครั้งนี้ มีด้วยกัน 18 ราย
ประกอบด้วย 1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 9. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
11. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 12. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 14. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 15. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
16. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 17. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ 18. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งจากรายชื่อรัฐมนตรีข้างต้น 18 ราย ทั้งหมดล้วนเป็นรัฐมนตรีที่มาจากโควต้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
สําหรับข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านรวบรวมมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ทางผู้นำฝ่ายค้านย้ำว่าต้องการพุ่งเป้าอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบประเทศ เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
และกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา และกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่างๆ
เนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ว่าจะเป็นการโกง ส.ว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่างๆ ล้วนอยู่ในกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งสิ้น
ทว่า ประเด็นสำคัญที่ยังคงต้องหาข้อยุติร่วมกันนั่นคือ กรอบเวลาของการอภิปราย โดยฝ่ายค้านต้องการขอเวลาอภิปราย จำนวน 5 วัน เพื่อให้สมเหตุสมผลกับเนื้อหาญัตติครอบคลุมและครบถ้วนสอดคล้องกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย จำนวน 18 ราย แต่ทางฝ่ายรัฐบาลกลับมองว่าการกำหนดวันอภิปราย 5 วันนั้นเป็นจำนวนที่มากเกินไป โดยย้ำว่ากรอบเวลา 3 วัน น่าจะเพียงพอต่อการอภิปรายแล้ว
โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่รัฐบาลเสนอ 3 วันว่า เนื่องจากวันที่ 26 ตุลาคม มีนัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ส่วนวันที่ 27-29 ตุลาคมเตรียมไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 30 ตุลาคม เป็นการลงมติ ซึ่งหลังจากลงมติ วันที่ 30 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน นายกฯ มีภารกิจต่างประเทศ ก่อนที่วันที่ 2 พฤศจิกายน จะมีภารกิจเปิดงานพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมงานทั้งคณะ และถือโอกาสประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน คณะรัฐมนตรีไม่สะดวกในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายภราดรระบุอีกว่า ขณะที่สัปดาห์ถัดจากนั้น นายกฯ มีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2026 จึงทำให้มีช่วงว่างอยู่แค่นั้น เหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมด 3 วัน ไม่ใช่เพราะว่าเกรงกลัวการตรวจสอบ แต่ด้วยช่วงเวลาของนายกฯ ติดภารกิจ
หากจะล่วงเลยไปถึงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนจะช้าออกไป ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และความต้องการต่อฝ่ายค้านที่จะเร่งรัดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้ย้ำหลักการพรรคฝ่ายค้านเห็นร่วมกันคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีละครั้ง เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้ผ่านกลไกรัฐสภา และปัจจัยที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ มีการจัดสรรเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านนำเสนอข้อกล่าวหา รวมถึงฝ่ายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อกล่าวหา เมื่อเอาปัจจัยนี้เป็นหลัก เราเห็นว่าเวลาที่น่าจะสมเหตุสมผลอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่การอภิปราย 5 วันบวก 1 เพื่อลงมติ
“ถ้าไปดูแนวทางการปฏิบัติของสภา โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 4 ครั้ง ในรัฐบาลสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ละครั้งจะมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแตกต่างไปบ้าง แต่ทั้ง 4 ครั้งมีการจัดสรรเวลาให้อภิปรายทั้งหมด 4 วันเต็ม และลงมติวันที่ 5 การอภิปรายครั้งนี้ด้วยข้อมูลของฝ่ายค้าน รวมกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเพิ่มขึ้นมาเป็น 18 คน จึงคิดว่าการปรับจำนวนอภิปรายจาก 4 เป็น 5 วัน จะสมเหตุสมผล” นายพริษฐ์ระบุ
ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของศึกซักฟอกครั้งนี้คงไม่ใช่เพียงแค่วันเวลาของการอภิปราย แต่คงต้องรอดูเนื้อหาด้วยว่าฝ่ายค้านจะมีกลยุทธ์หรือหมัดเด็ดอะไรมาน็อกรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหนหรือพุ่งเป้าเจาะจงรัฐมนตรีคนใด
ขณะที่รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีจะสามารถชี้แจงและตอบคำถามได้ชัดเจนเพียงใด
แน่นอนว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องโฟกัสนั่นคือ ผลการโหวตลงมติของรัฐมนตรีรายบุคคล ก็อาจจะเป็นตัวชี้วัดเก้าอี้รัฐมนตรีในอนาคตก็เป็นได้
ผ่านศึกซักฟอกคงต้องมารอดูกัน
