bg-single

อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว

24.08.2026

บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว

ผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากทีเดียวกำลังสงสัยและสนเท่ห์อย่างมากว่า ทำไมรัฐบาลนี้จึงยังดำรงอำนาจได้อย่างที่ดูเหมือนว่าจะมั่นคง ทั้งๆ ที่กระบวนการขึ้นมามีอำนาจและควบรวมอำนาจอื่นๆ นั้นเป็นไปอย่างมีพิรุธยิ่ง

ประกอบกับการทำงานในช่วงที่ผ่านมาก็แสดงให้สังคมเห็นถึงความไร้ความสามารถ/ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมืองและบริหารความหวังของพี่น้องประชาชน

พูดแบบไม่เกรงใจก็คือ ภาพรัฐบาลนั้นทั้งสกปรกและไม่มีน้ำยา ผู้คนจึงสงสัยว่าทำไมยังเชิดหน้าอยู่ได้

การตอบคำถามนี้ทำให้ต้องกลับมาคิดเรื่อง “ความชอบธรรม” กันใหม่

หากคิดถึงลักษณะ/รูปแบบของอำนาจ อาจจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบด้วยกัน

ได้แก่ อำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางจารีต/วัฒนธรรม

หากเรามองเห็นว่าอำนาจมีหลายรูปแบบ ก็แน่นอนว่าความชอบธรรมที่รองรับ/ถูกอ้างอิงกับการใช้อำนาจนั้นก็มีหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน

อำนาจทางการเมืองที่ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจความรุนแรงก็จะทำให้ผู้คนเชื่อและยอมรับไปแล้วว่า การคัดค้านหรือการต่อต้านไม่มีทางสำเร็จได้ มิหนำซ้ำจะเจ็บตัวมากขึ้น (นึกถึงคำพูด/เขียนของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องกำแพงหนาและหัวโน) รวมไปถึงการวางฐานความชอบธรรมอยู่ความมั่นคงของ “ชาติ” เป็นหลักสูงสุด ก็ต้องจำกัดเสรีภาพของประชาชน

อำนาจทางเศรษฐกิจก็สร้างฐานความชอบธรรมบนประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ รวมไปถึงการวางฐานความชอบธรรมบนความเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ก็ต้อง “เสียสละ” สมบัติทางสิ่งแวดล้อมและผู้คนตัวเล็กตัวน้อย

อำนาจทางจารีต/วัฒนธรรมก็ต้องอาศัยจารีตแห่งเรื่องเล่าของคุณธรรมผู้มีอำนาจวัฒนธรรม และวางรากฐานอยู่บนกรอบความคิดเรื่องความเป็นไทยที่คนไม่เท่าเทียมกันตามบุญกรรมและวาสนา

ความชอบธรรมจึงเป็นพลังทางสังคมที่มีหลายฐาน หลายภาษา และหลายเหตุผล

อย่างไรก็ตาม ฐานความชอบธรรมเหล่านี้มิได้ผูกติดกับอำนาจแต่ละรูปแบบอย่างตายตัว อำนาจรูปแบบหนึ่งอาจหยิบยืมภาษาความชอบธรรมของอำนาจอีกแบบหนึ่งมาเสริมกำลังให้แก่ตนเองได้

อำนาจทางการเมืองอาจอ้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

อำนาจทางเศรษฐกิจอาจอ้างชาติและคุณธรรม

ขณะที่อำนาจทางวัฒนธรรมก็อาจอ้างกฎหมายหรือประชาธิปไตยว่าเป็นแบบเฉพาะของตน

การหยิบยืมข้ามรูปแบบเช่นนี้เองทำให้ระเบียบอำนาจมีความยืดหยุ่นและยังดำรงอยู่ได้ แม้ว่าความชอบธรรมบางส่วนจะเสื่อมลงก็ตาม

ความชอบธรรมหลายรูปแบบนี้เป็นความชอบธรรมของอำนาจ (Legitimacy of Power) หมายถึงเหตุผลที่ทำให้อำนาจเฉพาะรูปแบบหนึ่งได้รับการยอมรับ ซึ่งจะต้องสอดประสานกันและยกระดับขึ้นมาเป็น ” อภิความชอบธรรม” (Meta-Legitimacy) หรืออาจเรียกว่า ระเบียบแห่งการจัดลำดับความชอบธรรม ซึ่งหมายถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าความชอบธรรมแบบใดควรอยู่เหนือความชอบธรรมแบบอื่น หรือความชอบธรรมทั้งหมดนั้นประสานกันอย่างไรให้กลมกลืนเป็นเสมือนเนื้อเดียวกัน

ในความหมายนี้ อภิความชอบธรรมจึงเป็นระเบียบระดับเหนือที่ทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน

ด้านหนึ่ง จัดลำดับว่าเหตุผลแห่งความชอบธรรมแบบใดควรอยู่เหนือแบบอื่น

อีกด้านหนึ่ง ประสานความชอบธรรมหลายชนิดให้ดูสอดคล้องและช่วยรองรับกัน จนทำให้อำนาจหลายรูปแบบสามารถปรากฏเสมือนเป็นระเบียบเดียว

เมื่ออภิความชอบธรรมแตกร้าว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการสูญสลายของความชอบธรรมทุกชนิดพร้อมกัน

หากเป็นการเสื่อมลงของความสามารถที่จะทำให้ความชอบธรรมเหล่านั้นดูสอดคล้องกลมกลืนกันดังเดิม

อํานาจและความชอบธรรมเป็นชุดความสัมพันธ์หลายชุด และความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่แปรเปลี่ยนไปตามจังหวะของเวลา ซึ่งย่อมเสื่อมลงได้ แข็งแรงขึ้น ขัดแย้งกัน หรือชดเชยกันได้ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์

เช่น เมื่อไม่นานมานี้ อภิความชอบธรรมที่ได้แสดงออกมาคือ “ผู้ที่มีสถานะสูง/การศึกษาสูงกว่าย่อมมีความสามารถและคุณธรรมสูงกว่า จึงสมควรได้รับอำนาจมากกว่า” เป็นต้น

อำนาจและความชอบธรรมที่สอดประสานกันได้อย่างมีพลังก็จะสามารถผลักดันสังคมให้เดินหน้าไปตามที่อำนาจปรารถนา แม้ว่าจะมีปัญหาระคายเคืองความรู้สึกพลเมืองอยู่เป็นระยะบ้างก็ตาม

แต่มันก็จะทำให้พลเมืองยอมรับว่า “มันเป็นของมันอย่างนี้แหละ” (C’est la vie : ผมได้มาจากเพลง There Must Be More to Life Than This อยากให้ทุกท่านกลับไปฟังอีกสักสิบรอบ)

การที่อำนาจและอภิความชอบธรรมได้กลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม มิได้เกิดจากเหตุผลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากประสบการณ์ชีวิต ความทรงจำร่วม จริยธรรม โครงสร้างความรู้สึก และการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะในปีนี้) “อภิความชอบธรรม” หรือระเบียบแห่งการจัดลำดับความชอบธรรม ที่เคยทำให้ทั้งสามความชอบธรรมประสานกันเริ่มสูญเสียพลัง

คนบางกลุ่มอาจยังยอมรับตลาดบางส่วน แต่คนกลุ่มหนึ่งมองว่าตลาดอย่างที่เป็นอยู่ก่อความเหลื่อมล้ำและทำร้ายผู้คนจำนวนมาก

คนบางกลุ่มยังยอมรับรัฐบางส่วน แต่คนจำนวนมากกว่ามากกลับมองเห็นความฉ้อฉลของกลไกอำนาจรัฐ ที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมและการโกงกินมหาศาล

แม้ว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ยังยอมรับอำนาจทางวัฒนธรรมบางส่วนอยู่ แต่ก็มีความตะขิดตะขวงในใจหลายเรื่องหลายประเด็น

ที่สำคัญ ผู้คนกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มยอมรับทั้งหมดไม่ได้อีกแล้วว่าสามสิ่งนี้ประกอบกันเป็นระเบียบสังคมที่ “ถูกต้อง”

“กำแพง” ที่ดูหนา แข็งแรง จนชนไปสักเท่าไรก็เหมือนว่าไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรือไม่สะเทือนอะไร กำลังมีรอยแตกร้าวอยู่ทั่วไป และแสงสว่างก็ส่องแสงลอดช่องของรอยแตกร้าวนี้

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแม้ว่าจะยังไม่ใช่ความเสื่อมทรุดของความชอบธรรมทั้งหมด แต่ก็เป็น “รอยแตกของกำแพงความชอบธรรม” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แก่ความเปลี่ยนแปลงของอำนาจ

แม้ยังไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือจะนำไปสู่ระเบียบที่ดีกว่าเดิม

จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลอนุทินเลือกที่จะใช้ “ความชอบธรรมทางอำนาจจารีต/วัฒนธรรม” มาเป็นหลักในกรอบ “อภิความชอบธรรม” หรือกล่าวได้ว่า นำมาเพื่อค้ำยันกำแพงที่แตกร้าว (ที่ตัวเองได้ทำขึ้นมา)

หากเปรียบเทียบกับกำแพงจริงๆ อิฐ ปูนที่ก่อสร้างและฉาบขึ้นมาล้วนแล้วแต่แตกร้าวมีรูมีช่องกระจายทั่วไป หากแต่เหลือเพียงเหล็กเส้นเท่านั้น (ซึ่งก็มีสนิมเกาะกินลึกในเนื้อเหล็ก) ยังพอจะยึดโครงเอาไว้พอให้เห็นเป็นกำแพง

รอยแตกร้าวมิได้มีความหมายเพียงว่าความชอบธรรมเดิมกำลังสูญเสียความสามารถในการทำให้ผู้คนยอมรับ

หากรอยแตกปริแยกแตกร้าวนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมองเห็นว่า สิ่งซึ่งเคยถูกทำให้ดูเป็นธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และเพราะมันถูกสร้างขึ้น มันจึงเปลี่ยนแปลงได้

ในวันนี้ แม้ผู้คนจำนวนมากจะมองเห็น/รู้สึกถึงความชอบธรรมที่แตกร้าวนี้ แต่อำนาจก็ยังคงมีปฏิบัติการทางการเมืองอยู่

เหตุผลสำคัญทางด้านระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญ ได้แก่ สภาวะตกค้าง/ตกทอดมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมยังไม่สามารถช่วยกันถักสาน “จินตนาการสังคมใหม่ร่วมกัน” ในอนาคตให้ชัดเจนได้

การที่ยังไม่สามารถสร้าง “จินตนาการสังคมใหม่ร่วมกัน” ได้ชัดเจน ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะ “อีหลักอีเหลื่อ” ทางการเมือง

กล่าวคือ พวกเขาต้องการเดินไปข้างหน้าสู่ระเบียบสังคมที่เห็นว่าก้าวหน้าและเป็นธรรมกว่าเดิม

แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่แน่ใจว่าโลกใหม่ที่กำลังมุ่งไปนั้นจะมีรูปร่างอย่างไร และตนจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนั้นได้อย่างไร

จึงยังรู้สึกอยากเก็บบางสิ่งจากโลกเก่าเอาไว้

แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่อยากเก็บนั้นก็ไม่ได้ดีงามนักก็ตาม

นี่คือความลังเลของผู้ที่เดินออกจากโลกเดิมมาแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นที่ทางของตนในโลกใหม่

พร้อมกันนั้น สภาวะสังคมปัจจุบันที่ผู้คนจำนวนมากยังคงต้องพะวงกับการหาเลี้ยงชีพที่ยากลำบากขึ้นทุกวัน ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจำยอมอยู่กับอำนาจที่ความชอบธรรมแตกร้าวและเสื่อมทรุดเพราะยังคงต้องอยู่กับชีวิตประจำวันที่พอจะกะการอะไรได้บ้างอย่างที่เป็นอยู่ จึงยังไม่อาจเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชีวิตประจำวันได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าอำนาจจะอยู่ภายใต้ความชอบธรรมที่ลดน้อยลง แต่ก็ยังสามารถจัดระเบียบอารมณ์ ความหวัง ความกลัว และชีวิตประจำวันของผู้คนได้ จนทำให้การยอมรับระเบียบเดิมเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าการจินตนาการถึงระเบียบใหม่

แต่หากเมื่อใดที่ความสามารถในการจัดระเบียบชีวิตประจำวันเสื่อมลง ความชอบธรรมของอำนาจก็อาจจะแตกสลายอย่างเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงรอยแตกร้าวของความชอบธรรมไม่ใช่เพียงคำปลอบใจง่ายๆ

เพราะว่าระเบียบเก่าที่สูญเสียความชอบธรรมก็อาจดำรงอยู่ต่อไปได้

และสิ่งใหม่ที่ถือกำเนิดจากรอยร้าวก็ไม่จำเป็นต้องดีกว่าสิ่งเดิมเสมอไป

ความโกรธอาจกลายเป็นความเกลียดชัง

ความผิดหวังอาจผลักผู้คนไปหาผู้มีอำนาจแบบใหม่

และความปรารถนาต่อความเปลี่ยนแปลงอาจถูกช่วงชิงไปสร้างระเบียบที่ปิดกั้นความยุติธรรมยิ่งกว่าเดิมก็ได้

รอยร้าวแห่งกำแพงความชอบธรรมเพียงเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้กำหนดว่าสิ่งใดจะเติบโตจากรอยแตกนั้น

“ความหวัง” จึงต้องเป็นมากกว่าการรอคอยให้กำแพงพังลง

ความหวังต้องประกอบด้วยการสร้างภาษาใหม่สำหรับอธิบายความทุกข์ การเชื่อมโยงประสบการณ์ที่กระจัดกระจายของผู้คน การรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความอยุติธรรม และการทำให้หลักความเสมอภาค ศักดิ์ศรี และเสรีภาพปรากฏอยู่ในความสัมพันธ์ของชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้ที่กำลังสิ้นหวังและหดหู่ ความหวังไม่ควรเป็นภาระอีกชิ้นหนึ่งที่ถ่วงชีวิต

ไม่ควรเรียกร้องให้ผู้บอบช้ำต้องลุกขึ้นมามองโลกในแง่ดีทันที

และไม่ควรตำหนิผู้เหนื่อยล้าว่าขาดศรัทธาต่ออนาคต

จะต้องยอมรับว่าในด้านหนึ่งของความเจ็บปวด โกรธ หรือหมดแรง ก็คือการปฏิเสธจะไม่ให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต

ในความหมายทางการเมืองนี้ ความสิ้นหวังและหดหู่จึงอาจเป็นเงาของความหวัง

เพราะเป็นความเจ็บปวดซึ่งเกิดจากการไม่ยอมหลับตาต่อความแข็งแกร่ง/ความอยุติธรรมของอำนาจ

ความหวังอาจมิใช่อื่นใด หากคือพลังของการยืนยันว่า เรายังคงเป็นมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี

แม้ในโลกที่อำนาจพยายามพรากศักดิ์ศรีนั้นไปจากเรา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
สุนทรียศาสตร์แห่งบาดแผล ในงานของผดุงทรัพย์ ประชานันทร์
ส่องกราดยิงที่โรงเรียนเมืองไทย ในสายตาสื่ออเมริกัน ถึงเวลาออกกฎหมายห้ามเด็กไทยอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงสื่อออนไลน์
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว มองปรากฏการณ์ แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม. โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
กว้านซื้อหนังสือมือสอง อาหารสมองของ AI
‘การศึกษา’ และ ‘สื่อ’ อีก 2 ปัจจัยกระตุ้น ‘ความรุนแรง’ ในสังคมไทย?
โผทหาร ฉบับลับ ผบ.เหล่าทัพ ทำเอง ยื้อ โค้งสุดท้าย จับตา ไพ่ใบสุดท้าย ‘บิ๊กปู’ ‘เต้-ไก่-กอล์ฟ’ ส่งออก ‘บิ๊กใหญ่’ ไป กห.
FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดโหวตรางวัลยอดนิยม 6 สาขา ถึง 21 กันยายน นี้
E-DUANG |   เรื่องของคน เรื่องของกิเลส คนต้องคน ให้ทั่ว หัวถึงตีน
“วัชระพล” ลงพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน สำรวจความเสียหายแปลงเกษตรจากอุทกภัย เร่งสรุปข้อมูลเดินหน้าเยียวยา – ย้ำต้องตรงจุด-ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
E-DUANG | เด็ด ดอกไม้ สะเทือน ดวงดาว กับ “นาม”ของคน “เงา”แห่งไม้
Believe it or not | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร