bg-single

‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’

06.09.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

หมายเหตุ ขออนุญาตประมวลประสบการณ์การเข้าชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี ทั้งในอินดอร์และเอาต์ดอร์ ทั้งที่ประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของตนเอง เพื่อทดลองเสนอประเด็นว่าด้วย “คอนเสิร์ตที่พึงปรารถนา” และ “คอนเสิร์ตที่ไม่พึงปรารถนา” ในสังคมไทย

หนึ่ง

ข้อค้นพบที่สวยงามไม่น้อยก็คือ แต่ละโชว์ของศิลปินที่มีผลงานโดดเด่นหรือทำงานเพลงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ล้วนมีฐานแฟนเพลงอันเหนียวแน่นของตนเอง

ศิลปินที่แมสหรือเป็นที่นิยมของมหาชนวงกว้าง หากจัดคอนเสิร์ตในฮอลล์ใหญ่ๆ คนดู (ทั้งที่ซื้อบัตรหรือได้บัตรฟรี) ก็มักเข้าไปชมการแสดงเต็มแน่นสถานที่จัดงาน

ขณะที่ศิลปินแนวอินดี้ ซึ่งทำโชว์ในไลฟ์เฮาส์ขนาดย่อมลงมา ก็มีแฟนเพลงเข้าไปรับชม รับฟัง ให้กำลังใจกันหนาแน่นสถานที่จัดงานเช่นกัน (โดยมีข้อสังเกตว่า แฟนเพลงกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้บริโภคที่ซื้อบัตรด้วยกำลังทรัพย์ของตัวเอง)

พูดอีกแบบได้ว่า ศิลปินแต่ละวงหรือแต่ละคนล้วนมี “กาลเทศะเฉพาะ” ของพวกตน “ความยิ่งใหญ่” ของพวกเขาจึงเป็น “ความจริงสัมพัทธ์” ที่มีบริบทของตนเอง และไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไร ถ้าเราจะวัดสำเร็จของแต่ละงานด้วยการเปรียบเทียบเชิงปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนดู หรือพื้นที่การจัดคอนเสิร์ต

สอง

จากประสบการณ์ส่วนตัว หากใครอยากสัมผัสบรรยากาศที่ผู้ชมตั้งใจดูตั้งใจฟังการแสดงดนตรี ก็ขอแนะนำให้ลองไปดูโชว์ตามไลฟ์เฮาส์ต่างๆ ซึ่งแม้จะต้องยืนดูกันเมื่อยหน่อย แต่ก็มีโอกาสสูงที่คุณจะได้พบเจอกับผู้คนที่มีรสนิยมคล้ายคลึงกัน ตั้งใจมาฟังเพลงเหมือนกัน ชอบหรือรักศิลปินรายเดียวกัน อันนำไปสู่มวลของอารมณ์ความรู้สึกที่รื่นรมย์

หรือในบางกรณี ผู้ชมดนตรีในไลฟ์เฮาส์บางแห่งก็สามารถร่วมกันสร้าง “ชุมชนแห่งความใส่ใจซึ่งกันและกัน” ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ต “Homebound” ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ขนาดพอดีๆ (มีผู้ชมราวๆ พันคน) ของวง “YONLAPA” ที่เดอะ สตรีต รัชดา

เมื่อคอนเสิร์ตดำเนินไปได้สักพัก (ถึงช่วงที่วงพักการแสดงและให้สัมภาษณ์พอดี) ก็มีคนดูรายหนึ่งซึ่งยืนไม่ห่างจากผม เผลอทำแหวนของตนเองหล่นหายลงไปกับพื้น โดยคนดูที่ยืนใกล้ๆ กันบางส่วนรู้สึกได้จากเสียงวัตถุตกกระทบพื้นว่า แหวนดังกล่าวน่าจะกลิ้งกระเด็นกระดอนไปทางด้านขวามือ พวกเขาจึงช่วยกันฉายไฟไปยังทิศทางนั้น แต่กลับหาแหวนไม่เจอ

เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ (น่าจะเป็นระหว่างการสัมภาษณ์ช่วงสอง) จึงมีคนดูด้านหน้าเวทีรายหนึ่งเดินนำแหวนที่หล่นหายมาส่งคืนเจ้าของ และบอกว่าแท้จริงแล้วแหวนของเธอกระเด้งพลัดหลงไปถึงโซนหน้าเวที

หมายความว่า ในคอนเสิร์ตไม่ใหญ่แบบนี้ นอกจากคนดูจะตั้งใจมาฟังเพลงกันแล้ว ถ้าหากคุณคนใดคนหนึ่งทำ “ของมีค่า” หล่นหาย ก็จะมีเพื่อนร่วมรสนิยมบางรายที่พยายามหาทางค้นหาและนำมันมาคืนให้คุณอย่างน่าประทับใจ

