ทำไมวัดพุทธ และเทวสถานพราหมณ์บนเกาะชวา จึงถูกเรียกว่า จันทิ
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เกาะชวา นับเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่มหึมาเกาะหนึ่ง ของประเทศอินโดนีเซีย ซ้ำยังเป็นดินแดนสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญ ในการค้าเครื่องเทศซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาสูงในโลกโบราณ
ก็ถึงขนาดที่ในกรุงโรม ยุคที่พวกโรมันเรืองอำนาจนั้น มีคำเสียดสีกันว่า เรือที่บรรทุกสินค้าจากโลกตะวันออกมาทั้งลำนั้น สินค้าที่มีราคาแพงที่สุดก็คือ “เครื่องเทศ” เลยทีเดียว
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยที่จะมีคำเรียกเส้นทางการค้าข้ามสมุทรในโลกโบราณว่า “Spicy Route” คือเส้นทางเครื่องเทศ คู่กันกับเส้นทางการค้าทางบกที่เรียกว่า “Silk Road” หรือเส้นทางการค้าสายแพรไหม
(ปัจจุบันในโลกภาษาอังกฤษมีการเรียกเส้นทางการค้าข้ามสมุทร ด้วยอีกชื่อหนึ่งว่า “Maritime Silk Road” หรือเส้นทางสายไหมทางทะเล แต่ศัพท์คำนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ ในช่วงที่ สี จิ้นผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของชาติบิ๊กเบิ้มอย่างจีน พร้อมกับเมกะโปรเจ็กต์อย่าง “One Belt One Road” หรือที่คำเรียกอย่างไม่เป็นทางการในโลกภาษาไทยว่า “เส้นทางสายไหมใหม่” พร้อมกับการโปรโมตเรื่อง มหาขันที “เจิ้งเหอ” แห่งราชวงศ์หมิง นำกองเรือมหาสมบัติออกสำรวจทะเล และเชื่อมสัมพันธไมตรีกับส่วนต่างๆ ของโลก อย่างน่าสนใจ และยังควรทราบด้วยว่า ภาพของเจิ้งเหอในสายตานักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น ไม่ใช่นักการทูต แต่เป็นนักล่าอาณานิคมต่างหาก)
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิดที่บนเกาะชวาจะมีวัฒนธรรมที่รุ่งเรือง ทั้งยังมีการรับอิทธิพลเอาศาสนาจากอินเดียเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จนเกิดมีการสร้างศาสนสถานเป็นจำนวนมากอยู่บนเกาะ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางของเกาะ ซึ่งพบมหาสถูปอย่าง บุโรพุทโธ ซึ่งร่วมสมัยอยู่กับวัฒนธรรมทวารวดีในไทย แต่ต่อมาในช่วงหลัง พ.ศ.1500 ศูนย์กลางความเจริญเหล่านี้ก็ได้ทางด้านสุดปลายทิศตะวันออกของเกาะ บริเวณที่ติดอยู่ใกล้กับเกาะบาหลีแทน
ประเด็นที่ผมอยากจะชวนพูดคุยในที่นี้ก็คือ ชนชาวชวาไม่ได้เรียกสถูปเจดีย์ในศาสนาพุทธ รวมถึงเทวาลัยต่างๆ ตามคำศัพท์ดั้งเดิมตามอย่างที่เรียกกันอยู่ในอนุทวีปอินเดีย แต่เรียกอาคาร หรือกลุ่มอาคารสิ่งปลูกสร้าง ที่ทำหน้าที่เป็นศาสนสถาน ไม่ว่าจะสร้างขึ้นในลัทธิศาสนาใดก็ตาม ด้วยคำว่า “จันทิ” เหมือนกันทั้งหมด
น่าสนใจด้วยว่า ศัพท์คำว่า “จันทิ” นี้ เป็นคำในภาษาชวาเก่า (คือ ภาษากาวี ซึ่งมีผู้อธิบายว่าเป็นคำเดียวกับคำว่า กวี) มีปรากฏในหนังสือที่ชื่อ “นาครเกียรตาคม” ซึ่งเป็นเหมือนพงศาวดารของราชวงศ์สิงหะส่าหรี (พ.ศ.1765-1835) และราชวงศ์มัชปาหิต (พ.ศ.1836-2070) ในชวาตะวันออก โดยถูกประพันธ์ขึ้นเมื่อเรือน พ.ศ.1908 และหนังสือที่เก่ากว่านั้นอย่างบทกวีชวา ที่ชื่อว่า “หริวงศ์” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ.1678
ดังนั้น คำว่า “จันทิ” จึงไม่ใช่คำศัพท์ที่ถูกผูกขึ้นใหม่ในยุคหลัง แต่เป็นคำเก่า ที่ถูกใช้มาอย่างเนิ่นนานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยที่มีการเขียนหริวงศ์ เมื่อเฉียดๆ 900 ปีที่แล้วโน่นเลยทีเดียว
เกี่ยวกับที่มาของศัพท์คำนี้ มีนักวิชาการหลายท่าน ทั้งที่เป็นชาวอินโดนีเซียเอง และชาติอื่นๆ โดยเฉพาะพวกดัตช์ ที่เคยเข้ามาปกครองเกาะชวาเป็นอาณานิคมของตนเองอยู่นั้น ค่อนข้างที่จะเห็นตรงกันว่า เกี่ยวข้องกับการที่ศาสนสถานบนเกาะชวา นอกจากจะเป็นเทวาลัย หรือสถูปในพุทธศาสนาแล้ว ยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเป็นอาคารที่สร้างอุทิศให้แก่กษัตริย์ หรือเจ้านายพระองค์สำคัญที่ได้เสียชีวิตลงไปในพร้อมกันนั้นกับการทำหน้าที่เป็นวัด หรือเทวาลัย สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเทวรูปต่างๆ ด้วย
และก็ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่น่าแปลกอะไรที่จะมีผู้สันนิษฐานว่า คำนี้มาจากคำว่า “จัณฑิกา” อันเป็นพระนามหนึ่งของพระแม่ทุรคา (ซึ่งก็คือปางหนึ่งของพระแม่อุมา ผู้เป็นชายาของพระอิศวร) ในฐานะ “เทพีแห่งความตาย” ซึ่งก็ดูจะได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการ (อย่างน้อยก็จนกระทั่งถึง ณ ขณะจิตนี้) โดยบางท่านก็ว่า น่าจะกร่อนมาจากคำว่า “จัณฑิกาคฤหะ” คือเทวาลัยของเทพีแห่งความตายอีกทอดหนึ่ง
หากข้อสันนิษฐานดังกล่าวถูกต้อง การที่ชนชาวชวาในสมัยโบราณ เลือกที่จะเรียกชื่ออาคารเหล่านี้ว่า “จันทิ” ก็แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับหน้าที่การใช้งานทางด้านนี้ของอาคารเหล่านี้มากเป็นพิเศษ
อย่างน้อยก็มากพอที่จะทำให้พวกเขาไม่เรียกอาคารเหล่านี้ว่า สถูป/เจดีย์ ซึ่งต่างก็แปลตามรากศัพท์ได้ว่า สิ่งที่คนสรรเสริญบูชา หรือเทวาลัย คือที่ประดิษฐานของเทพเจ้า เลยก็แล้วกัน

มีหลักฐานด้วยว่า ในวัฒนธรรมชวาตะวันออก มีธรรมเนียมการจัดพิธี “ศราทธะ” (Sraddha, คือพิธีสารท/การเซ่นไหว้บรรพชน) ขึ้นเพื่อเป็นการสักการบูชาบูรพกษัตริย์ผู้หลอมรวมเข้ากับเทพเจ้า ผ่านรูปเคารพประธานภายในจันทิ โดยจะจัดขึ้นเมื่อกษัตริย์พระองค์นั้นได้สิ้นพระชนม์ไปจนครบ 12 ปีแล้ว เพื่อเป็นหลักประกันลูกหลานทั้งที่เป็นเชื้อพระวงศ์ รวมไปถึงชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย ว่าจะมีเจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์พูนสุข
ดังนั้น ข้อสันนิษฐานเรื่องที่มาของศัพท์คำว่า “จันทิ” ข้างต้นนี้ จึงมีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียว
ความเชื่อเรื่องบูรพกษัตริย์จะหลอมรวมเข้ากับเทพเจ้า ผ่านรูปเคารพประธานภายในจันทินั้น เกิดขึ้นในชวาตะวันออกอย่างน้อยก็ตั้งแต่ในช่วงสมัยราชวงศ์สิงหะส่าหรี (พ.ศ.1765-1835) และราชวงศ์มัชปาหิต (พ.ศ.1836-2070) โดยมีการบูชาผีบรรพชน คือกษัตริย์ผู้ล่วงลับที่สถิตอยู่ในเทวรูป ที่ก็มีทั้งที่เป็นรูปของพระศิวะ และพระพุทธรูป ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือโบราณอย่าง นาครเกียรตาคมเล่มเดิม
นักภาษาศาสตร์ชาวดัตช์ ผู้เชี่ยวชาญในวรรณกรรมชวาโบราณอย่าง ธิโอดอร์ โกติเยร์ โธมัส ปิโกด์ (Theodoor Gautier Thomas Pigeaud, พ.ศ.2442-2531) ซึ่งก็เป็นผู้แปลหนังสือนาครเกียรตาคมด้วย ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า ลักษณะเช่นนี้เป็นการปรับความเชื่อในศาสนาผีดั้งเดิมของชวา ให้เข้ากันได้กับศาสนาที่นำเข้ามาจากอินเดียอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเขายังได้ให้ความเห็นเสริมด้วยว่า ลักษณะเช่นนี้ควรเกิดขึ้นก่อนสมัยราชวงศ์สิงหะส่าหรีแล้วด้วยซ้ำไป
ปิโกด์อธิบายเพิ่มเติมว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาบรรพชนยังถูกกล่าวถึงหลายครั้งในหนังสือนาครเกียรตาคม โดยถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาระเบียบของจักรวาล และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ของมนุษยชาติ ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว รวมไปถึงโลกที่มองเห็นได้และโลกที่มองไม่เห็น จะได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยพิธีการบูชาผีบรรพชนนี้เอง
และก็เป็นเพราะอะไรต่างๆ เหล่านี้เอง ที่ทำให้แต่เดิมนั้น นักวิชาการหลายท่านจึงเชื่อว่า จันทิเหล่านี้เป็นสถานที่เก็บอัฐิธาตุของผู้ตายที่ได้รับการสร้างจันทิอุทิศถวายให้ไว้ด้วย
แต่นักโบราณคดีชาวอินโดนีเซียคนสำคัญอย่าง ราเดน โซกโมโน (Raden Soekmono, พ.ศ.2465-2540) ระบุชัดเจนว่า ไม่เคยมีการค้นพบพระศพ, อัฐิธาตุ หรือเถ้าอัฐิในจันทิเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย จะพบก็เพียงแต่โลหะชนิดต่างๆ หรือหินมีค่าจำพวกหินอาเกต (agate, ไทยเรียกหินโมรา) ซึ่งเรียกว่า “ปริปิห์” (pripih) ถูกฝังไว้พร้อมเครื่องบูชาต่างๆ โดยถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่ง “กายเนื้อ” ของกษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ ที่ได้กลับไปรวมเข้ากับเทพเจ้าผ่านศิวลึงค์ หรือเทวรูป อันเป็นรูปเคารพประธานภายในจันทิ
แน่นอนว่า “ปริปิห์” นี้ก็ย่อมนับเป็น “ร่างเสมือน” (substituted body) อันเป็นที่สถิตของพลังชีวิต (หรืออาจเรียกว่า ดวงพระวิญญาณ ตามความเข้าใจแบบปัจจุบัน) แทนร่างกายของพระองค์ที่มีแต่จะเน่าเปื่อนสลายไป
ดังนั้น ถึงจะไม่มีการค้นพบสถานที่ฝังพระศพ หรืออัฐิธาตุอันใดทั้งในจันทิของชวา และปราสาทของกัมพูชา สมัยเมืองพระนครก็ตาม แต่สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็คือ สถานที่พำนักชั่วนิรันดร์หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ หรือเชื้อพระวงศ์สำคัญ ซึ่งมีร่างเสมือนในรูปแบบต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ภายในทิพยวิมานของพระองค์
อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงร่องรอยจากการนำเอากระดูกมนุษย์มาฝัง หรือบรรจุไว้ใต้ร่างเสมือน เช่น หินตั้ง (megalith) ที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และธรรมเนียมการนำเอาพระบรมอัฐิของกษัตริย์ไปประดิษฐานไว้ที่ฐานของพระพุทธรูป ดังที่ยังพบอยู่ในประเทศไทยแล้ว
ก็เป็นไปได้ด้วยว่า อาจมีธรรมเนียมการบรรจุพระอัฐิ หรือสรีระธาตุของกษัตริย์ เอาไว้ในปราสาทหรือจันทิเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะถูกนำออกไปในภายหลังเมื่อครบกำหนดตามความเชื่อ ในทำนองของประเพณีการฝังศพครั้งที่ 2 (secondary burial) ซึ่งสามารถพบได้โดยทั่วไปในภูมิภาคอุษาคเนย์เช่นกัน
ดังจะเห็นได้ว่า มีการพบโลงหินจำนวนมากอยู่ตามปราสาทต่างๆ ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า มีหน้าที่การใช้งานเหมือนกับ “โกศ” ที่พบอยู่ทั้งในประเทศไทย และกัมพูชานั่นเอง
จันทิ” จึงเป็นคำศัพท์ที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของพิธีกรรมโบราณ รวมไปถึงหน้าที่การใช้งานของโบราณสภานเหล่านี้ ที่มีหน้าที่มากกว่าจะเป็นเพียงที่ประดิษฐานของเทวรูป พระพุทธรูป หรือศิวลึงค์เท่านั้น โดยลักษณะอย่างนี้ย่อมไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนเกาะชวาเท่านั้น แต่น่าจะพบเห็นได้ทั่วไปในวัฒนธรรมของรัฐที่เพิ่งรับเอาศาสนาจากอนุทวีปอินเดียเข้ามาในแรกเริ่มทั้งหลาย ในอุษาคเนย์เลยต่างหาก
