bg-single

ญี่ปุ่นเคยใช้ ส.ว. แต่งตั้งค้ำอำนาจ ‘ทำเมื่อ 100 ปีก่อน’ ตอนนี้เลิกแล้ว

15.02.2023

วุฒิสภา ทางผ่านอำนาจ
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่อภิสิทธิ์ชน

การมีสภาจากการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะเรียก…สภาขุนนาง สภาสูง หรือวุฒิสภา ไม่ว่าจะอ้างเหตุผล เพื่อกลั่นกรองกฎหมาย หรือเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

แต่เหตุผลที่สำคัญมากคือ สภาแต่งตั้งนี้จะเป็นที่รองรับฐานะทางสังคม อำนาจทางการเมือง และใช้ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นสูง

ในสังคมที่ด้อยพัฒนา ซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการปฏิรูป ไม่ใช่การปฏิวัติ สิ่งนี้จะดำรงอยู่เพื่อการช่วงชิงอำนาจรัฐ ไปเรื่อยๆ จนกว่าสังคมนั้นจะมีการพัฒนา

วุฒิสภาจึงจะมาจากการเลือกตั้ง หรือถ้ามีการแต่งตั้งก็จะให้อยู่ในสถานะที่ด้อยอำนาจกว่าสภาผู้แทนฯ
ในสถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มอำนาจเก่ายังคงแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เหมือนในอดีต ทั้งที่โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว บ้านเมืองอื่นก็มี

ต่างกันตรงที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น 60-100 ปีก่อน และพวกเขาก็พัฒนาผ่านไป หลายสิบปีแล้ว

ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง
ทางการเมืองของญี่ปุ่น
ในช่วง 100 ปี

ญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาทางด้านการเมืองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย จากที่เดิมอำนาจการปกครองเป็นของพระจักรพรรดิ

ต่อมาอำนาจการปกครองตกอยู่ในมือผู้นำทางทหาร คือ โชกุน

เมื่อจักรพรรดิมัตสุหิตโตขึ้นครองราชย์ได้ดำเนินการผลักดันให้บรรดาผู้ครองแคว้นต่างๆ รวมตัวกันเพื่อต่อต้านอำนาจของโชกุน

หลังการยึดอำนาจจากโชกุน จักรพรรดิมัตสุหิตโต หรือจักรพรรดิเมอิจิ ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ โดยมีบรรดาพวกเชื้อพระวงศ์ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้น พร้อมกับการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก

วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.1868 (พ.ศ 2411) รัฐบาลชั่วคราวของพระจักรพรรดิมัตสุหิตโตได้ประกาศแนวนโยบายในการปกครอง โดยมีสาระสำคัญว่า…พลเมืองทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในด้านการเมือง การประกอบอาชีพ และการแสดงความคิดเห็น ให้จัดตั้งสภาบริหารราชการขึ้นทั่วประเทศ และใช้หลักประชาธิปไตยในการปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ ให้ยกเลิกประเพณีอันล้าสมัยซึ่งมีมาแต่โบราณ
และให้ยึดหลักความยุติธรรม ให้ศึกษาหาความรู้จากทั่วทั้งโลก เพื่อสร้างญี่ปุ่น

มีหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยเป็น 3 สาขา คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ โดยให้มีการจัดตั้งสภาบริหาร ประกอบด้วย

1) ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยองค์การราชการของรัฐ คือกระทรวงต่างๆ และคณะกรรมการบริหารที่ประกอบด้วยประธานสภาบริหารและผู้ช่วย รวมทั้งผู้นำซามูไรที่สำคัญๆ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินนโยบาย

2) ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสภา 2 สภา คือ สภาสูงและสภาล่าง สภาสูงมีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายและอำนาจในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งสูง ส่วนสภาล่าง ทำหน้าที่คล้ายเป็นที่ปรึกษาของสภาสูง ไม่มีอำนาจบัญญัติกฎหมาย แต่มีสิทธิอภิปรายร่างกฎหมายที่สภาสูงสุดขอร้อง ส่วนสมาชิกประกอบด้วยซามูไร

3) ฝ่ายตุลากร มีอำนาจในการพิจารณาตัดสินคดี โดยคณะตุลาการสูงสุดจะได้รับคัดเลือกจากสภาสูง
แม้มีการอ้างความเท่าเทียมของพลเมือง แต่นั่นเป็นเพียงหลักการ เพราะอำนาจยังอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง ซึ่งเป็นรัฐบาล และสภาขุนนาง ประชาชนยังไม่มีอำนาจ

สมาชิกสภาขุนนางจะประกอบด้วย

1. มกุฎราชกุมาร และบุคคลในราชวงค์จักรพรรดิ
2. ขุนนางบรรดาชั้นสูง ทั้งดำรงตำแหน่งถาวรและบางส่วนดำรงตำแหน่ง 7 ปี
3. สามัญชน 66 คน คัดเลือกมาจากบุคคลที่จ่ายภาษีสูงสุด 6,000 คน ดำรงตำแหน่ง 7 ปี
จนกระทั่งอีก 20 ปีต่อมา จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญซึ่งมีผลมาจากการต่อสู้ การเรียกร้องของสมาคมรักชาติให้รัฐบาลจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎร

โดยหลัง ค.ศ.1868 ได้มีการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในทางการเมือง

ค.ศ.1880 สมาคมรักชาติได้แปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และมีการเคลื่อนไหวจัดตั้งพรรคการเมือง
กรกฎาคม ค.ศ.1884 ชนชั้นปกครองเตรียมการถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในอนาคต อัครมหาเสนาบดี อิโต ให้พระจักรพรรดิมัตสุหิตโตพระราชทานยศขุนนาง 500 คน โดยมีแผนการตั้งแต่ขุนนางเหล่านี้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต เพื่อคอยยับยั้งอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร

A Japanese family votes to elect legislators for the House of Councillors, the upper chamber of parliament, at a polling station 23 July amid speculation that Prime Minister Tomiichi Murayama might lose. This is Murayama's first national election since his inauguration last year. AFP PHOTO / AFP PHOTO / YOSHIKAZU TSUNO

AFP PHOTO / YOSHIKAZU TSUNO

กว่าจะได้สิทธิเลือกตั้ง
และระบอบประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญเมอิจิ ค.ศ.1889 (พ.ศ.2432) ให้สภานิติบัญญัติ หรือสภาไดเอต (Diet) มี 2 สภา คือ สภาขุนนางหรือสภาสูง กับสภาผู้แทนราษฎร สภาขุนนางหรือสภาสูง ประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท

– ได้รับการแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิและดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต
– ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระยะเวลาอันจำกัด

25 พฤศจิกายน ค.ศ.1890 มีการเลือกตั้งโดยมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะไปเลือกตั้งไว้ว่า จะต้องเป็นเพศชายซึ่งมีอายุมากกว่า 25 ปี และเสียภาษีปีละไม่ต่ำกว่า 15 เยน ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเพียง 460,000 คน จากจำนวนประชากร 30 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่นก็คือ ฮิโรบุมิ อิโต ซึ่งเป็นผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ส่วนสภาขุนนางประกอบด้วยขุนนางข้าราชการในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และผู้นำแคว้นต่างๆ

สภาผู้แทนประกอบด้วยชาวนาเจ้าของที่ดินเป็นส่วนใหญ่ เพราะเสียภาษีที่ดิน มีการลดยอดการเสียภาษีลงเรื่อยๆ ในระยะ 20 ปี สุดท้ายเหลือ 3 เยน ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้เพิ่มเป็น 12 ล้านคน

ปี 1925 จึงให้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป…เฉพาะผู้ชาย
ปี 1945 จึงให้สิทธิเลือกตั้งแก่สตรีชาวญี่ปุ่น

ภายหลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 1946 ซึ่งบัญญัติไว้ว่าอำนาจทั้งปวงเป็นของประชาชน จักรพรรดิ ทรงเป็นเพียงประมุขของชาติ มิได้มีอำนาจใดๆ อีกต่อไป

ระบบรัฐสภา มีสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา กฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภา แต่หากว่าวุฒิสภาไม่เห็นด้วย ก็ให้ยึดถือมติของสภาผู้แทนราษฎร

ในยุคแรกเริ่มนั้น สมาชิกสภาสูงจะมาจากการแต่งตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง

ปัจจุบัน สมาชิกของทั้งสองสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา จะได้เป็นรัฐบาลและทำการคัดเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเทศที่เลือกที่มีวุฒิสภาส่วนใหญ่จะจำกัดอำนาจวุฒิสภาไว้มากกว่าสภาผู้แทนราษฎร เช่น วุฒิสภาในประเทศอังกฤษได้ถูกจำกัดอำนาจลงอย่างมากมายหลังจากมีการประกาศพระราชบัญญัติ Parliamentary Acts ในปี ค.ศ.1911 และ 1949 แม้บางประเทศจะให้วุฒิสภาซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น ประเทศญี่ปุ่นไม่ให้วุฒิสภาควบคุมการงบประมาณของประเทศ

ในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้มีวุฒิสภาเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 แต่ประชาชนยังไม่มีโอกาสเลือก ส.ว. ต้องมี ส.ว. แต่งตั้ง ไปอีก 40 กว่าปี ในปี พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญไทยได้กำหนดให้มีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และอำนาจหน้าที่เปลี่ยนไปมาก เพราะนอกจากจะมีหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายและควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารแล้ว ยังเสนอแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย

มีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยประชาชนครั้งแรก เดือนมีนาคม 2543 ได้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระถึงปี 2549 เลือกตั้งใหม่อยู่ได้ 6 เดือน ก็เกิดรัฐประหารกันยายน 2549

ในปี 2550 รัฐธรรมนูญหลังรัฐประหาร ได้ย้อนกลับไปกำหนดให้เลือก ส.ว. จังหวัดละ 1 คน มี 76 คน มาจากการแต่งตั้ง (สรรหา) 74 คน รวม 150 คน คณะกรรมการสรรหามี 7 คนคือ
1. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
2. ประธาน กกต.
3. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
4. ประธาน ป.ป.ช.
5. ประธาน คตง.
6. ผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา 1 คน
7. ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดเลือกมา 1 คน

กรรมการสรรหามาจากไหน?…ก่อนจะได้ตำแหน่งประธานองค์กรอิสระ ก็ต้องผ่านมาจากการคัดเลือก หรือรับรองโดยวุฒิสภาเช่นกัน นี่จึงเป็นการสรรหาแบบช่วยกันคัด ผลัดกันเลือก เหมือนสมบัติผลัดกันชมในหมู่คนชั้นสูง

มีการเลือก ส.ว. แบบลูกครึ่ง ในเดือนมีนาคม 2551 คราวนี้ เลือกจังหวัดละ 1 คน มี 76 คน มาจากการสรรหาแบบคนกันเอง 74 คน อยู่จนครบวาระ เลือกตั้งใหม่ มีนาคม 2557 แต่เดือนพฤษภาคม ก็มีการรัฐประหาร

ญี่ปุ่นใช้เวลาเป็น 100 ปีพัฒนาประชาธิปไตย และวัฒนธรรมการเมืองจนใช้กับสังคมของตนเองได้ ไม่ย้อนกลับไปหาเส้นทางวิบากอีก

ส่วนของไทย 80 ปีที่ดิ้นรนเปลี่ยนแปลง แต่พอก้าวไปข้างหน้าได้ 1 ก้าว ก็จะมีคนหัวเก่าดึงย้อนกลับหลัง 2 ก้าวเสมอเพราะความอยากมีอำนาจมากกว่าคนอื่น เราจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มล้าหลัง

มีคนแนะนำกลุ่มนำในสังคมไทยว่าอย่าไปเสียเวลาสรรหา ส.ว. อยู่เลย… สรรหา นายกฯ ง่ายกว่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย