จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
วรรณคดีหลายเรื่องสะท้อนภาพของ ‘แตรฝรั่ง’ ในพระราชพิธี 12 เดือน
ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงเล่าถึงพระราชพิธีเดือนยี่ (มกราคม) คือ พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย ไว้ในตอนหนึ่งของ “โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส” เป็นภาพยามค่ำคืน ผู้คนจำนวนมากเตรียมพร้อมที่จะเริ่มการพระราชพิธีตรีปวาย “เป็นชื่อพิธีพราหมณ์กระทำรับพระนารายณ์ ที่เรียกกันเป็นสามัญว่า ‘พิธีแห่พระนารายณ์’ ทำในวันแรมค่ำหนึ่งถึงแรม 5 ค่ำ เดือนยี่” (จาก “สารานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 12)
“๏ สุริยงลงลับเลี้ยว เหลี่ยมภพ
มัวมืดเวลาพลบ ค่ำแล้ว
ขบวนเกณฑ์ต่างเตรียมครบ คอยแห่ พระเฮย
ดาวผ่องนภาแผ้ว ล่งแล้งลมลง
๏ บูรพทิศขาวขอบฟ้า รางราง
เรื่อเรื่อแสงเดือนสาง ส่องหล้า
ราชครูออกจัดวาง ริ้วเรียบ เรียงเอย
คอยเมื่อจันทร์แจ่มจ้า จักได้เดินขบวน ๚”
“โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส” บรรยายถึงขบวนเครื่องประโคมว่าอยู่ต่อจากขบวนม้าและตำรวจ ดังนี้
“๏ เดินกลางหว่างริ้วนอก กลองชวา
หามสี่ตีสองคลา ปี่ล้ำ
พิณพาทย์ถัดต่อมา สำรับ หนึ่งเฮย
หามสี่ตีสามซ้ำ ปี่ด้วยเดินเคียง ๚
๏ กลองชนะแห่ถ้วนยี่ สิบกลอง
จ่าปี่จ่ากลองลอง ตรวจเร้า
แตรงอนหกสังข์สอง ฝรั่งสี่ นาพ่อ
พร้อมหมดต่างมาเข้า นั่งริ้วคอยเดิน ๚”(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ข้อความว่า ‘แตรงอนหกสังข์สอง ฝรั่งสี่ นาพ่อ’ บอกให้รู้ว่า แตรแต่ละชนิดในกระบวนแห่มีจำนวนไม่เท่ากัน แตรงอน 6 แตรฝรั่ง 4 สังข์อีก 2
นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีเดือน 5 (เมษายน) คือ ‘พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล’ (สี-สัด-จะ-ปา-นะ-กาน) หรือ ‘พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา’ เป็นการดื่มน้ำสาบานตนของพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการทั้งหลายว่าจะซื่อตรงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และ “‘พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน’ (คะ-เชน-ทะ-รัด-สะ-วะ-สะ-หนาน) หรือพระราชพิธีออกสนามใหญ่ หรือแห่สระสนาน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีคชกรรมให้เกิดสิริมงคลแก่ช้าง เพื่อให้พระมหากษัตริย์ได้ทอดพระเนตรตรวจตรากำลังพลความแข็งแกร่งของกองทัพ (ครือๆ กันกับตรวจพลสวนสนามสมัยนี้) กองทัพสมัยก่อนนั้นประกอบด้วยขบวนช้าง ขบวนม้า และบรรดาทหารถืออาวุธครบมือ แสดงถึงแสนยานุภาพและความพร้อมของกองทัพไทยเป็นที่ครั่นคร้ามแก่ศัตรู บางทีเรียกพระราชพิธีทั้งสองนี้รวมกันว่า ‘พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลคเชนทรัศวสนาน'” (เก็บความจาก https://www.finearts.go.th กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าถึงบทบาทของแตรฝรั่งที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนเครื่องประโคมในพระราชนิพนธ์เรื่อง “โคลงพิธีถือน้ำแลคเชนทรัศวสนาน” ดังนี้
ตอนเช้าหลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงฉลองพระองค์เรียบร้อยแล้วก็ประทับพระราชยาน แวดล้อมด้วยตำรวจ ทหาร และมหาดเล็ก ระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน ทหารที่รอรับเสด็จต่างถวายความเคารพ เสียงแตรฝรั่งจำนวนมากดังอึงอล แล้วทรงพระดำเนินตามทางลาดผ้าสู่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สถานที่ประกอบพิธีถือน้ำ
“๏ ตำรวจห้อมแห่หน้า แลหลาม
ขัดกระบี่ทองเงินตาม ยศอ้าง
แห่หลังทักษิณวาม ทหารมหาด เล็กเฮย
เหล่ามหาดเล็กสล้าง เครื่องเชื้อเชิญตาม ๚
๏ ทหารยืนสองค่างริ้ว เปนตับ
ต่างกระทำคำนับ ทั่วหน้า
แตรฝรั่งมากสำรับ เซงแซ่
เสด็จยาตรตามทางผ้า ลาดขึ้นอาราม ๚”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
หลังจากพระราชพิธี “สาบาลแล้วรับน้ำพระพิพัฒน์” ภายในวันเดียวกันทั่วพระราชอาณาจักรสยาม ก็ต่อด้วยพิธีคเชนทรัศวสนาน ดังที่ทรงบรรยายว่า
“๏ จบเสร็จการสัตย์สิ้น สารเรียง
เปนเรื่องราวพอเพียง แต่ได้
พิธีหนึ่งมีเคียง การเนื่อง กันนา
คเชนทรัศวสนานให้ แห่ช้างอัศดร ๚”
ขบวนเครื่องประโคมเป็นสิ่งที่ขาดมิได้เช่นกันในงานพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน รัชกาลที่ 5 ทรงบรรยายว่า ช่วงเวลาบ่าย พลกลองชนะและปี่เดินนำกระบวนแห่ช้าง ระหว่างนั้นมีเสียงกังวานก้องของพิณพาทย์และแตรฝรั่ง ดังนี้
“๏ ธงมังกรห้าคู่ ต่อรยะ เล่านา
ถึงถับพลกลองชนะ ปี่แก้ว
ห้าคู่ดาษระดะ สองค่าง ทางแฮ
นำแห่คชพระแคล้ว คลาศคล้อยโดยทาง ๚
๏ กาญจนฉันผูกช้าง พลายมี ชื่อแฮ
ทรงพระเทวกรรมลี ลาศเต้า
แซ่หวายค่างหัศดี ยี่สิบ ถ้วนแฮ
อิกกระบองกลึงเข้า ต่อท้ายสิบสอง ๚
๏ พิณพาทย์แตรฝรั่งก้อง กังวาน
ยี่สิบสี่คนประมาณ มั่วห้อม
ช้างเขนหกสารหาญ หักศึก เคยเอย
แทงหุ่นฝึกหัดซ้อม กลั่นกล้างาชน ๚” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
อีกที่หนึ่งทรงเล่าถึงขบวนเครื่องประโคมว่ามีทั้งกลองชนะ ปี่ไฉน แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์
“๏ บัดดลกลองชนะเต้า ตำเนิน
สิบคู่บขาดเกิน กึกก้อง
จ่าปี่จ่ากลองเดิน กลองหว่าง ขบวนแฮ
แตรฝรั่งแตรงอนซ้อง แซ่ซั้นเสียงสังข์ ๚ “
เคยสงสัยไหมว่า ทำไม ‘แตรฝรั่ง’ กับ ‘แตรงอน’ มักอยู่คู่กันเสมอ คำตอบก็คือ “แตรที่ใช้ในงานพระราชพิธีของไทยมาแต่โบราณนั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ‘แตรฝรั่ง’ และ ‘แตรงอน’ แตรทั้งสองชนิดนี้ใช้เป่าร่วมกับ ‘สังข์’ เป็นการผสมวงชนิดที่เรียกว่า แตรสังข์” (ข้อมูลจาก “สารานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 13)
‘แตรฝรั่ง’ ยังมีบทบาทในงานพระราชพิธีโสกันต์ ไปจนถึงงานสมโภช และการแสดงโขนอีกด้วย
ฉบับหน้าพลาดไม่ได้