สาม

ในทางตรงกันข้าม คอนเสิร์ตใหญ่ๆ ที่ขายบัตรแพงๆ (แต่ก็มีคนเข้างานจำนวนไม่น้อยที่ได้บัตรฟรี/อภินันทนาการ) จัดในฮอลล์หรูๆ กลับมีบรรยากาศ “แย่” และ “ไม่น่ารัก”

หากจะบอกว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นมันก็มีความวุ่นวายจอแจคล้ายๆ เทศกาลดนตรี ก็คงต้องแย้งว่า การจัดแสดงคอนเสิร์ตในพื้นที่อินดอร์ ซึ่งมีระบบระเบียบกำหนดที่นั่งไว้อย่างชัดเจนนั้น มีธรรมชาติและกฎกติกามารยาทที่แตกต่างจากมิวสิกเฟสติวัล (หรือเอาเข้าจริง เทศกาลดนตรีในเมืองนอกก็ไม่ได้วุ่นวายออกนอกลู่นอกทางเท่าเทศกาลในไทย)

หลายปีหลัง “ปทัสถานใหม่” บางประการในการชมมหรสพดนตรีเริ่มเป็นที่ยอมรับได้โดยทั่วกัน เช่น การใช้สมาร์ตโฟนถ่ายภาพ/วิดีโอการแสดงบนเวที (ขอแค่อย่าชูมือและโทรศัพท์ขึ้นเหนือศีรษะตนเองจนบดบังทัศนวิสัยของคนด้านหลัง)

แต่วัฒนธรรมที่ “เสื่อมทราม” ลงมากๆ ในหมู่คนดูคอนเสิร์ตใหญ่ของบ้านเรา ณ ปัจจุบัน ซึ่งผู้ชมอีกไม่น้อยไม่สามารถยอมรับได้ นั่นคือพฤติกรรมไร้มารยาทต่างๆ เช่น

การมานั่งคุยกันระหว่างการแสดง โดยแทบไม่ได้ตั้งใจฟังเพลงเลย เข้าใจว่าคนมีพฤติกรรมทำนองนี้คือพวกได้บัตรฟรี อีกทั้งคงไม่รู้จักศิลปินและบทเพลงบนเวทีสักเท่าไร ล่าสุด ที่เพิ่งเจอกับตัวเองก็เป็นคนดูหญิงกลุ่มใหญ่ ซึ่งมาตะโกนคุยกันแข่งกับเสียงแผงเครื่องเป่าของวง “Soul After Six”

พฤติกรรมการดื่มและเมาเบียร์ประหนึ่งอยู่ในลานเบียร์ (ซึ่งดันเป็นพื้นที่และวัฒนธรรมที่ค่อยๆ หายไป) จนเละเทะ เปรอะเปื้อน รบกวนคนอื่น

พฤติกรรมการเดินเข้าออกจากที่นั่งของตนเองแบบอยู่ไม่สุขตลอดเวลา (ส่วนหนึ่งคือออกไปซื้อเบียร์เพิ่ม หรือต้องเข้าสุขาบ่อยเพราะดื่มเยอะเกินไป แต่อีกหลายคนก็เหมือนต้องออกไปลุกยืดเส้นยืดสาย เพราะเบื่อ ไม่อิน ไม่รู้จักบทเพลงที่กำลังแสดงอยู่บนเวที)

ไม่รวมถึงพวกที่นั่งไถโทรศัพท์มือถือ (แบบเปิดจอให้มันสว่างๆ) ตลอดทั้งงาน หรือพวกที่พาลูกเล็กๆ มาทำกิจกรรมนันทนาการที่พวกเขาไม่สนใจ จนเด็กๆ อยู่เงียบและสงบได้ไม่นาน (พอไม่สงบ ลูกของท่านก็เริ่มกลายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยน่ารักสำหรับคนดูรอบข้างไปแล้วเรียบร้อย)

สี่

ความเสื่อมทรามของบรรยากาศการชมคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ในเมืองไทยยุคปัจจุบัน ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงภาพหนึ่งเมื่อเกือบๆ 20 ปีก่อน

คราวนั้น ผมซื้อตั๋วเข้าไปชมคอนเสิร์ตใหญ่ของ “โอม-ชาตรี คงสุวรรณ” ในวาระที่เขาออกโซโล่อัลบั้มชุด “Into the Light” (จนถึงบัดนี้ หลายคนก็ยังบอกว่านั่นคือการแสดงสดที่ดีที่สุดของโอม ชาตรี) แล้วก็โชคดีได้นั่งดูการแสดงอยู่ใกล้ๆ ยอดโปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงอีกคนอย่าง “บอย โกสิยพงษ์”

หากโอม ชาตรี เป็น “เพอร์เฟกชันนิสต์” ที่ใส่ใจกับรายละเอียดทางดนตรีทุกอย่างบนเวที จนการแสดงออกมาเนี้ยบมากๆ

บอยก็เป็น “เพอเฟกชันนิสต์” ด้านล่างเวทีเหมือนกัน เพราะผมแอบเห็นว่า เขานั่งหลับตาคล้ายทำสมาธิอยู่เกือบตลอดเวลา เพื่อตั้งใจฟังเสียงเพลงที่ชาตรีและผองเพื่อนกำลังตั้งใจบรรเลงบนเวที ส่วนทีมซาวด์เอ็นจิเนียร์ก็กำลังตั้งใจมิกซ์เสียงอยู่ด้านตรงข้ามของเวที

การสื่อสารระหว่างศิลปินกับผู้ชมในลักษณะนี้แทบหาไม่ได้แล้วในคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ของไทยระยะหลัง แม้กระทั่งคอนเสิร์ต “B.DAY UN-CUT LIVE CONCERT” ที่บอยเป็นผู้จัด และจัดแสดงในพื้นที่บริเวณเดียวกันกับคอนเสิร์ตของโอม ชาตรี เมื่อหลายปีก่อน

ข้อสุดท้าย

ประเด็นนี้อยากพยายามสื่อสาร-สอบถามไปถึงผู้ประกอบธุรกิจเบียร์เจ้าใหญ่ๆ ซึ่งมักเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ประจำคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีต่างๆ

พื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจตรงกันคือ เมื่อธุรกิจเบียร์เหล่านั้นจ่ายเงินเป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน ก็ย่อมต้องคาดหวังผลลัพธ์เป็นยอดจำหน่ายเครื่องดื่มที่น่าพึงพอใจตามมา

แต่สิ่งที่อยากเชิญชวนให้ผู้ประกอบธุรกิจเบียร์ ตลอดจนผู้จัดคอนเสิร์ตช่วยกันคิดเพิ่มต่ออีกนิด ก็คือคำถามว่า ท่านอยากให้คนมาดูคอนเสิร์ตดื่มเบียร์ “เพื่ออะไร”?

ท่านอยากให้พวกเขากินดื่มสังสรรค์ฟังเพลงในเวลาว่าง เพื่อความสุขสนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจดีๆ ใหม่ๆ ในชีวิต เพื่อพักผ่อนชาร์จพลังให้เต็มที่ ก่อนจะกลับไปลงมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในชีวิตการทำงานของตนเองช่วงวันจันทร์-ศุกร์

ตรงกับคำว่า “recreation” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกแปลเป็น “นันทนาการ” ในภาษาไทยนั่นแหละ

หรือท่านปรารถนาให้พวกเขาดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมาไร้สติ ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง ไม่สนใจการแสดงดนตรีซึ่งเป็นไฮไลต์หลักของกิจกรรมที่ตนเองกำลังเข้าร่วม

พวกเขาแค่ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบๆ ของตัวเองออกมา ก่อนจะกลับไปนั่งทำงานรูทีนโดยไม่สามารถริเริ่มสร้างสรรค์อะไรได้ เพราะไม่พบเจอแรงบันดาลใจใหม่ๆ ใดๆ เลยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ต้องยอมรับว่า ณ สภาพการณ์ตอนนี้ “ลูกค้าเบียร์” จำนวนมากในงานคอนเสิร์ตใหญ่ของประเทศไทย คือผู้คนประเภทหลัง

พวกเขาและเธอเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นคนวัย 30-50 ปี ที่ลอยเคว้งคว้าง หาตำแหน่งแห่งที่และโอกาสของพวกตนไม่เจอ ในระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยยุคปัจจุบัน

ในเชิงมหภาค การเมืองที่ปิดตายและเศรษฐกิจที่ไปต่อไม่ได้ คือเพดานจากด้านบนที่ปิดกดทับพวกเขาและเธอเอาไว้

ทว่า ในเชิงไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรมบันเทิงและการบริโภคหลายๆ อย่าง ก็ไม่ได้ช่วยหนุนเสริมสร้างศักยภาพหรือพลังใหม่ๆ ให้แก่พวกเขาและเธอ แต่กลับทำให้ทุกคนดูไร้น้ำยาและไร้แก่นสารในชีวิตมากขึ้น

คำถามทิ้งท้ายคือ พวกเราสามารถทำให้สถานการณ์ส่วนหลังมันดีและมีความหวังมากขึ้นได้หรือไม่?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย