‘จักรวาลความรัก’ ของไอน์สไตน์
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ผมเคยนำทีมแปลหนังสือ Einstein : His Life and Universe เขียนโดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน มีเพื่อนร่วมแปล 3 คน ได้แก่ ศล, ธวัชชัย ดุลยสุจริต และเยาวลักษณ์ ภูอภิรมย์ เล่มภาษาไทยมีชื่อว่า ไอน์สไตน์ : ชีวประวัติ และจักรวาล (ฉบับสมบูรณ์) จัดพิมพ์โดย Nation Books หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมชีวิตและผลงานของไอน์สไตน์รอบด้าน และแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ชีวิตรัก
ชีวิตรักของไอน์สไตน์มีทั้งแบบเป็นทางการและแบบกุ๊กกิ๊ก ใครสนใจนับจำนวนสุภาพสตรีในชีวิตของเขาให้เตรียมมือไว้ 2 ข้าง เพราะมือเดียวมีจำนวนนิ้วไม่พอนะครับ!
เมื่อครั้งที่ไอน์สไตน์ไปเรียนระดับชั้นมัธยมที่เมืองอาเรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาก็พบรักแรกคือ มารี วินเทเลอร์ บุตรสาวของโยสท์และโรซา วินเทเลอร์ ทั้งคู่พบกันช่วงปลาย ค.ศ.1895 ขณะนั้นมารีมีอายุ 18 ปี ส่วนไอน์สไตน์มีอายุเพียง 16 ปี (ใครที่ชอบผู้หญิงอายุมากกว่า อาจคุยได้ว่าเหมือนไอน์สไตน์ในแง่นี้นะครับ อิอิ)
ข้อความบางส่วนจากจดหมายรักฉบับแรกของไอน์สไตน์บ่งบอกถึงความรักแบบใสๆ ของวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี นั่นคือ
“ขอบคุณหวานใจมากมายสำหรับจดหมายน้อยๆ ร้อยเสน่ห์ที่ทำให้ผมสุขใจอย่างไม่สิ้นสุด น่าอัศจรรย์มากที่กระดาษแผ่นหนึ่งจะประทับหัวใจคนหนึ่งได้ กระดาษแผ่นนี้ที่นัยน์ตาน้อยๆ ทั้งสองที่น่ารักได้มองด้วยความรัก และมือน้อยๆ ที่นุ่มนวลได้ลูบคลำไปมาด้วยเสน่หา…” (สำนวนแปลโดย ธวัชชัย ดุลยสุจริต)
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างไอน์สไตน์กับมารีนั้นไปไม่รอด วอลเตอร์ ไอแซคสัน ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการยากที่จะตัดสินจากคนนอก แต่ประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ ทั้งคู่แตกต่างกันมากโดยเฉพาะความเฉลียวฉลาด

ช่วงเรียนระดับมหาวิทยาลัย ไอน์สไตน์ก็มีแฟนซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภรรยาคนแรก เธอชื่อ มิเลฟา มาริช สาวชาวเซอร์เบียผู้เฉลียวฉลาด แต่มีข้อบกพร่องทางกายอยู่บ้าง เช่น เดินขากะเผลก
มิเลฟามีลูกกับไอน์สไตน์ 3 คน ลูกคนโตเป็นหญิง ชื่อ ลีแซร์ล ลูกสาวคนนี้เกิดจากการตั้งท้องก่อนแต่งงาน และมีประวัติไม่ชัดเจน โดยอาจเสียชีวิตแต่เด็กหรือยกให้คนอื่นไปเลี้ยง
ลูกคนที่สองเป็นชาย ชื่อ ฮันส์ อัลแบร์ท ต่อมาเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชลศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์
ส่วนลูกคนสุดท้ายก็เป็นชาย ชื่อ เอดูอาร์ด คนนี้เป็นโรคจิตเภทตั้งแต่อายุราว 20 ปี
ชีวิตสมรสของไอน์สไตน์และมาริชล้มเหลว ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ต้องการหย่า โดยยื่นข้อเสนอที่ชวนคิด นั่นคือ เขาบอกว่าเขาจะได้รับรางวัลโนเบลวันใดวันหนึ่งข้างหน้า และหากเธอยอมหย่า เขาก็จะมอบเงินรางวัลให้เธอ
มิเลฟาคิดอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ และตอบตกลง
เมื่อไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจํา ค.ศ.1921 (ซึ่งประกาศและได้รับเงินจริงช่วงปลาย ค.ศ.1922 ถึง 1923) เงินรางวัลทั้งหมดก็ได้มอบให้อดีตภรรยาตามสัญญา!

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/albert-and-elsa-alberteinstein–633387433969240/
ภรรยาคนที่สองของไอน์สไตน์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง ชื่อ เอลซา เธอเข้ามาช่วยดูแลเขาในช่วงที่เขาป่วย ก่อนหน้านั้น เอลซาเคยแต่งงานกับมักซ์ เลอเวนทาล และมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ชื่อ มารกอทและอิลเซ ในที่สุดไอน์สไตน์กับเอลซาก็แต่งงานกันใน ค.ศ.1919
ระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกับเอลซานี่แหละที่ “กิ๊ก” ของไอน์สไตน์โผล่ออกมาอย่างต่อเนื่อง!
ใน ค.ศ.1923 ไอน์สไตน์ตกหลุมรักเลขานุการิณี ชื่อ เบตตี นอยมันน์ เรื่องราวของทั้งคู่จริงจังและเปี่ยมอารมณ์พิศวาส ไอน์สไตน์เป็นเอามากถึงขนาดเขียนจดหมายบอกเธอว่า เขาอาจจะไปทำงานที่นิวยอร์ก และขอให้เธอตามไปเป็นเลขาฯ โดยอยู่กับเขาและเอลซาที่นั่น
ไอน์สไตน์วาดฝันโดยเขียนหาเบตตีว่า “ผมจะกล่อมเมียให้ตกลงเอง” และ “เราจะอยู่ด้วยกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย”
แน่นอนว่าเบตตีตอบกลับโดยเยาะเย้ยเขาและความคิดที่ว่านั่น
ตัวไอน์สไตน์เองยอมรับว่าเขางี่เง่าเพียงใด และในที่สุดความสัมพันธ์นี้ก็จบลง โดยไอน์สไตน์เขียนว่า
“เบตตีที่รัก เชิญหัวเราะเยาะตาแก่งั่งอย่างผมตามสบาย เชิญคุณมองหาใครสักคนที่อ่อนกว่าผมสิบปี คนที่เขารักคุณได้มากเท่ากับที่ผมรัก” (สำนวนแปลโดย เยาวลักษณ์ ภูอภิรมย์)
ถัดจากเบตตี ยังมีสตรีเวียนเข้ามาในชีวิตของไอน์สไตน์อย่างไม่ขาดสาย เอลซาจึงต้องอดทนอย่างมาก (นี่ยังดีนะครับที่เอลซาไม่ได้ถือคติว่า ‘รวมกันเราอยู่ นอกใจตรู…เป็ดอิ่ม’ ไม่งั้นไอน์สไตน์คงแย่แน่เลย)
คนต่อมาเป็นแม่หม้ายผู้มั่งคั่ง ชื่อ โทนี เมนเดล ซึ่งเคยไปล่องเรือกับเขา ชวนเขาไปวิลล่าของเธอและเล่นเปียโนจนค่ำมืด ทั้งคู่ไปดูละครด้วยกันที่เบอร์ลิน และเมื่อใดก็ตามที่เธอมารับไอน์สไตน์ขึ้นรถลีมูซีน ก็จะทำให้เอลซาโกรธจัดถึงกับไม่จ่ายเงินติดกระเป๋าให้เขาทีเดียว!
ยังมีสาวสังคมชาวเบอร์ลิน ชื่อ เอเธล มิชานอฟสกี ซึ่งเคยติดตามเขาไปที่ออกซฟอร์ดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1931 และเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งอย่างเปิดเผย ไอน์สไตน์แต่งร้อยกรองห้าบรรทัดให้เธอ
“แตกกิ่งก้านสาขา ร้อยรัดอย่างนุ่มนวล มิมีสิ่งใดหลีกพ้นสายตาเธอได้เลย” (สำนวนแปลโดย เยาวลักษณ์ ภูอภิรมย์)
อย่างไรก็ดี ในจดหมายที่เขียนถึงมาร์กอท (บุตรสาวของเอลซา และบุตรบุญธรรมของไอน์สไตน์) เขายืนยันว่าไม่ได้ติดใจมิชานอฟสกี หรือผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เข้ามาติดพันเขา ยกเว้น “ในบรรดาผู้หญิงทั้งหมด พ่อติดใจเฉพาะคุณ L เท่านั้น เธอไม่มีพิษสงอะไร และดูน่านับถือ”
คุณ L ที่ไอน์สไตน์พูดถึงคือ สาวออสเตรียผมบลอนด์นามว่า มาร์กาเรเทอ เลบัค ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับไอน์สไตน์อย่างชัดเจนเปิดเผย เช่น ครั้งหนึ่ง เลบัคลืมเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งไว้ในเรือของไอน์สไตน์ ผลก็คือครอบครัวทะเลาะกันใหญ่โต
ลูกสาวของเอลซาต้องการให้เอลซาบังคับให้ไอน์สไตน์ยุติความสัมพันธ์นี้ทันที แต่เอลซาก็ไม่ได้ทำ เพราะเธอรู้ว่าไอน์สไตน์เชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายกับผู้หญิงไม่ได้เป็นพวกผัวเดียวเมียเดียว เธอจึงตัดสินใจประคับประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวที่สุด จนในที่สุดเอลซาก็เสียชีวิตใน ค.ศ.1936

ที่มา : https://www.reddit.com/r/HistoryPorn/comments/2xf60f/albert_einstein_with_his_lover_margarita/
ผู้หญิงอีกคนที่ควรกล่าวถึงคือ มาร์การิตา โคเนนโควา เธอเคยเป็นนักกฎหมายมาก่อน และพูดได้ถึงห้าภาษา มาร์การิตามีสัมพันธ์กับไอน์สไตน์ใน ค.ศ.1941 ปัญหาก็คือ เธอสมรสแล้วกับเซอร์เกย์ โคเนนคอฟ ประติมากรแนวสัจนิยม
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เธอเป็นสายลับของโซเวียต และงานของเธอก็คือ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการแมนแฮตตัน (Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการสร้างระเบิดอะตอมของสหรัฐอเมริกา ผ่านความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ
ที่น่าฉงนก็คือ เอฟบีไอ (ซึ่งขณะนั้นคอยสืบพฤติกรรมของไอน์สไตน์ว่าจงรักภักดีต่ออเมริกาหรือไม่) ไม่ได้ระแคะระคายเรื่องราวของมาร์การิตาแม้แต่น้อย อย่างไรก็ดี เรื่องราวของทั้งคู่ได้รับการเปิดเผยเมื่อมีการค้นพบจดหมายรักเก้าฉบับที่ไอน์สไตน์เขียนถึงมาร์การิตาในช่วงทศวรรษ 1940 และจดหมายเหล่านี้ได้กลายเป็นเอกสารสาธารณะใน ค.ศ.1998
กล่าวกันว่า ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “เมื่อยังหนุ่ม ข้าพเจ้าคิดที่จะรัก แต่เมื่อสูงวัยขึ้น ข้าพเจ้ารักที่จะคิด” แต่เมื่อดูจากหลักฐานต่างๆ ที่ว่ามานี้แล้ว ดูเหมือนว่าคำกล่าวนี้ไม่ครบ เพราะตัวไอน์สไตน์นั้น “รักที่จะคิด” และ “คิดที่จะรัก” ตั้งแต่หนุ่มยันแก่…ต่างหากเล่า!
