bg-single

นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย

01.09.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า!

ความท้าทาย

ในนโยบายต่างประเทศไทย

“เป็นเรื่องยากอย่างมากสำหรับข้าพเจ้าที่จะครุ่นคิดถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพราะนั่นจะทำให้เราไม่สามารถเดินไปต่อข้างหน้าได้”

วุฒิสมาชิก John McCain

คำอธิบายถึงการตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อในสงครามอิรัก, 2007

บทความขอเริ่มต้นคำกล่าวที่บ่งชี้ถึงปัญหาในกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศว่า ต่อให้เห็นว่านโยบายที่ดำเนินอยู่นั้นมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ผู้นำทางการเมืองในฐานะผู้กำหนดนโยบายจะยอมรับถึงความจริงดังกล่าวนั้น อาจเป็นไปไม่ได้เลย

ฉะนั้น การที่ผู้นำรัฐบาลจะออกมายอมรับถึงภาวะดังกล่าว อาจจะหมายถึงการสิ้นสุดของรัฐบาล หรืออาจหมายถึงการพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่เกิดในอนาคต สภาพของปัญหานี้จึงเป็นดังคำกล่าวของวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน คือต้องดำเนินนโยบายเช่นนั้นต่อไป และไม่พยายามปรับเปลี่ยน เพราะการปรับเปลี่ยนนโยบาย จะมีนัยว่านโยบายดังกล่าวมีปัญหา

เปิดประเด็น

หลังจากการกำเนิดของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เป็นช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับการกำเนิดรัฐบาลใหม่ของพม่า ซึ่งทุกฝ่ายทราบดีในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ว่า รัฐบาลใหม่ของพม่าเป็น “ระบอบไฮบริด” (Hybrid Regime) ที่เป็นผลจากการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลรัฐประหาร กุมภาพันธ์ 2564 และผู้นำใหม่ที่มีอำนาจสูงสุดในการเมืองพม่าคือ พลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่องแบบทหาร ออกมาใส่ “สูทพลเรือน” ในการเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

แม้จะมีรัฐบาลใหม่ แต่การเมืองและสงครามกลางเมืองในพม่ายังคงดำเนินต่อไปในแบบที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อันเป็นเหตุให้ประชาคมระหว่างประเทศต้องการปัจจัยเชิงบวกจากรัฐบาลใหม่ แต่กลับเห็นการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในแบบที่รุนแรงขึ้น หรือยังไม่เห็นท่าทีที่ผ่อนปรนต่อผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกจับ เช่น กรณีของนางออง ซาน ซูจี เป็นต้น

ผลจากสภาพเช่นนี้ ทำให้เวทีสากล รวมทั้งอาเซียนเองไม่มีท่าทีตอบรับกับรัฐบาลใหม่ รวมถึงผู้นำใหม่ (คนเก่า) เท่าใดนัก แต่ท่าทีรัฐบาลอนุทินกลับเป็นตรงข้ามคือ สนับสนุนรัฐบาลใหม่ของพม่า

ในที่สุด พลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำ ก็สามารถเดินทางเยือนไทยได้จริงๆ ซึ่งดูจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดคาดแต่อย่างใด และในอีกด้านหนึ่ง ใครที่คิดว่าผู้นำรัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้งของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จะดำเนินนโยบายแบบ “สงวนท่าที” กับพม่าไว้บ้างนั้น เป็นอันยกเลิกความคิดเช่นนั้นไปได้เลย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา สังคมโลกได้เห็นถึงการเดินทางเยือนพม่าของผู้แทนรัฐบาลไทยในระดับนโยบาย อันเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความพยายามในการ “อุ้มกระเตง” พม่า

ดังจะเห็นได้ว่า นโยบายไทยต่อ “รัฐบาลสืบทอดอำนาจ” ของพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ นั้น สะท้อนให้เห็นจากการเยือนพม่าของรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และตามมาด้วยการเยือนของบุคคลที่ตำแหน่งระดับสูงในสังคมไทย รวมถึงการเยือนของที่ปรึกษาของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยด้วย

