บทความพิเศษ | อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
ผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากทีเดียวกำลังสงสัยและสนเท่ห์อย่างมากว่า ทำไมรัฐบาลนี้จึงยังดำรงอำนาจได้อย่างที่ดูเหมือนว่าจะมั่นคง ทั้งๆ ที่กระบวนการขึ้นมามีอำนาจและควบรวมอำนาจอื่นๆ นั้นเป็นไปอย่างมีพิรุธยิ่ง
ประกอบกับการทำงานในช่วงที่ผ่านมาก็แสดงให้สังคมเห็นถึงความไร้ความสามารถ/ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมืองและบริหารความหวังของพี่น้องประชาชน
พูดแบบไม่เกรงใจก็คือ ภาพรัฐบาลนั้นทั้งสกปรกและไม่มีน้ำยา ผู้คนจึงสงสัยว่าทำไมยังเชิดหน้าอยู่ได้
การตอบคำถามนี้ทำให้ต้องกลับมาคิดเรื่อง “ความชอบธรรม” กันใหม่
หากคิดถึงลักษณะ/รูปแบบของอำนาจ อาจจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบด้วยกัน
ได้แก่ อำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางจารีต/วัฒนธรรม
หากเรามองเห็นว่าอำนาจมีหลายรูปแบบ ก็แน่นอนว่าความชอบธรรมที่รองรับ/ถูกอ้างอิงกับการใช้อำนาจนั้นก็มีหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน
อำนาจทางการเมืองที่ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจความรุนแรงก็จะทำให้ผู้คนเชื่อและยอมรับไปแล้วว่า การคัดค้านหรือการต่อต้านไม่มีทางสำเร็จได้ มิหนำซ้ำจะเจ็บตัวมากขึ้น (นึกถึงคำพูด/เขียนของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องกำแพงหนาและหัวโน) รวมไปถึงการวางฐานความชอบธรรมอยู่ความมั่นคงของ “ชาติ” เป็นหลักสูงสุด ก็ต้องจำกัดเสรีภาพของประชาชน
อำนาจทางเศรษฐกิจก็สร้างฐานความชอบธรรมบนประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ รวมไปถึงการวางฐานความชอบธรรมบนความเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ก็ต้อง “เสียสละ” สมบัติทางสิ่งแวดล้อมและผู้คนตัวเล็กตัวน้อย
อำนาจทางจารีต/วัฒนธรรมก็ต้องอาศัยจารีตแห่งเรื่องเล่าของคุณธรรมผู้มีอำนาจวัฒนธรรม และวางรากฐานอยู่บนกรอบความคิดเรื่องความเป็นไทยที่คนไม่เท่าเทียมกันตามบุญกรรมและวาสนา
ความชอบธรรมจึงเป็นพลังทางสังคมที่มีหลายฐาน หลายภาษา และหลายเหตุผล
อย่างไรก็ตาม ฐานความชอบธรรมเหล่านี้มิได้ผูกติดกับอำนาจแต่ละรูปแบบอย่างตายตัว อำนาจรูปแบบหนึ่งอาจหยิบยืมภาษาความชอบธรรมของอำนาจอีกแบบหนึ่งมาเสริมกำลังให้แก่ตนเองได้
อำนาจทางการเมืองอาจอ้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
อำนาจทางเศรษฐกิจอาจอ้างชาติและคุณธรรม
ขณะที่อำนาจทางวัฒนธรรมก็อาจอ้างกฎหมายหรือประชาธิปไตยว่าเป็นแบบเฉพาะของตน
การหยิบยืมข้ามรูปแบบเช่นนี้เองทำให้ระเบียบอำนาจมีความยืดหยุ่นและยังดำรงอยู่ได้ แม้ว่าความชอบธรรมบางส่วนจะเสื่อมลงก็ตาม
ความชอบธรรมหลายรูปแบบนี้เป็นความชอบธรรมของอำนาจ (Legitimacy of Power) หมายถึงเหตุผลที่ทำให้อำนาจเฉพาะรูปแบบหนึ่งได้รับการยอมรับ ซึ่งจะต้องสอดประสานกันและยกระดับขึ้นมาเป็น ” อภิความชอบธรรม” (Meta-Legitimacy) หรืออาจเรียกว่า ระเบียบแห่งการจัดลำดับความชอบธรรม ซึ่งหมายถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าความชอบธรรมแบบใดควรอยู่เหนือความชอบธรรมแบบอื่น หรือความชอบธรรมทั้งหมดนั้นประสานกันอย่างไรให้กลมกลืนเป็นเสมือนเนื้อเดียวกัน
ในความหมายนี้ อภิความชอบธรรมจึงเป็นระเบียบระดับเหนือที่ทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง จัดลำดับว่าเหตุผลแห่งความชอบธรรมแบบใดควรอยู่เหนือแบบอื่น
อีกด้านหนึ่ง ประสานความชอบธรรมหลายชนิดให้ดูสอดคล้องและช่วยรองรับกัน จนทำให้อำนาจหลายรูปแบบสามารถปรากฏเสมือนเป็นระเบียบเดียว
เมื่ออภิความชอบธรรมแตกร้าว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการสูญสลายของความชอบธรรมทุกชนิดพร้อมกัน
หากเป็นการเสื่อมลงของความสามารถที่จะทำให้ความชอบธรรมเหล่านั้นดูสอดคล้องกลมกลืนกันดังเดิม
อํานาจและความชอบธรรมเป็นชุดความสัมพันธ์หลายชุด และความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่แปรเปลี่ยนไปตามจังหวะของเวลา ซึ่งย่อมเสื่อมลงได้ แข็งแรงขึ้น ขัดแย้งกัน หรือชดเชยกันได้ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์
เช่น เมื่อไม่นานมานี้ อภิความชอบธรรมที่ได้แสดงออกมาคือ “ผู้ที่มีสถานะสูง/การศึกษาสูงกว่าย่อมมีความสามารถและคุณธรรมสูงกว่า จึงสมควรได้รับอำนาจมากกว่า” เป็นต้น
อำนาจและความชอบธรรมที่สอดประสานกันได้อย่างมีพลังก็จะสามารถผลักดันสังคมให้เดินหน้าไปตามที่อำนาจปรารถนา แม้ว่าจะมีปัญหาระคายเคืองความรู้สึกพลเมืองอยู่เป็นระยะบ้างก็ตาม
แต่มันก็จะทำให้พลเมืองยอมรับว่า “มันเป็นของมันอย่างนี้แหละ” (C’est la vie : ผมได้มาจากเพลง There Must Be More to Life Than This อยากให้ทุกท่านกลับไปฟังอีกสักสิบรอบ)
การที่อำนาจและอภิความชอบธรรมได้กลายเป็นสามัญสำนึกของสังคม มิได้เกิดจากเหตุผลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากประสบการณ์ชีวิต ความทรงจำร่วม จริยธรรม โครงสร้างความรู้สึก และการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะในปีนี้) “อภิความชอบธรรม” หรือระเบียบแห่งการจัดลำดับความชอบธรรม ที่เคยทำให้ทั้งสามความชอบธรรมประสานกันเริ่มสูญเสียพลัง
คนบางกลุ่มอาจยังยอมรับตลาดบางส่วน แต่คนกลุ่มหนึ่งมองว่าตลาดอย่างที่เป็นอยู่ก่อความเหลื่อมล้ำและทำร้ายผู้คนจำนวนมาก
คนบางกลุ่มยังยอมรับรัฐบางส่วน แต่คนจำนวนมากกว่ามากกลับมองเห็นความฉ้อฉลของกลไกอำนาจรัฐ ที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรมและการโกงกินมหาศาล
แม้ว่าคนจำนวนไม่น้อยก็ยังยอมรับอำนาจทางวัฒนธรรมบางส่วนอยู่ แต่ก็มีความตะขิดตะขวงในใจหลายเรื่องหลายประเด็น
ที่สำคัญ ผู้คนกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มยอมรับทั้งหมดไม่ได้อีกแล้วว่าสามสิ่งนี้ประกอบกันเป็นระเบียบสังคมที่ “ถูกต้อง”
“กำแพง” ที่ดูหนา แข็งแรง จนชนไปสักเท่าไรก็เหมือนว่าไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรือไม่สะเทือนอะไร กำลังมีรอยแตกร้าวอยู่ทั่วไป และแสงสว่างก็ส่องแสงลอดช่องของรอยแตกร้าวนี้
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแม้ว่าจะยังไม่ใช่ความเสื่อมทรุดของความชอบธรรมทั้งหมด แต่ก็เป็น “รอยแตกของกำแพงความชอบธรรม” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แก่ความเปลี่ยนแปลงของอำนาจ
แม้ยังไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือจะนำไปสู่ระเบียบที่ดีกว่าเดิม
จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลอนุทินเลือกที่จะใช้ “ความชอบธรรมทางอำนาจจารีต/วัฒนธรรม” มาเป็นหลักในกรอบ “อภิความชอบธรรม” หรือกล่าวได้ว่า นำมาเพื่อค้ำยันกำแพงที่แตกร้าว (ที่ตัวเองได้ทำขึ้นมา)
หากเปรียบเทียบกับกำแพงจริงๆ อิฐ ปูนที่ก่อสร้างและฉาบขึ้นมาล้วนแล้วแต่แตกร้าวมีรูมีช่องกระจายทั่วไป หากแต่เหลือเพียงเหล็กเส้นเท่านั้น (ซึ่งก็มีสนิมเกาะกินลึกในเนื้อเหล็ก) ยังพอจะยึดโครงเอาไว้พอให้เห็นเป็นกำแพง
รอยแตกร้าวมิได้มีความหมายเพียงว่าความชอบธรรมเดิมกำลังสูญเสียความสามารถในการทำให้ผู้คนยอมรับ
หากรอยแตกปริแยกแตกร้าวนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมองเห็นว่า สิ่งซึ่งเคยถูกทำให้ดูเป็นธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และเพราะมันถูกสร้างขึ้น มันจึงเปลี่ยนแปลงได้
ในวันนี้ แม้ผู้คนจำนวนมากจะมองเห็น/รู้สึกถึงความชอบธรรมที่แตกร้าวนี้ แต่อำนาจก็ยังคงมีปฏิบัติการทางการเมืองอยู่
เหตุผลสำคัญทางด้านระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญ ได้แก่ สภาวะตกค้าง/ตกทอดมรดกทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมยังไม่สามารถช่วยกันถักสาน “จินตนาการสังคมใหม่ร่วมกัน” ในอนาคตให้ชัดเจนได้
การที่ยังไม่สามารถสร้าง “จินตนาการสังคมใหม่ร่วมกัน” ได้ชัดเจน ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะ “อีหลักอีเหลื่อ” ทางการเมือง
กล่าวคือ พวกเขาต้องการเดินไปข้างหน้าสู่ระเบียบสังคมที่เห็นว่าก้าวหน้าและเป็นธรรมกว่าเดิม
แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่แน่ใจว่าโลกใหม่ที่กำลังมุ่งไปนั้นจะมีรูปร่างอย่างไร และตนจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนั้นได้อย่างไร
จึงยังรู้สึกอยากเก็บบางสิ่งจากโลกเก่าเอาไว้
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่อยากเก็บนั้นก็ไม่ได้ดีงามนักก็ตาม
นี่คือความลังเลของผู้ที่เดินออกจากโลกเดิมมาแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นที่ทางของตนในโลกใหม่
พร้อมกันนั้น สภาวะสังคมปัจจุบันที่ผู้คนจำนวนมากยังคงต้องพะวงกับการหาเลี้ยงชีพที่ยากลำบากขึ้นทุกวัน ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจำยอมอยู่กับอำนาจที่ความชอบธรรมแตกร้าวและเสื่อมทรุดเพราะยังคงต้องอยู่กับชีวิตประจำวันที่พอจะกะการอะไรได้บ้างอย่างที่เป็นอยู่ จึงยังไม่อาจเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชีวิตประจำวันได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าอำนาจจะอยู่ภายใต้ความชอบธรรมที่ลดน้อยลง แต่ก็ยังสามารถจัดระเบียบอารมณ์ ความหวัง ความกลัว และชีวิตประจำวันของผู้คนได้ จนทำให้การยอมรับระเบียบเดิมเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าการจินตนาการถึงระเบียบใหม่
แต่หากเมื่อใดที่ความสามารถในการจัดระเบียบชีวิตประจำวันเสื่อมลง ความชอบธรรมของอำนาจก็อาจจะแตกสลายอย่างเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงรอยแตกร้าวของความชอบธรรมไม่ใช่เพียงคำปลอบใจง่ายๆ
เพราะว่าระเบียบเก่าที่สูญเสียความชอบธรรมก็อาจดำรงอยู่ต่อไปได้
และสิ่งใหม่ที่ถือกำเนิดจากรอยร้าวก็ไม่จำเป็นต้องดีกว่าสิ่งเดิมเสมอไป
ความโกรธอาจกลายเป็นความเกลียดชัง
ความผิดหวังอาจผลักผู้คนไปหาผู้มีอำนาจแบบใหม่
และความปรารถนาต่อความเปลี่ยนแปลงอาจถูกช่วงชิงไปสร้างระเบียบที่ปิดกั้นความยุติธรรมยิ่งกว่าเดิมก็ได้
รอยร้าวแห่งกำแพงความชอบธรรมเพียงเปิดพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้กำหนดว่าสิ่งใดจะเติบโตจากรอยแตกนั้น
“ความหวัง” จึงต้องเป็นมากกว่าการรอคอยให้กำแพงพังลง
ความหวังต้องประกอบด้วยการสร้างภาษาใหม่สำหรับอธิบายความทุกข์ การเชื่อมโยงประสบการณ์ที่กระจัดกระจายของผู้คน การรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความอยุติธรรม และการทำให้หลักความเสมอภาค ศักดิ์ศรี และเสรีภาพปรากฏอยู่ในความสัมพันธ์ของชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่กำลังสิ้นหวังและหดหู่ ความหวังไม่ควรเป็นภาระอีกชิ้นหนึ่งที่ถ่วงชีวิต
ไม่ควรเรียกร้องให้ผู้บอบช้ำต้องลุกขึ้นมามองโลกในแง่ดีทันที
และไม่ควรตำหนิผู้เหนื่อยล้าว่าขาดศรัทธาต่ออนาคต
จะต้องยอมรับว่าในด้านหนึ่งของความเจ็บปวด โกรธ หรือหมดแรง ก็คือการปฏิเสธจะไม่ให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต
ในความหมายทางการเมืองนี้ ความสิ้นหวังและหดหู่จึงอาจเป็นเงาของความหวัง
เพราะเป็นความเจ็บปวดซึ่งเกิดจากการไม่ยอมหลับตาต่อความแข็งแกร่ง/ความอยุติธรรมของอำนาจ
ความหวังอาจมิใช่อื่นใด หากคือพลังของการยืนยันว่า เรายังคงเป็นมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรี
แม้ในโลกที่อำนาจพยายามพรากศักดิ์ศรีนั้นไปจากเรา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
