bg-single

เสียงจากหัวใจ “ภรรยา” ของตำรวจที่ถูก “ธำรงวินัย”

12.09.2023

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 19/03/2021

“เรานอนร้องไห้ทุกคืนเลยนะ
พวกเรา 4 คน พ่อ-แม่-ลูกไม่เคยห่างกันเลย”

นี่คือความในใจของ “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” หรือที่นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคนรู้จักกันดีในนาม “ทนายแจม” ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อเธอบอกเล่าเรื่องราวของสามี ซึ่งเป็นหนึ่งในตำรวจ 97 นาย ที่ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาเปิดประเด็นว่าถูก “ธำรงวินัย” เป็นเวลา 9 เดือน

เนื่องจากไม่ยอมโอนย้ายหน่วยงาน

ทนายแจมเล่าว่า เธอพบรักกับสามีตอนเรียนปริญญาใบที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อจบการศึกษาทั้งคู่จึงตัดสินใจแต่งงานกัน

โดยสามีเลือกสมัครเข้ารับราชการเป็นตำรวจ ซึ่งเป็นอาชีพในฝันของเขามาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากมี “แรงบันดาลใจ” และ “ปมฝังใจ” บางอย่าง

“เขาอยากเป็นตำรวจตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีพ่อ (ที่รับราชการเป็นตำรวจ) เป็นไอดอล และตอนเด็กๆ เคยถูกโจรจี้ชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือ จึงฝังใจอยากจะจับโจร และอยากทำงานที่สามารถจับคนร้ายได้ด้วยตัวเอง”

ตลอดชีวิตราชการ สามีของทนายแจมทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและรักในอาชีพตำรวจมากๆ ทำให้เธอรับรู้ได้ว่าอาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” คืองานหนัก เหนื่อย ไม่ค่อยมีเวลานอนพักผ่อน และแทบจะไม่มีวันหยุด เรียกว่าทำงานเกินกว่าสวัสดิการที่ได้รับ

ด้วยความทุ่มเทของสามี ทำให้เขาได้รับโอกาสทำงานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่พนักงานสอบสวน สายสืบ หรือหน่วยปราบปราม เรียกว่าทำงานแทบจะทุกตำแหน่งในสายงานตำรวจ

กระทั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการคัดตัวข้าราชการตำรวจ เพื่อโอนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในอีกหน่วยงานหนึ่ง

เมื่อมีการคัดตัวในรอบแรกและมีการปฐมนิเทศ ปรากฏว่ามีนายตำรวจขอสละสิทธิ์ และตำรวจเหล่านั้นก็ถูกส่งตัวไป “ธำรงวินัย”

จากนั้น ก็มีการคัดตัวข้าราชการตำรวจรอบที่สอง ซึ่งรอบนี้สามีของทนายแจมมีรายชื่อติดเป็นตัวจริงที่จะต้องไปฝึกและโอนย้ายหน่วยงาน

เขาจึงตัดสินใจยื่นหนังสือชี้แจงเหตุผลว่าไม่สะดวกโอนย้ายและต้องการสังกัดตำรวจต่อไป “แต่ไม่มีใครรับฟัง เมื่อทำหนังสือลาออก ก็ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าเซ็นให้ออก”

ทำให้สามีของทนายแจมกลายเป็น 1 ใน 100 นายตำรวจ (ต่อมา มีตำรวจ 3 นายลาออกจากราชการ จึงเหลือ 97 นาย) ที่ถูกส่งตัวไป “ธำรงวินัย” เป็นเวลา 9 เดือน

โดยส่งตัวไปที่จังหวัดยะลา 1 เดือน และจังหวัดนครราชสีมาอีก 8 เดือน

ตลอดระยะ 9 เดือนดังกล่าว ถือเป็นช่วงเวลาลำบากของครอบครัว

“มันเหนื่อยทั้งกาย และก็เหนื่อยทั้งใจ เพราะเรารู้สึกว่า สิ่งที่เขาถูกกระทำมันไม่เป็นธรรม เรารู้สึกว่ามันไม่ควรมีการบังคับให้มีการโอนย้ายแบบนี้” ทนายแจมกล่าว

เธอเล่าว่า ช่วงเวลาที่สามีถูกส่งตัวไปฝึกที่ยะลา 1 เดือนนั้น ตนเองไม่สามารถติดต่อกับสามีได้เลย สมาชิกในครอบครัวทั้งหมดต่างเป็นห่วงสามีมากๆ ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นหรือไม่?

ด้วยหัวอกของภรรยาผู้เป็นทุกข์ ทนายแจมเล่าว่า เธอต้องนอนร้องไห้ทุกคืน และยังมีอาการเครียดสะสม จนนอนไม่หลับเป็นเวลานาน ทำให้ต้องเข้าพบจิตแพทย์

“พวกเราพ่อ-แม่-ลูก 4 คนไม่เคยห่างกันเลย และสามีเป็นคนดูแลลูกทุกอย่าง เพราะเขามีปมฝังใจในวัยเด็กว่าพ่อของเขาซึ่งเป็นตำรวจ ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว และไม่มีเวลาให้เขา เขาจึงตั้งใจว่าถ้ามีลูกก็จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และเขาก็ทำได้ดี ดูแลลูกเองทุกอย่าง”

นอกจากนั้น ช่วงที่สามีถูกส่งตัวไปฝึก ลูกคนที่สองของทนายแจมก็เพิ่งลืมตาดูโลกได้ประมาณ 6-7 เดือน พ่อเช่นเขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นลูกก้าวเดินเป็นครั้งแรก

และไม่ได้ยินหนูน้อยเอ่ยคำว่า “ป๊ะป๋า” ออกมาเป็นคราวแรกในชีวิต

เมื่อสามีถูกย้ายไป “ธำรงวินัย” ที่นครราชสีมา ทนายแจมพยายามขับรถพาลูกๆ เดินทางไปเยี่ยมเขาทุกสัปดาห์ และเกือบทุกครั้งที่แยกย้ายกัน ลูกคนโตก็จะร้องหาพ่อ และถามว่าทำไมพ่อไม่กลับบ้านด้วยกัน?

ขณะเดียวกัน ทนายแจมยังได้พบเห็น “ปัญหาร่วม” ของครอบครัวข้าราชการตำรวจทั้ง 97 นาย

กล่าวคือ ตำรวจที่ถูกธำรงวินัยส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชั้นประทวน มีเงินเดือนแค่หลักพัน ซึ่งปกติจะได้รับเงินเพิ่มเติมจากการเข้าเวรหรือค่าเบี้ยเลี้ยง แต่เมื่อรายได้ก้อนดังกล่าวขาดหายไป หลายๆ ครอบครัวจึงประสบความยากลำบากเป็นอย่างมาก

“97 ครอบครัวประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เมื่อถูกธำรงวินัยก็เหลือแค่เงินเดือนหลักพัน และถึงแม้เขาจะเปิดให้เยี่ยม แต่ (สมาชิกครอบครัว) ส่วนใหญ่ก็ไม่มีต้นทุนเดินทาง ทำให้พวกเขา (ตำรวจ 97 นาย) ไม่ได้เจอครอบครัว”

หลังจากถูกธำรงวินัยครบ 9 เดือน ทนายแจมเล่าว่า สามีซึ่งเคยเป็นอดีตนายตำรวจติดตามผู้บังคับบัญชา ได้ถูก “แบล๊กลิสต์” โดยได้รับคำสั่งให้กลับไปเป็นพนักงานสอบสวนและเข้าเวรเหมือนตอนเรียบจบมาใหม่ๆ และไม่ได้เลื่อนขั้น 2-3 ปี ทั้งที่ไม่ได้ทำงานขาดตกบกพร่อง

แต่เขาก็ยังสู้ต่อไปเพราะอยากประกอบอาชีพตำรวจเหมือนเดิม

เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับสามีและเพื่อนร่วมอาชีพ ในสภาผู้แทนราษฎร

ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า เธอรู้สึกโล่งใจ เนื่องจากที่ผ่านมาได้พยายามสื่อสารกับผู้คนถึงปัญหานี้ แต่ไม่มีใครพร้อมที่จะรับฟัง และทุกคนรู้สึกกลัวไม่กล้าพูด เพราะในประเทศของเรา หากมีใครลุกขึ้น “ยืนตรง” เพื่อต่อสู้กับอะไรบางอย่าง มันก็จะเกิดแรงกดดันตามมาอยู่เสมอ

“ในทางกฎหมายปกติเราไม่กลัวนะ เพราะเราได้บอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้น และเราเชื่อว่าตำรวจทุกนายรู้เรื่องนี้ และเรารู้ว่าการที่เราออกมาพูดมันไม่ได้ส่งผลดีกับเราหรือสามีของเรา แต่มันจะเกิดผลดีกับตำรวจคนอื่นๆ ที่เขาไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก เราทำเพื่อคนอื่นด้วย มันไม่ควรมีใครต้องเจ็บปวดอีกแล้ว”

ทนายแจมยังแสดงความเห็นว่า ผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักจะคิดถึงตนเองเป็นหลัก ไม่ได้คิดถึงลูกน้องสักเท่าไร และตราบใดที่พวกเขายังไม่คิดถึงส่วนรวมแบบนี้ วงการตำรวจก็ไม่มีทางจะยกระดับสูงขึ้น

“อยากให้พวกเขารู้ว่า ในขณะนี้ที่พวกเขาใช้ชีวิตปกติอย่างมีความสุข พวกเขากำลังมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของ 97 ครอบครัวที่ถูกธำรงวินัย ไม่ใช่แค่ภรรยาของคนเหล่านั้นที่เป็นทุกข์ พ่อ-แม่ พี่-น้องของคนเหล่านั้น ทุกคนในครอบครัวของเขาก็เป็นทุกข์เช่นกัน จงรู้ไว้ว่ามีคนที่ทุกข์ทรมานจากโครงการที่เกิดขึ้นนี้”

นี่เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของ “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์

อนึ่ง ปัจจุบัน “ศศินันท์” กลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 11 พรรคก้าวไกล โดดเด่นด้านการเรียกร้องสิทธิเพื่อเด็กและสตรี สิทธิการลาคลอดและลาเลี้ยงบุตรของบิดา อยากเห็น “ไทย” เป็นประเทศที่มีห้องให้นม มีพื้นที่สาธารณะที่ดี และสิทธิมนุษยชนต้องถูกบรรจุในหลักสูตรเด็กปฐมวัย มีสวัสดิการถ้วนหน้าโดยรัฐ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

งานประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ “สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 34” ประจำปี 2568
Songs in the Key of Life : มีหรือไม่มีเธอ?
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (18)
ดินแดง ราชปรารภ เลือด ประชาชน หลั่งที่ รางน้ำ ราชปรารภ กระสุน ทะลุทะลวง
ทำไมยุงเลือกกัดบางคนมากกว่า
E-DUANG | “ป้อมค่าย” แตกจาก “ภายใน” พิสูจน์ทราบ ในกรณี “โกงส.ว.”
ยุทธการของ BRN ! | สุรชาติ บำรุงสุข
“วัชระพล” นำถก-รวบรวมข้อมูลช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม จ.น่าน พร้อมเร่งกำหนดแนวทางให้สอดคล้องความเสียหายแต่ละพื้นที่ รวดเร็ว ตรงจุด
อดีต รมว.คลัง ชี้การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท—ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด และ รัฐบาลเสียความเชื่อมั่น
นายกสมาคมตำรวจ เยี่ยม “ร.ต.ท.ประสาร”ถูกต่างชาติคัตเตอร์ฟันคอขณะเข้าจับกุม ชื่นชมใจผู้พิทักษ์ฯ ย้ำตำรวจต้องแม่นยุทธวิธี ลดสูญเสี
อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
สุนทรียศาสตร์แห่งบาดแผล ในงานของผดุงทรัพย์ ประชานันทร์