ปัญหาเชิงนโยบาย

แน่นอนว่าการมาเยือนไทยของประธานาธิบดีมิน ออง ไลง์ ในครั้งนี้ นำไปสู่ข้อถกเถียงอย่างมากในเรื่องของงานการทูตของไทย เพราะภายใต้สถานการณ์สงครามกลางเมืองของพม่านั้น อาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศพยายามกดดันพม่า โดยเฉพาะในเรื่องของ “ฉันทมติ 5 ข้อ” ของอาเซียน และคาดหวังอย่างมากว่ารัฐบาลไทยจะเป็นส่วนสำคัญของการกดดันในเรื่องนี้

ดังจะเห็นได้ว่า ประธานอาเซียนตั้งแต่ครั้งที่อินโดนีเซียรับตำแหน่ง และตามมาด้วยมาเลเซีย จนถึงฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน พยายามผลักดันอย่างมาก แต่ดูเหมือนท่าทีไทยจะ “ไม่สนใจ” เท่าใดนัก จนดูจะเป็นภาพว่า รัฐบาลไทยไม่ใส่ใจกับข้อเรียกร้องของอาเซียนเท่าใดนัก หรือสะท้อนในอีกด้านว่า รัฐบาลไทยพยายามดำเนินนโยบายต่อพม่าไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการในมุมมองแบบแคบๆ โดยไม่คำนึงว่าจะมีผลสืบเนื่องในทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ ตลอดรวมถึงไม่สนใจว่านโยบายเช่นนี้จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีสากลเพียงใด จนเสมือนหนึ่งนายกฯ อนุทินดำเนินนโยบายแบบเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ “นโยบายไม่แคร์โลก” แต่ผู้นำไทยอาจต้องตระหนักว่า ไทยไม่ใช่รัฐมหาอำนาจใหญ่ในเวทีโลกที่จะทำเช่นนั้น

ฉะนั้น การเดินทางครั้งนี้ในบริบททางการเมืองแล้ว จึงเป็นเสมือน “การฟอกตัว” เพราะผู้นำพม่าไม่เป็นที่ต้อนรับในเวทีสากล และอาเซียนยังไม่ยอมรับเสียทีเดียว แต่ไทย “เปิดบ้าน” รับ และต้อนรับอย่างเต็มที่บนพรมแดง เสมือนการกดดันให้อาเซียนต้องยอมรับไปด้วย เสมือนประกาศว่า ไทยไม่สนใจการผลักดันฉันทมติของอาเซียนเรื่องพม่าอีกต่อไปแล้ว

ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราเป็นผู้นำอาเซียน เราควรจะคิดอย่างไรกับบทบาทของไทย… อาเซียนจะรู้สึกมากขึ้นไหมว่า ไทยกำลังเล่นบท “ข้ามาคนเดียว” และโยนทิ้งข้อเรียกร้องของอาเซียน “ลงถังขยะ”

นอกจากนี้ ก่อนการเยือนของพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ มีการจัดเวทีประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงเทพฯ กระทรวงการต่างประเทศออกตัวแรงอย่างมากในการผลักดันให้มีการนำรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ทั้งที่อาเซียนพยายามกดดันโดยยังไม่อนุญาตให้ผู้แทนพม่าเข้ามาในเวทีอาเซียน

แล้วอย่างไม่น่าเชื่อ รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าก็อาศัยเวทีที่กรุงเทพฯ ประกาศอย่างชัดเจนในการปฏิเสธฉันทมติของอาเซียนโดยอ้างถึงมติของสภาพม่า ซึ่งก็คือสภาภายใต้การควบคุมของกองทัพ

ลองคิดเล่นๆ อีกครั้งว่า ถ้าเราเป็นผู้นำอาเซียนแล้ว เราควรจะรู้สึกอย่างไร… เราควรจะรู้สึกไหมว่ากระทรวงการต่างประเทศไทยเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า มาตบหน้ารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงเทพฯ

อีกทั้งยังมีการเปิดเวทีด้วยการเชิญผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์จากพม่ามาประชุมที่พัทยา ซึ่งดูจะคล้ายกับการเปิดเวทีประชุมที่พัทยาสมัยที่รัฐมนตรีต่างประเทศดอน ปรมัตถ์วินัย ที่เคยจัดมาแล้วในครั้งก่อน และไทยถูกวิจารณ์อย่างมากในครั้งนั้น และในครั้งนี้ก็ดูไม่แตกต่างกันที่ไทยตกเป็นเป้าของการวิจารณ์อีกเช่นเคย และเป็นภาพสะท้อนเดิมคือ ไทยพยายามจะเดินนโยบายเอง ในแบบไม่นำพากับฉันทมติอาเซียน

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเชิญพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ มาเยือนประเทศไทยย่อมคาดเดาได้ถึงเสียงวิจารณ์ที่ตามมาอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยประกาศอย่างชัดเจนในการยืนกับ “รัฐบาลทหารแบบพันทาง” อย่างไม่ต้อง “เกรงใจอาเซียน” อีกต่อไป

อะไรคือผลตอบแทนของไทย?

การตัดสินใจดำเนินนโยบายเช่นนี้ รัฐบาลไทยจะต้องตอบให้ชัดเจนในทางยุทธศาสตร์ว่า ไทยได้อะไรจากการนี้ ถ้าทำแล้วไทยไม่ได้อะไร หรือมีผลเสียมากกว่าผลได้แล้ว… คำถามคือ แล้วเราควรจะปรับนโยบายต่างประเทศไทยต่อพม่าใหม่ไหม หรือไทยจะดำเนินนโยบายแบบ “กระเตง” รัฐบาลพม่าไปในแบบที่ไม่ชัดเจนในเชิงผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์

การ “กระเตง” รัฐบาลพม่าในเชิงนโยบายเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตดังนี้

1) เราอาจจะต้องยอมรับว่า บทบาทของไทยในลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นที่ตอบรับในเวทีระหว่างประเทศ เพราะในการพบปะกับผู้นำพม่า ผู้นำไทยแทบไม่เคยนำเสนอประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน หรือนำข้อเรียกร้องในการลดความรุนแรงของสงครามมาเสนอแต่อย่างใด

2) การแสดงท่าทีแบบ “โอบอุ้ม” รัฐบาลพม่าอย่างมาก ย่อมก่อให้เกิดมุมมองจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าว่า รัฐบาลไทยทิ้งพวกเขา และต้องการมีความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารเท่านั้น จนพวกเขาอาจเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลไทยในอนาคต

3) ผู้นำไทยแทบไม่เคยแสดงออกในลักษณะของ “คนกลาง” ที่สื่อสารข้อเรียกร้องบางประการของกลุ่มชาติพันธุ์ให้กับผู้นำพม่าเท่าใดนัก และอาจทำให้ความหวังที่ไทยจะเป็นคนกลางในการเจรจานั้น ถูกโต้แย้งจากกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นได้

4) การไม่แสดงถึงการเรียกร้องให้ผู้นำพม่ายอมรับฉันทมติอาเซียน แต่กลับปล่อยให้ผู้นำพม่ามาใช้เวทีอาเซียนในไทยในการปฏิเสธฉันทมตินั้น จึงเท่ากับไทยสนับสนุนพม่าให้มีท่าทีแบบ “ปฏิเสธอาเซียน” เพราะเป็นผู้ที่เปิดช่องให้พม่ามาแสดงออกที่กรุงเทพฯ อย่างขาดความไตร่ตรอง

5) ผู้นำไทยไม่แสดงท่าทีในลักษณะของการ “ต่อรอง” ในเวทีที่กรุงเทพฯ แต่กลับเป็นแสดงด้วยท่าทีแบบ “ยอมพม่า” ไปหมด ทั้งที่ผู้นำพม่าน่าจะเป็น “ฝ่ายขอความช่วยเหลือ” ทางการเมืองจากฝ่ายไทย โดยเฉพาะการไม่มีข้อเรียกร้องในเรื่องผลกระทบของสงครามที่มีต่อประชาชนไทยตามแนวชายแดน

6) ลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า อะไรคือ “ข้อแลกเปลี่ยน” ทางการเมือง ที่สังคมไทยไม่เห็นในที่สาธารณะ หรือมีการต่อรองในทางการเมืองที่เราไม่ทราบไหม เนื่องจากท่าทีของการคุย มีลักษณะว่าไทยเป็นเหมือนฝ่ายที่ “ยอมไปหมด” ในทางการเมือง จนเกิดคำถามว่า ไทยทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลอะไร

7) ปัญหาสำคัญหลายส่วนที่มีผลกระทบต่อไทย มีลักษณะเป็น “ปัญหาข้ามชาติ” และไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งต้นตอปัญหาคือ จีน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหามลพิษข้ามชาติ แต่ผู้นำไทยก็ไม่เคยแสดงท่าทีที่จะนำปัญหาดังกล่าวขึ้นโต๊ะเจรจากับจีนอย่างเป็นทางการ เพราะการแก้ปัญหาความมั่นคงข้ามชาติในพม่าที่มีผลกระทบกับไทย ไม่อาจทำได้โดยปราศจากบทบาทของจีน

8) ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญตามแนวชายแดนไทย-พม่า แต่ดูเหมือนว่าผู้นำไทยไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการคุยเท่าใดนัก เพราะสงครามกลางเมืองในพม่ามีภาวะทับซ้อนทั้งสงครามยาเสพติด และ “สงครามสีเทา” อื่นๆ ที่มีความซับซ้อน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องตระหนักในเรื่องเช่นนี้

ใครได้-ใครเสีย!

ผลจากการเดินทางเยือนกรุงเทพฯ ของผู้นำพม่าครั้งนี้ จึงทำให้เห็นชัดว่า พม่าดูจะเป็นฝ่ายได้ผลตอบแทนทางการเมืองอย่าง “เต็มๆ” ในขณะที่ไทยดูจะได้ผลตอบแทนคือ เสียงวิจารณ์เชิงลบตามมาอย่างมาก

ต้องยอมรับว่านอกจากฝ่ายรัฐบาลใหม่ที่ชื่นชมไทยแล้ว เวทีโลกไม่ได้มีท่าทีเช่นนั้นไปด้วย

ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวเปรียบเทียบเหมือน “พม่าแทงกบ” ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ “กบ” กลับบ้าน ส่วนไทยนั้นเหมือน “จับกบ” คือ ไม่ได้อะไรเลย และยังดัน “จับกบล้มไม่เป็นท่า” ในทางการเมืองอีกด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธอส.สินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส
เจาะไฮไลต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร บทใหม่ตำนานเอสยูวีแฟล็กชิป
ข้าวผัดราดหน้าไก่
19 ทอง 40 เงิน 66 ทองแดง บทสรุปเอเชี่ยนพาราไทย ยึดที่ 7 เอเชีย-เบอร์ 1 อาเซียน
ต้นสมีดีกว่าสมีพระ ใช้ทำยาแก้โรคสตรี แก้ไข้ แก้ลมพิษ ผด ผื่นคันชะงัดนัก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2569
แฮร์รี่ เคน และบัลลงดอร์ 2026 คุณค่าที่คู่ควร?
รับรองผลเลือกตั้งประกันสังคมกับระยะเวลาอันแสนนาน
ไดอารี่ดาวแดง : นักรบนิรนามของขบวนการประชาชน (1)
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (3)
ฤๅจำต้อง “คอเวอนเมนต์รีฟอม” อีกสักครา (1) : เหตุผลและความจำเป็นของการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ (อีกครั้ง)
E-DUANG | เงื่อนงำ อำพราง การเมือง สภาวะ 152 ย้อนมาสู่ 151