จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

คําเก่าแก่นอกจาก ‘อำ’ ก็มี ‘อำพราง’ ที่ยังใช้ในปัจจุบัน เช่น ฆาตกรรมอำพราง ปิดบังอำพราง อำพรางความผิด อำพรางความจริง ฯลฯ

คำนี้มีใช้ใน “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณคดีสมัยสุโขทัย ตอนกล่าวถึงโทษทัณฑ์ของผู้นำเนื้อสัตว์มาถวายให้พระสงฆ์ฉันทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามไว้ในพระวินัย

“ยังมีเปรตจำพวกหนึ่งเล่า เขาเทียรย่อมกินแต่น้ำหนองเน่าแลหมาเน่าหมาพองอันเขาเอาไปทอดเสียในป่าช้านั้นทุกเมื่อแล เปรตผู้นี้เมื่อชาติก่อนโพ้น เขาย่อมเอาเนื้อช้าง เนื้อหมา แลเนื้อสัตว์ทั้งหลายอันมีเล็บก็ดี หาเล็บมิได้ก็ดี ในลักขณะพระวินัยอันพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มิให้พระสงฆเจ้าฉันไส้ แลเขาได้เอามาอำพรางให้พระสงฆ์เจ้าฉัน ด้วยความอำพรางให้ท่านฉันนั้น ครั้นว่าตนตายได้เป็นเปรตจำพวกนี้ เพราะว่าบาปกรรมอันได้พรางพระสงฆเจ้า แลให้มีใจโมหะดั่งนั้น จิงเขาได้กินแต่น้ำเลือดน้ำหนองหมาเน่าหมาพองเป็นอาหารทุกเมื่อ เพื่อบาปกรรมเขา เพราะเขาอำพรางพระสงฆ์เจ้าให้ฉันนั้นแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘พระไอยการลักขณโจร’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 1 ใช้คำนี้เช่นกัน

“๏ มาตราหนึ่ง เดิรทางไปกินอยู่ด้วยกันฟันแทงกันตายแลอำพรางว่าเสือขบตายงูขบตาย นานมารู้ด้วยประการใดท่านว่าคนทระชนแก่เพื่อนกันทะนงองอาจ์ฆ่าฟันแทงท่านเสียให้ฆ่าผู้นั้นให้ตายตกไปตามกัน” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ไม่ต่างจาก ‘พระอายการอาญาหลวง’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2

“ถ้าจะตั้งยุกรบัตรให้ตั้งผู้มีตระกูลอันเปนราชการ รู้ขนบทำเนียมในเมืองหลวงไป แลผู้เปนยุกรบัตรแลอย่าให้มีใจโลภหลง อย่าเจรจามุสาวาทอำพราง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

“อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ ให้ความหมายของ ‘อำพราง’ ไว้สั้นๆ ว่า

“อำพราง, คือปิดบังงำเสีย, เช่นมีคนเดินมาอยู่ในเรือนของตัว แลมีผู้มาถามหาแลบอกว่าไม่รู้ เปนต้น”

“พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ก. ปิดบังโดยลวงให้เข้าใจไปทางอื่น, พูดหรือแสดงอาการไม่ให้รู้ความจริง ว.ที่ปิดบังโดยลวงให้เข้าใจไปทางอื่น เช่น ฆาตกรรมอำพราง”

‘อําความ’ เป็นอีกคำที่น่าสนใจ “อักขราภิธานศรับท์” อธิบายว่า “อำความ, คืองำปิดความเสีย, คนถึงรู้ความอยู่มีผู้มาถามก็แส้งนิ่งเสียไม่บอกนั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร กวีสมัยอยุธยา ทรงใช้คำนี้ใน “บทเห่สังวาส” ตอนหนึ่งว่า

“๏ พี่ชมพี่เชยแล้ว พลางถาม

เจ้ามิอืออำความ ไป่พร้อง

เจ้าเอื้อนมิเออขาม เขินพี่ อยู่ฤๅ

ผินพักตรมาอย่าข้อง ขัดแค้นเคืองเลยฯ”

