
การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสของ ฟรองซัวส์ โอลลองด์ ถูกทอดเงาทาบทับไปด้วยการโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่าของกลุ่มติดอาวุธแนวคิดสุดโต่งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การประท้วงในเรื่องการปฏิรูปแรงงานที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรง และการถูกเปิดเผยชีวิตส่วนตัวที่วุ่นวาย ยุ่งเหยิง ทำให้วาระการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของโอลลองด์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2012 จะเป็นสมัยเดียวและสมัยสุดท้ายแน่นอนแล้วหลังจากที่โอลลองด์ประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่าจะไม่ลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นสมัยที่ 2
นับตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม 2015 เป็นต้นมา มีผู้ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มหัวรุนแรง 238 ราย ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของกลุ่มสุดโต่งชาวฝรั่งเศสที่ปฏิบัติภารกิจในนามของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) หรือกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ
โอลลองด์ได้รับคำชื่นชมจากการปลุกเร้าเรียกขวัญกำลังใจให้ประเทศที่อยู่ในสภาพตกตะลึงหลังฝรั่งเศสถูกกลุ่มสุดโต่งโจมตีครั้งแรกเล่นงานนิตยสารชาร์ลี เอบโด และซูเปอร์มาร์เก็ตชาวยิวแห่งหนึ่ง
มีประมุขของรัฐราว 50 ประเทศเข้าร่วมกับเขาในการเดินขบวนต่อต้านการก่อการร้ายที่มีผู้ออกมาร่วมชุมนุมบนท้องถนนในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3.7 ล้านคน
10 เดือนต่อมา โอลลองด์ตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อไอเอสสังหารหมู่ผู้คน 130 รายในกรุงปารีส ที่บาตาคล็องคอนเสิร์ตฮอลล์ คาเฟ่ และบาร์หลายแห่ง รวมถึงด้านนอกสนามกีฬาแห่งชาติ สต๊าด เดอ ฟรองซ์
โอลลองด์ประกาศภาวะฉุกเฉินทันทีโดยประกาศว่า ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะ “สงคราม” และระดมกำลังทหารลาดตระเวนตามท้องถนน
แต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวตูนิเซียวัย 31 ปีรายหนึ่ง ขับรถไล่ชนผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองวันบาสตีย์ หรือวันชาติฝรั่งเศสในเมืองนีซ คร่าชีวิตไป 86 ราย
ทำให้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลของโอลลองด์ล้มเหลวที่จะรับมือกับภัยการก่อการของพวกกลุ่มสุดโต่ง
ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง โอลลองด์ได้วิพากษ์วิจารณ์ชีวิตรักที่หวือหวาของ นิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเขาที่แต่งงานกับ คาร์ลา บรูนี ซูเปอร์โมเดล ขณะดำรงตำแหน่ง โดยระบุว่าสำหรับตนเองแล้วจะใช้ชีวิตส่วนตัว “ให้เป็นแบบอย่างที่ดี”
แต่รอยร้าวในชีวิตคู่ระหว่างโอลลองด์ กับ วาเลอรี ตริเยร์เวลแลร์ ที่เป็นคู่ชีวิตของเขามาอย่างยาวนาน เริ่มแสดงให้เห็นอย่างรวดเร็ว
และทั้งคู่แยกทางกันหลังจากที่ปรากฏหลักฐานออกมาว่า โอลลองด์มีความสัมพันธ์กับ จูลี กาเยต์ นักแสดงหญิงที่มีอายุน้อยกว่าเขาเกือบ 20 ปี
หลังจากนั้น ตริเยร์เวลแลร์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์ ที่ถือว่าสร้างความอับอายอย่างลึกล้ำให้กับโอลลองด์
หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่บอกว่า ผู้นำพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสรายนี้มีลักษณะนิสัยดูถูกเหยียดหยามและรังเกียจคนจน
อนึ่ง โอลลองด์เคยมีความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้กับ เซโกแลน โรยาล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน
โอลลองด์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการหาเสียงที่ใช้นโยบายฝ่ายซ้าย ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีที่อัตราสูง 75 เปอร์เซ็นต์ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นนโยบายที่เป็นมิตรกับธุรกิจมากขึ้น ชัดเจนว่าเพื่อต้องการแก้ปัญหากฎหมายแรงงานที่เข้มงวดของฝรั่งเศส
รัฐบาลของเขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาหลายเดือนของการประท้วงรุนแรงในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่ทำให้บริษัทต่างๆ จ้างงานได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ไล่คนออกได้ง่ายขึ้นด้วย ก่อนที่จะปรับกฎหมายให้เข้มงวดน้อยลงเล็กน้อยและผ่านสภาออกมาได้เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
หลังการโจมตีกรุงปารีสของผู้ก่อการร้าย โอลลองด์พยายามที่จะปรับแก้กฎหมายที่ยินยอมให้ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีก่อการร้าย ถูกริบสัญชาติฝรั่งเศสหากว่าคนผู้นั้นมี 2 สัญชาติ
ประเด็นนี้ก่อให้เกิดการอภิปรายในเรื่องจริยธรรมของมาตรการดังกล่าวที่ คริสติยาน โตบิรา รัฐมนตรียุติธรรม ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการประท้วงโอลลองด์
โอลลองด์ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยการประกาศว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เขาระบุด้วยว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาเสียใจมากที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยมผู้นี้ ทำสำเร็จในเรื่อง “สิทธิการแต่งงานที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน” ซึ่งเป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้ตอนหาเสียง โดยการแต่งงานของเพศเดียวกันได้รับการลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อเดือนเมษายน 2013
นอกจากนี้ โอลลองด์ยังรณรงค์อย่างหนักในเรื่องข้อตกลงสภาพอากาศครั้งประวัติศาสตร์ หรือ “ความตกลงปารีส” ที่มีการลงนามกันไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว และระบุถึงเรื่องนี้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของตนเอง
แต่ว่ากันในหลากหลายแง่มุมแล้ว ต้องถือว่า ฟรองซัวส์ โอลลองด์ เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่ไม่เป็นที่นิยมมากที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
