ในประเทศ
คอการเมืองในอดีตอาจจะรู้สึกหูผึ่งหน่อย เวลาได้ยินข่าวอะไรๆ เกี่ยวกับ “ดีลลับ”
เพราะรู้กันดีว่า “ข่าวดีลลับ” บางทีก็เป็นปัจจัยสำคัญ นำมาปะติดปะต่อเรื่องราวภาพใหญ่ทางการเมือง ช่วยไขปริศนาการเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจที่กระทำแบบไม่เปิดเผยสู่สาธารณะ
ข่าวดีลลับในอดีต เลยมีมูลค่าและคุณค่าสูงในตัว
แต่ในปัจจุบัน พัฒนาการของ “ข่าวดีลลับ” อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไป
บางครั้งถูกใช้โดยผู้มีอำนาจเองเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นดีลลับที่ไม่อยากให้ลับ หวังให้มีผลทางจิตวิทยา โดยมีเป้าหมายทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นได้
เช่น ข่าวร้านอาหารอินเดียหรูในย่านสุขุมวิทแห่งหนึ่ง ปล่อยภาพดินเนอร์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา
ที่คนพูดถึงมาก เพราะบริบทการเมืองช่วงนี้กำลังเป็นที่จับตา ปลายเดือนนี้จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 18 รัฐมนตรีค่ายสีน้ำเงินถูกจับขึ้นเขียง ส่วน 8 รัฐมนตรีของเพื่อไทยรอดหมด
มีการตั้งคำถามว่า หรือจะเป็นการส่งสัญญาณตามข่าวที่มีการลือกันก่อนหน้านี้ว่าหลังศึกอภิปรายรอบนี้ ค่ายสีน้ำเงินจะดึงทีมกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล?
สำหรับศึกซักฟอกรอบนี้ เกิดขึ้นภายใต้บริบทการเมือง 5 ก๊ก ที่สู้กันระหว่าง 2 ขั้วความคิดใหญ่ กับอีก 3 ขั้วอำนาจย่อย
2 ขั้วความคิดใหญ่ รูปธรรมก็คือฝ่ายรัฐบาลผู้ถือครองอำนาจ กับฝั่งฝ่ายค้าน
ฝ่ายรัฐบาลนำโดย ค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ที่ถือครองเสียง ส.ส.อย่างเข้มแข็งถึง 192 เสียง
แต่สถานะด้าน “กระแส” ของรัฐบาลสีน้ำเงินเวลานี้ ไม่ค่อยสู้ดี ถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอย่างต่อเนื่อง ดูความนิยมจากผลโพลนิด้าไตรมาสล่าสุดก็จะเห็นชัดว่าทั้งนายกฯ และพรรค คะแนนร่วงลงหลายเท่า
แม้จะควบคุมอำนาจการเมืองได้เบ็ดเสร็จ แต่ความนิยมกลับสวนทาง ยิ่งนานวันยิ่งยากแก่การฟื้นฟู
งบประมาณประเทศก็ตีบตันขึ้นทุกวัน นโยบายที่เคยหาเสียงไว้ในด้านเศรษฐกิจยังไม่เห็นผล นโยบายเรือธงก็ยังไม่ชัดเจน เทียบไม่ได้แม้แต่กับเพื่อไทยยุคก่อน นโยบายแม่เหล็กเรียกคะแนนนิยมก็ไม่มี ยังไม่นับปัญหาความไม่โปร่งใส ปัญหาสารพัดเรื่องทุจริตที่ผุดขึ้นทั่วประเทศไม่เว้นแต่ละวัน
เสียงวิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีอำนาจเต็มบริหารประเทศได้แค่ 6 เดือน จนไม่อยากนึกภาพอีก 3 ปีจากนี้
มองไปที่ปัญหาภายในของค่ายน้ำเงินก็ยังไม่สู้ดีนัก รัฐมนตรีลูกเทพโดนจับจ้องกดดัน โควต้ารัฐมนตรีก็ตึงมือ เกิดแรงตึงเครียดภายในมุ้งต่างๆ