ใน “สมุทรโฆษคำฉันท์” ส่วนที่เป็นพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีสมัยรัตนโกสินทร์ พระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีเสด็จถึงเมืองรมยนครในยามเช้า พระบิดาพระมารดาของนางพากันเสด็จออกมารับที่อุทยาน และตรัสถามความเป็นมา

“จงแจ้งดำริห์ราว จึงจรด้าวสถานใด

เขือเขยเฉลยไข ที่ข้อขำอย่าอำความ” (ข้อขำ = ความลับ)

‘อำความ’ จากสองตัวอย่างข้างต้นมีความหมายตรงกัน คือ ปิดบังความจริง

นอกจากนี้ ยังมีคำโบราณ เช่น ‘อำอวม’ หรือ ‘อวมอำ’ หมายถึง ที่ปิดบังความจริง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) ปิดบัง ปิดบังความจริงไว้ (พจนานุกรมฉบับมติชน) ความหมายไม่ต่างกับที่ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์อธิบายว่า “อำอวม, คือกล่าวคำไม่ให้ความจริงนั้น”

“ลิลิตพระลอ” วรรณคดีสมัยอยุธยาใช้คำว่า ‘อำอวม’ ตอนที่พระลอและไพร่พลเดินทางถึงพรมแดนเมืองสรอง ให้ทุกคนปลอมตนเปลี่ยนชื่อ ชี้แจงคนแถวนั้นว่าพวกเราเป็นชาวด่านเดินทางมาตรวจตราชายแดน

“พบผู้คนทักทาย กรายถิ่นฐานบ้านป่า เขาถามว่าสูทัด บอกฉบัดชื่อเสียง มาแต่เวียงเลียบด่าน แล้วท่านจะคืนเมือง ยังจะเคืองฤๅจะคล่อง บอกจงถ่องจงแท้ โดยยุบลนี้แล้ อย่าได้อำอวมฯ”

ความหมายคือ พบใครก็ให้ทักทาย ผ่านบ้านป่าแห่งใด ใครถามก็บอกชื่อที่เปลี่ยนใหม่ให้ชัดเจนว่ามาจากเมืองหลวง ผ่านมาทางนี้แล้วจะกลับ ถามด้วยว่าถ้าพวกเราจะเดินทางต่อไป จะห้ามหรือไม่ขัดข้อง บอกให้ชัดเจน อย่าได้ปิดบัง

คำว่า ‘อวมอำ’ ยังพบใน ‘โองการดำน้ำ อาลักษณอ่าน’ จาก ‘ลักษณพีสูทดำน้ำลุยเพลิง’ (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 ตอนขอให้เทพยดาอารักษ์แสดงฤทธิ์

“๏ สิทธิศักดิอารักษเทวา สำแดงฤทธา ให้เหนประจักทันใด

๏ อาเพศเปนงูเงือกใน พรายน้ำเติบใหญ่ รวบรัดกระหวัดบาทา

๏ เปนรูปอสุเรนทยักษา แยกเขี้ยวเบี้ยวตา คำรามคคือถือฅอ

๏ คั้นคาบดูจเคี้ยวเขี้ยวงอ ล่ำสันพึงภอ ตระมันตระมื่นพึงกลัว

๏ แลบลิ้นปลิ้นตาสแยงหัว หนวดเคราพันพัว ท้องพลุ้ยชลุยกำยำ

๏ หลอกหลอนไล่รุมรันทำ ทุบตีอวมอำ คำรามในพื้นคงคา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ใช่จะมีแต่คำว่า ‘อำพราง’ ‘อำความ’ และ ‘อำอวม – อวมอำ’ เท่านั้น ยังมีคำว่า ‘อำยวน’ และ ‘อำปลัง’ ที่หมายถึง ปิดบัง ดังจะเห็นได้จากบทละครเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงใช้คำนี้ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อลักพานางวันทอง แต่พบนางแก้วกิริยาเข้าก็ถามนางว่า

“เจ้าเป็นญาติขุนช้างฤๅวันทอง นี่นามน้องชื่อใดอะไรเอ๋ย

อย่าอำยวนควรแล้วจะคุ้นเคย ชายได้เชยจับต้องน้องถึงตัว”

วรรณคดีเรื่อง “อิลราชคำฉันท์” ที่พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์) กวีสมัยรัชกาลที่ 6 ประพันธ์ขึ้น คำว่า ‘อำยวน’ อยู่ในตอนที่นางอิลาคืนร่างเป็นท้าวอิลราชดังเดิม และจำเหตุการณ์ที่ผ่านมามิได้เลย จำได้เพียงว่าพระองค์พาไพร่พลมาล่าสัตว์ในป่า ทำไมคนเหล่านั้นถึงหายไป ทิ้งพระองค์ไว้แต่ลำพัง จึงทรงถามพระพุธฤษีว่าเกิดอะไรขึ้น

“๏ ดาบสปางได้สดับถาม ผิวะจะพจนตาม

จริง ณ ยามนี้ มิบังควร

๏ คงโศกเหลือแสนพิลาปครวญ ทุมนสอุระหวน

เราจะอำยวน ยุบลลวง”

พระฤษีเกรงว่าท้าวอิลราชมิอาจทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะกลายร่างเป็นสตรีได้ ไม่อยากให้พระองค์เศร้าเสียพระทัยอย่างใหญ่หลวง จึงปิดบังความจริงที่ไพร่พลบริวารประสบเหตุจนเพศแปรเปลี่ยนไป โดยหลอกว่าคนทั้งหลายถูกหินพังทลายทับตายสิ้น

‘อำปลัง’ เป็นอีกคำหนึ่งที่มีความหมายว่า อำพราง ปิดบัง ซ่อนเร้น (พจนานุกรมฉบับมติชน) คำนี้พบในบทละครนอกพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 เรื่อง “ไชยเชษฐ์” ท้าวสิงหลทรงถามว่านางสุวิญชาพระธิดามีธุระอะไรถึงเดินทางมานครสิงหล

“เหตุใดไม่มีรี้พล มาแต่สองคนกับอีแมว

นี่ลูกเต้าของใครได้ไหนมา ดูหน้ายิ้มย่องผ่องแผ้ว

ยังเล็กนักได้สักกี่เดือนแล้ว ลูกแก้วจงแถลงแจ้งกิจจา”

นางสุวิญชาไม่อยากให้พระบิดากริ้วพระไชยเชษฐ์ จึงปิดบังความจริงที่ถูกพระสวามีหูเบาขับไล่ออกจากเมือง เล่าถวายเพียงบางส่วน ทำให้นางแมวพี่เลี้ยงที่ระเหเร่ร่อนตกระกำลำบากมาด้วยกันแค้นใจนัก

“๏ บัดนั้น วิฬาร์แค้นคิดถึงความหลัง (วิฬาร์ = แมว)

เห็นนางทูลปิดงำอำปลัง นี่เนื้อยังรักผัวกลัวจะเคือง”

บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ก็ใช้คำนี้เมื่อนางรจนาลำเลิกบุญคุณว่า “ผัวพี่รอดตัวเพราะผัวใคร เห็นเขาไม่ว่าไรแล้วได้ที” พี่สาวทั้งหกของนางก็สวนกลับฉับพลันว่าอย่าสบประมาทกัน รีบบอกมา อย่าปิดปัง

“เร่งว่าออกไปจะได้ฟัง ใครอำปลังยั้งไว้มิใช่คน”

เมดเล่ย์ตระกูล ‘อำ’ ฟังกันฉ่ำๆ แค่นี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

THE LAST HOUSE | ‘มันมากับฝน’
Frieren : Beyond Journey’s End | เวลาสั้นนิดเดียว
‘5 คอนเสิร์ต’ ในรอบ ‘1 เดือน’
เมื่อวิทยาศาสตร์เดินเครื่องเอง (1)
ทำไมวัดพุทธ และเทวสถานพราหมณ์บนเกาะชวา จึงถูกเรียกว่า จันทิ
‘จักรวาลความรัก’ ของไอน์สไตน์
แสงแห่งความหวัง
ไม่แต่งก็ได้
แข่งเรือเสี่ยงทาย ในชุมชนชาวบ้าน
ทาสต้องกรี๊ด! แมวสปีชีส์ใหม่ในรอบศตวรรษ
ตระกูล ‘อำ’ (2)
ภรรยาจู้จี้ สามีแข็งแรง สามีเล่นกีฬา ภรรยามีความสุข