ฉากหน้าที่ดูเข้มแข็ง เบ็ดเสร็จ มีอนาคต กลับเต็มไปด้วยปัญหาที่มาเซาะกร่อนบ่อนทำลายตัวรัฐบาลเองมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ค่ายสีแดง-ขั้วอำนาจรองพรรคร่วมรัฐบาล โดยภาพรวมยังมีปัญหาผู้นำจิตวิญญาณเจอนิติสงครามกักขังไว้มิให้ขยับทางการเมืองได้มาก ทั้งเรื่องคดีความ การอายัดเงิน ขณะที่บุตรสาวและน้องสาวก็ยังอยู่ในภาวะความเสี่ยง
แม้จะเคยลองเสี่ยงตั้งนำตั้งรัฐบาลแล้ว ก็เจอนิติสงครามคว่ำล้มไม่เป็นท่า ขณะที่การเลือกตั้งที่เคยเป็นหลักพิง ก็พ่ายแพ้จำนวน ส.ส.หลุดจากหลักร้อย
นั่นคือความจำเป็นเชิงโครงสร้าง ที่บีบให้เพื่อไทยต้องยอมทำตามความต้องการของค่ายสีน้ำเงินเพื่อขอ “แชร์อำนาจ” อย่างน้อยยังมีโอกาสได้สะสมกระสุน ตุนกระแสทางนโยบาย ไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดีกว่าต้องไปเป็นฝ่ายค้าน และไม่ได้อะไรเลย
นั่นคือปัจจัยที่บีบให้เพื่อไทยต้องสวนกระแสสังคม ยกมือไฟเขียวให้ค่ายสีน้ำเงิน ประคองรัฐบาลนี้ให้ไปรอด
การเลือกสงบปากสงบคำในช่วงนี้เพื่อไม่ให้ถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงมิได้จำของค่ายสีแดง
ด้าน “ขั้วสีเขียว” ซึ่งมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแบบไม่เป็นทางการ
ความผิดพลาดเดียวของค่ายสีเขียวคือได้ ส.ส.เยอะไปหน่อย จนบ้านใหญ่บุรีรัมย์มองเห็นว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าเป็นเพื่อน นั่นคือสาเหตุที่ค่ายสีเขียวอดเป็นรัฐบาล
แม้ในช่วงแรกๆ ค่ายสีเขียวดูจะพยายามเจรจาต่อรอง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความจริง นั่นคือ ค่ายสีเขียวเกิดมาเพื่อมีอำนาจ หากไม่มีอำนาจ พรรคจะเกิดสภาพแห้งแล้ง เสี่ยงจะเกิดการอพยพครั้งใหญ่ของบรรดาบ้านใหญ่
ที่สุดวันนี้ค่ายสีเขียวก็หงายไพ่ ยอมค่ายสีน้ำเงินทุกอย่าง แม้แต่ต้องสละเรือทิ้งไปขึ้นเรือลำอื่นก็ต้องยอม
มิฉะนั้นก็อาจอดตายกันหมด
ส่วนขั้วฝ่ายค้าน เป้าหมายร่วมกันคือคว่ำระบอบสีน้ำเงินให้หลุดจากวงอำนาจ
ขั้วอำนาจหลักคือค่ายสีส้ม พกความแค้นมาเต็มตะกร้า เพราะโดนค่ายสีน้ำเงินกระทำมาหนัก หักเอ็มโอเอ ซ้ำยังมาเยาะเย้ยถากถาง
เป้าหมายของค่ายสีส้มรอบนี้นอกจากคว่ำระบอบน้ำเงินให้ได้ ก็ต้องล้างโครงสร้างการเมืองที่ออกแบบมาโดยรัฐบาลทหารอีกด้วย
ขณะที่ขั้วอำนาจรองฝ่ายค้าน คือค่ายสีฟ้า ที่รอบนี้ปล่อยพลังด่ารัฐบาลได้จี๊ดจ๊าดแซงหน้าค่ายสีส้มไปเป็นที่เรียบร้อย
ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, การดี เลียวไพโรจน์, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หรือแม้แต่ศิริโชค โสภา
ใครก็เห็นว่าหลุดจากวงโคจรการเมืองไปแล้ว ก็ยังฟื้นคืนชีพกลับมาได้
วางตำแหน่งเป็น “ไม้เบื่อไม้เมาของกองทัพค่ายสีน้ำเงิน” ตั้งเป้าชิงธงนำ “อนุรักษนิยม” ตัวจริงเสียงจริงจากค่ายสีน้ำเงิน
เมื่อคลี่คลายโครงสร้างอำนาจของแต่ละก๊กการเมืองไทย เชื่อมโยงมาถึงการเมืองไทยปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่าศึกซักฟอกรอบนี้มีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าแค่ฝ่ายค้านสู้กับรัฐบาล แต่ในฐานอำนาจของฝั่งรัฐบาลเองก็มีการขยับสั่นไหวเกิดขึ้น
ความสัมพันธ์ของค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีแดง บนผิวน้ำอาจดูเรียบร้อยเป็นไปด้วยดี แต่ทั้งสองพรรคก็มีเป้าหมายทางการเมืองบางอย่างต่างกัน สะท้อนผ่านการขบเบียดกันในหลายโอกาสตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ส่วนความสัมพันธ์ของค่ายสีน้ำเงินต่อค่ายสีเขียวนั้น หน้าฉากอาจดูดี แต่หลังฉากก็เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ค่ายสีเขียววันนี้อยากเข้าร่วมรัฐบาลเต็มสูบ ติดก็แต่แกนนำสีน้ำเงินบ้านใหญ่บุรีรัมย์ยังไม่ไฟเขียว
ซึ่งหากพิจารณาจากการเมืองปัจจุบัน ก็ยังไม่พบเหตุผลให้ค่ายสีน้ำเงินต้องดึงสีเขียวเข้าร่วม เพราะสีน้ำเงินก็มีความเข้มแข็งทางการเมืองมากอยู่แล้ว ต่อให้ค่ายสีเขียวไม่ยกมือให้ ฝ่ายค้านก็มีเสียงไม่พอให้ล้มคนในรัฐบาลได้
จนมีคนวิเคราะห์กันว่า หรือค่ายสีน้ำเงินจะแค่หลอกให้ความหวังไปเรื่อยๆ
จะมีเหตุผลอยู่ข้อเดียวก็คือ ค่ายสีน้ำเงินรู้ว่ารัฐบาลไม่สามารถทำการเมืองกระแสได้อีกแล้ว จำเป็นต้องถอยไปทำงานถนัด “สร้างการเมืองบ้านใหญ่” ให้เข้มแข็ง
ตอบแทน ร.อ.ธรรมนัสในฐานะเพื่อนที่ดี ดึงเข้าร่วมรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขต้องย้ายมาร่วมพรรคเดียวกัน แล้วปล่อยให้ ร.อ.ธรรมนัสครองฐานภาคเหนือเพื่อค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งจะช่วยลดจุดอ่อนของพรรคภูมิใจไทยที่ฐานเสียงภาคเหนืออ่อนแอ
ถ้าร่วมรัฐบาลกันจริง การเมืองไทยจะเปลี่ยนเป็น 2 ขั้ว 4 ก๊ก น้ำเงิน แดง ส้ม และสีฟ้า และต้องแลกมาด้วยสภาวะดาบสองคมที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐบาล
อาจเกิดการขบเหลี่ยมกันเกิดขึ้นภายใน หากการกระจายโควต้าอำนาจไม่มีประสิทธิภาพพอ
รูปธรรมล่าสุดก็คือข้อมูลความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่ฝ่ายค้านมีอยู่ในมือ กลายเป็นเพราะคนขั้วเดียวกันส่งข้อมูลลับให้ฝ่ายค้าน เพื่อหวังสกัดกั้นการขึ้นสู่อำนาจของคู่แข่ง
แต่ถ้าหลังศึกซักฟอกจบแล้วค่ายสีเขียวยังไม่ได้ร่วมรัฐบาล ก็จะมีปัญหาใหญ่อีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นเช่นกัน
ค่ายสีน้ำเงินย่อมรู้ดีว่าการปล่อยให้คนแบบ ร.อ.ธรรมนัสจนมุมในทางการเมืองย่อมไม่เป็นผลดี
การปรากฏตัวพร้อมกันของนายกฯ ผู้นำพรรคกล้าธรรม และชาดา ที่รู้กันดีว่าเป็นมือทำงานของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ จึงมีความซับซ้อน สะท้อนพลวัตอำนาจภายในรัฐบาล
สีเขียววันนี้อาจเป็น “กรีนเดียร์” ที่แสนน่ารัก แต่ในแง่หนึ่งก็เป็นระเบิดเวลาของรัฐบาลเองนั่นแหละ
จากนี้ไม่ว่าจะดึงร่วมรัฐบาลหรือไม่ดึงร่วมรัฐบาล
แผ่นดินไหวทางการเมืองจะขึ้นกับฝั่งผู้มีอำนาจ ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน
